1 ศตวรรษวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย

จาก Thailand Science and Technology Wikipedia

ข้ามไปที่: นำทาง, ค้นหา

เนื้อหา

2300

2394 สร้างเรือกลไฟเป็นครั้งแรก

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือวังหน้า ส่วนทหารเรือหน่วยอื่นที่ไม่ได้ขึ้นกับวังหน้า ให้ขึ้นกับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สมุหพระกลาโหมผู้ซึ่งมีความสามารถในกิจการทางทะเล และการต่อเรือกลไฟหลวงสำหรับใช้เป็นประโยชน์แก่ประเทศ โดยเริ่มเปลี่ยนแปลงเรือรบ จากกำปั่นรบใช้ใบมาเป็นกำปั่นรบกลไฟและเรือรบกลไฟชนิดใช้จักรข้าง จักรท้ายเรือที่ต่อสำเร็จเวลานั้น ชื่อสยามอรสุมพล มีจักรข้างยาว ๗๕ ฟุต เฉพาะเครื่องจักรและกลไกนั้นสั่งมาจากประเทศอังกฤษ ส่วนลำเรือนั้นต่อที่กรุงเทพฯ เมื่อได้เรือสยามอรสุมพลใช้ในทางราชการ เป็นที่สบพระราชหฤทัยแล้วจึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จัดการสร้างต่อไปอีกหลายลำ

2400

2403 ตั้งโรงกษาปณ์

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริที่จะจัดตั้งโรงกษาปณ์ทำเหรียญแบบขึ้นตามลักษณะสากลนิยมใช้ แทนเงินพดด้วง จึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้คณะทูตไทยที่ส่งไปเจริญพระราชไมตรีกับประเทศ อังกฤษ จัดซื้อเครื่องทำเงินมาถวายและได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงงานขึ้นในพระบรมมหาราชวัง โดยได้ติดตั้งเครื่องจักรเสร็จเรียบร้อยเมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๐๓ พระราชทานนามว่า “โรงกษาปณ์สิทธิการ” ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “กรมกษาปณ์” “กองกษาปณ์” เป็น “สำนักกษาปณ์” ซึ่งอยู่ในสังกัดกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลังในปัจจุบัน การทำเหรียญในครั้งนั้น ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ทำเงินเหรียญบาท เงินสลึง และเงินเฟื้องเพื่อใช้แทนเงินพดด้วง

2404 ผลิตเหรียญเงิน

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำเหรียญทองแดง ซีก เสี้ยว เพื่อใช้แทนเบี้ยหอย

2409 สร้างประโจมไฟครั้งแรก

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาเทพอรชุน ดำเนินการจัดสร้างกระโจมไฟที่สันดอนเพื่อใช้เป็นเครื่องหมายให้ความสะดวกแก่ เรือพาณิชย์

2409 การวางสายการสื่อสารกับต่างประเทศ

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอนุญาตให้เจ้าหน้าที่อังกฤษ สร้างสายโทรเลขจากประเทศพม่าผ่านประเทศไทยลงไปยังประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีความยาว 950 ไมล์

2411

18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” เสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวง ณ บ้านหว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทั้งนี้ได้ทรงใช้พระปรีชาสามารถด้านคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์ในการทรงคำนวณ เวลาที่เกิดสุริยุปราคาได้อย่างแม่นยำ คือ 11 นาฬิกา 36 นาที 22 วินาที ช่วงเวลาที่เกิดสุริยุปราคา คือ 6 นาที 46 วินาที

2418 เริ่มกิจการโทรเลขไทย

พ.ศ. 2418 สมัยราชการที่ 5 กิจการโทรเลขไทยได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งโทรเลขสายแรกคือกรุงเทพฯ ไปปากน้ำ หรือ จ.สมุทรปราการ ต่อมาในปีพ.ศ. 2426 จึงมีการสถาปนาตั้ง กรมโทรเลข ขึ้นพร้อมกับกรมไปรษณีย์ ก่อนภายหลังได้รวมกิจการไปรษณีย์โทรเลขเข้าด้วยกัน เรียกว่า กรมไปรษณีย์โทรเลข กว่า 133 ปีของการให้บริการจนถึงวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ก็ได้มีการยกเลิกบริการโทรเลข

