Advanced Land Observing Satellite (ALOS)
จาก Thailand Science and Technology Wikipedia
เนื้อหา |
ดาวเทียม ALOS
ดาวเทียม ALOS เป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรของประเทศญี่ปุ่นพัฒนาโดย JAXA (Japan Aerospace Exploration Agency) ประกอบด้วยอุปกรณ์ถ่ายภาพ 3 ระบบ คือ 1) Panachromatic Remote-sensing Instrument for Stereo Mapping (PRISM) 2) Advanced Visible and Near Infrared Radiometer type 2 (AVNIR-2) และ 3) Phase Array type L-band Synthetic Aperture Rader (PALSAR) ดาวเทียม ALOS มีกำหนดการที่จะส่งขึ้นสู่วงโคจรจากฐานยิงจรวด Tanegashima ในเดือนกันยายน 2548
ระบบถ่ายภาพ PRISM
- PRISM มีกล้องถ่ายภาพแยกอิสระจากกัน 3 ตัว ประกอบด้วย การถ่ายภาพดิ่ง (Nadir)
- ความกว้างในการถ่ายภาพ 70 กม.
- ถ่ายภาพคู่แบบ Along-track Stereo Pairs ได้แก่ ถ่ายภาพข้างหน้า (Forward Looking) และถ่ายภาพด้านหลัง (Backward Looking) โดยมีมุมเอียงในการถ่ายภาพ 24 องศา ความกว้างในการถ่ายภาพในแนวขวางวงโคจร 35 กม.
- รายละเอียดในการถ่ายภาพ (Spatial Resolution) 2.5 เมตร
- จากคุณสมบัติ ดังกล่าวทำให้ระบบ PRISM สามารถนำภาพถ่ายเชิงคู่ (Stereo Pairs) ที่ได้จากการถ่ายภาพต่างมุม มาทำการสร้างแบบจำลองความสูงภูมิประเทศ (Digital Elevation Model) รวมถึงการทำแผนที่มาตราส่วนใหญ่
ระบบถ่ายภาพ AVNIR-2
AVNIR-2 ได้ถูกพัฒนาต่อเนื่องจากความสำเร็จของระบบ AVNIR ของดาวเทียม ADEOS ซึ่งส่งขึ้นสู่วงโคจรในปี 2539 โดย AVNIR-2 ได้ถูกพัฒนาให้สามารถถ่ายภาพด้วยรายละเอียด 10 เมตร (AVNIR มีรายละเอียด 16 เมตร) อีกทั้งยังสามารถปรับมุมในการถ่ายภาพ (Pointing Angle) ได้ถึง 44 องศา ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการถ่ายภาพบริเวณที่เกิดวิกฤติภัยพิบัติ (Natural Hazard and Disaster Area) ข้อมูลที่ได้จากการถ่ายภาพของ AVNIR-2 ยังสามารถนำมาใช้ในการทำแผนที่ และติดตามการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรได้เป็นอย่างดี
ระบบถ่ายภาพ PALSAR
- PALSAR เป็นระบบการถ่ายภาพด้วยสัญญาณเรดาร์ มีระบบถ่ายภาพ รายละเอียดสูง (Fine Mode) ความกว้างในการถ่ายภาพ 70 กม. ที่รายละเอียด 10 เมตร
- SeanSAR mode เป็นการถ่ายภาพด้วยระบบเรดาร์ในมุมกว้าง (ประมาณ 250 - 350 กม.) ที่รายละเอียดประมาร 100 เมตร ซึ่งสามารถใช้ ในการตรวจสอบและติดตามการเปลี่ยนแปลงทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งยังเป็นระบบที่ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของเวลาในการถ่ายภาพ ไม่มีข้อจำกัด ในเรื่องของสภาพอากาศเนื่องจากสามารถถ่ายภาพทะลุเมฆ รวมถึงสามารถถ่ายภาพในเวลากลางคืนได้ เนื่องจากไม่ต้องใช้แหล่งพลังงานจากดวงอาทิตย์ ทำให้ผู้ใช้สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงพื้นผิวโลกได้ตลอดทั้งปี