2424 วางสายโทรศัพท์ระหว่างกรุงเทพฯ-สมุทรปราการ

โทรศัพท์ได้ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยสมเด็จพระราชปิตุลาบรมวงศาภิมุข เจ้าฟ้าภานุรังสีสว่างวงศ์ เจ้ากรมกลาโหม ในปี พ.ศ. 2424 ได้ทรงดำรินำวิทยาการด้านการสื่อสารด้วยโทรศัพท์เข้ามาใช้เป็นครั้งแรก โดยทดลองนำเครื่องโทรศัพท์มาติดตั้งที่กรุงเทพฯ และที่ปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อใช้แจ้งข่าวเรือเข้า-ออกที่ปากน้ำ สมุทรปราการ ให้ทางกรุงเทพฯ ทราบ

2433 เปิดกิจการไฟฟ้า

การใช้ไฟฟ้าในประเทศไทย เริ่มตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) ครั้งยังมีบรรดาศักดิ์เป็นจมื่นไวยวรนาถ ได้ลงทุนติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจ่ายไฟที่โรงทหารหน้า คือ กระทรวงกลาโหมในปัจจุบันและพระบรมมหาราชวัง

2433 ตั้งโรงเรียนแพทย์ที่โรงพยาบาลศิริราช

พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นดำรงราชานุภาพจึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตตั้ง โรงเรียนแพทย์ขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2432เนื่องจากโรงศิริราชพยาบาล ซึ่งเป็นโรงพยาบาลหลวงแห่งแรก เกิดปัญหาขาดแพทย์

5 กันยายน พ.ศ. 2433 เริ่มสอนนักเรียนแพทย์ครั้งแรก ต่อมาปี พ.ศ. 2436 กรมพยาบาลประกาศเปิดและตั้งชื่อโรงเรียนแพทย์ “โรงศิริราชแพทยากร” กระทั่งในปี พ.ศ. 2443 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินเปิดโรงเรียนและพระราชทานนามว่า “โรงเรียนแพทยาลัย” ต่อมาได้มีการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรจนกระทั่งเป็นคณะแพทยศาสตร์ศิริราช พยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบัน

2434 ตั้งกรมวิทยาศาสตร์บริการ

เริ่มจากหน่วยงานวิเคราะห์แร่ในกรมราชโลหกิจและภูมิวิทยา กระทรวงเกษตราธิการ (ในขณะนั้น) ต่อมาได้ขยายงานและทำการวิเคราะห์โลหะที่ใช้ทำเหรียญกษาปณ์ ต่อมาปี พ.ศ.2445 กระทรวงคลังมหาสมบัติขอโอนกิจการที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์เงินบาทจากเดิมกรม โลหกิจและภูมิวิทยาไปจัดตั้งกองแยกธาตุ สังกัดกรมกระษาปณ์สิทธิการ ซึ่งปี พ.ศ.2448 กิจการทั้งหมดเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ได้โอนย้ายไปสังกัดแยก ธาตุ กรมกระษาปณ์สิทธิการ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เรื่อยมาในปี พ.ศ.2461 กระทรวงพระคลังมหาสมบัติก็ได้รวมเอางานเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ที่ดำเนิน การภายใต้หน่วยงานต่างๆ มารวมเข้าไว้ด้วยกันภายใต้ศาลาแยกธาตุ (Government Laboratory) สังกัดกรมพาณิชย์และสถิติพยากรณ์ จนเลื่อนฐานะขึ้นเป็นส่วนราชการเทียบเท่ากรม โดยมีนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษเป็นเจ้ากรมคนแรก

ในปี พ.ศ. 2475 ศาลาแยกธาตุได้ยกฐานนะขึ้นเป็นกรมวิทยาศาสตร์ สังกัดกระทรวงเกษตรพาณิชย์การ โดยโอนกองเกษตรศาสตร์ที่สังกัดอยู่ในกรมตรวจกสิกรรมมารวมกับศาลาแยกธาตุ ดร.ตั้ว ลพานุกรม ได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ท่านแรก พ.ศ. 2476 กรมวิทยาศาสตร์ ได้ย้ายไปสังกัดในกระทรวงเศรษฐการ ในปี 2485 ได้มีการปรับปรุงกระทรวง ทบวงกรมใหม่ ตามนโยบายของรัฐบาล กรมวิทยาศาสตร์ได้โอนมาสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นใหม่ กองเภสัชกรรมและกองเกษตรศาสตร์ ซึ่งสังกัดอยู่ในกรมวิทยาศาสตร์ขณะนั้น ได้โอนไปสังกัดกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และกรมเกษตร กระทรวงเกษตราธิราช ตามลำดับ งานห้องสมุดและเผยแพร่ ได้ยกฐานะขึ้นเป็นหน่วยงานระดับกองเพื่อให้เหมาะสมกับงานที่ได้ปฏิบัติอยู่ ได้ใช้ชื่อว่า กองสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

พ.ศ. 2522 มีการจัดตั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพลังงาน กรมวิทยาศาสตร์ได้ย้ายมาสังกัดกระทรวงฯ และเปลี่ยนชื่อมาเป็นกรมวิทยาศาสตร์บริการ ในปี พ.ศ. 2535 กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพลังงานได้เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงวิทยา ศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ในปี พ.ศ. 2540 ในปี พ.ศ. 2545 กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ได้เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรมวิทยาศาสตร์บริการยังคงอยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงที่เปลี่ยนชื่อใหม่

2438-2453 กำเนิดสวนพฤกษชาติแห่งแรกในประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ใช้ส่วนหนึ่งในเขตพระราชฐานพระราชวังดุสิต สร้างสวนพฤกษชาติในบริเวณเขาดินวนา หรือสวนดุสิต โดยโปรดเกล้าฯ ให้ปลูกพรรณไม้นานาชนิดให้มีสภาพป่าแบบธรรมชาติ ซึ่งจัดว่าเป็นสวนพฤษชาติแห่งแรกในประเทศไทย

2438 เริ่มมีวิชาวิทยาศาสตร์บรรจุในหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น

2439 เปิดเดินรถไฟกรุงเทพฯ-อยุธยา

26 มีนาคม พ.ศ. 2439 เปิดการเดินรถไฟระหว่างกรุงเทพฯ – อยุธยา ระยะทาง 71 กิโลเมตร ซึ่งทางการถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันสถาปนากิจการรถไฟหลวง

2439 จัดตั้งโรงเรียนครูประถมกสิกรรมก้าวสำคัญของการศึกษาด้านเกษตรศาสตร์ของประเทศ

นายโห้ กาฬดิษย์ (พระยาเทพศาสตร์สถิตย์) เป็นคนไทยคนแรกที่สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาในสาขาเกษตรศาสตร์จากมหาวิ ทยาลัยเรดดิ้ง ประเทศอังกฤษ และในปี พ.ศ.2460 ได้ร่วมกับเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมใน กระทรวงธรรมการ นับเป็นก้าวสำคัญของการศึกษาด้านเกษตรศาสตร์ของประเทศ

2443 กำเนิดศิริราชพยาบาล

2444 กรมช่างไหมสู่กรมวิชาการเกษตร

พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ (กรมหมื่นพิชัยมหินทโรดม) สำเร็จวิชาการเพาะปลูกในระดับอุดมศึกษาจากประเทศอังกฤษ และต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้ากรมช่างไหม (ปัจจุบัน คือ กรมวิชาการเกษตร) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2446

2445 ใช้ธนบัตรเป็นครั้งแรก

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปี พ.ศ. 2435ได้มีการออกอัฐกระดาษขึ้น แต่ไม่เป็นที่นิยมจึงได้เลิกไป 7 กันยายน พ.ศ. 2445มีการนำธนบัตรออกมาใช้เป็นครั้งแรกตามที่พระราชบัญญัติธนบัตรสยาม รันตโกสินทร์ศก 121 ได้ออกธนบัตรชนิดละ 5 บาท 10 บาท 20 บาท 100 บาทและ 1,000 บาท โดยการจัดพิมพ์ธนบัตรได้จ้างพิมพ์มาจากต่างประเทศทั้งสิ้น คือจ้าง บริษัทโทมัส เดอ ลา รู (Thomas de la Rue) จากประเทศอังกฤษ จนกระทั่งเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงรัฐบาลได้มอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ดำเนินการศึกษาและจัดตั้งโรงพิมพ์ธนบัตรเพื่อพิมพ์ธนบัตรขึ้นใช้เองในประเทศ โดยได้สร้างโรงพิมพ์ธนบัตรและทำพิธีเปิดดำเนินการในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2512 เริ่มพิมพ์ธนบัตรฉบับละ 5 บาท ออกมาก่อนและทยอยพิมพ์ฉบับที่มีมูลค่าสูงขึ้นออกมาตามลำดับ

2445 หนังสือ "พรรณไม้ไทย" ตำราพันธุ์ไม้เล่มแรกของไทย

พระยาวันพฤกษ์พิจารณ์ (ทองคำ เศวตศิลา) ได้รวบรวมพนธุ์ไม้ของไทยจากภาคต่างๆ ของประเทศ เพื่อทำเป็น “หอพรรณไม้” และในปี พ.ศ.2466 ได้เรียบเรียงหนังสือ “พรรณไม้ไทย” ซึ่งจัดเป็นตำราพันธุ์ไม้เล่มแรกของไทย นอกจากนี้ท่านยังได้รับเกียรติจากนักพฤษศาสตร์ต่างประเทศในการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ให้ถึง 6 ชนิดด้วยกัน

2452 กำเนิดโรงเรียนฝึกหัดครูประถม-กสิกรรมสวนหลวง (หอวัง) ที่วังสระปทุม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เปิดโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมสวนหลวง (หอวัง) ที่วังสระปทุม เพื่อฝึกหัดกุลบุตรไทยเข้ารับราชการในกรมแผนที่ กรมคลองและกรมเพาะปลูก (กรมช่างไหมเดิม)

2450

2453 การแสดงกสิกรรมแลพาณิชยการครั้งที่หนึ่ง

การประกวดพันธุ์ข้าวทั่วประเทศในงาน “การแสดงกสิกรรมแลพณิชการ” ครั้งที่หนึ่ง ณ กรุงเทพฯ มีผู้นำพันธุ์ข้าวที่มีลักษณะดีเด่นหลายพันธุ์มาประกวด ซึ่งต่อมาได้พัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ให้ดียิ่งขึ้นโดยภูมิปัญญาของเกษตรกรไทย

2454 นักเรียนไทยรุ่นแรกที่ได้รับอนุญาตขับขี่อากาศยานจากสหพันธ์การบินระหว่างประเทศ

นายพันตรีหลวงศักดิ์ศัลยาวุธ (พลอากาศโทพระยาเฉลิมอากาศ - สุณี สุวรรณประทีป) นายร้อยเอกหลวงอาวุธลิขิกร (พันเอกพระยาเวหาสยาน - หลง สินศุข) และนายร้อยโททิพย์ (นาวาอากาศเอกพระยาทะยานพิฆาต - ทิพย์ เกตุทัต) เป็นนักเรียนไทยรุ่นแรกที่ได้รับใบอนุญาตขับขี่อากาศยานจากสหพันธ์การบิน ระหว่างประเทศ ซึ่งต่อมาได้นำความรู้นี้มาพัฒนาวิทยาการด้านการบินในประเทศ

2454 เริ่มกิจการการบินของไทย

2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2454 ชาวต่างประเทศนำเครื่องบินมาแสดงให้ชาวไทยได้ชมเป็นครั้งแรก อันทำให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพในสมัยนั้น พิจารณาเห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีเครื่องบินไว้เพื่อป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ด้วยเหตุนี้กระทรวงกลาโหมจึงได้ตั้ง “แผนกการบิน” ขึ้นในกองทัพบก พร้อมทั้งได้คัดเลือกนายทหารบก 3 คน ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมไปศึกษาวิชาการ ณ ประเทศฝรั่งเศส อันได้แก่ พันตรีหลวงศักดิ์ศัลยาวุธ ร้อยเอกหลวงอาวุธ สิขิกร และร้อยโททิพย์ เกตุทัต ในเวลาต่อมาได้รับพระราชทานยศและบรรดาศักดิ์ตามลำดับ คือ พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ นาวาอากาศเอก พระยาเวหาสยามศิลปสิทธิ์ และนาวาอากาศเอก พระยาทะยานพิฆาต และกองทัพอากาศได้ยกย่องให้เป็น “บุพการีของกองทัพอากาศ”

การบินของไทยในระยะแรกใช้สนามม้าสระปทุมหรือราชกรีฑาสโมสรในปัจจุบันเป็น สนามบิน แต่ด้วยความไม่สะดวกหลายประการจึงได้พิจารณาหาพื้นที่เหมาะสมต่อการบินและ ได้เลือกตำบลดอนเมืองเป็นที่ตั้งสนามบิน พร้อมทั้งได้ก่อสร้างสถานที่โรงเก็บเครื่องบินอย่างถาวรขึ้น

27 มีนาคม พ.ศ. 2457 กระทรวงกลาโหมจึงได้สั่งยกแผนกการบินขึ้นเป็น “กองบินทหารบก” ซึ่งถือว่ากิจการการบินของไทยได้วางฐานอย่างมั่นคงแล้ว ตั้งแต่บัดนั้นมากองทัพอากาศจึงถือเอาวันที่ 27มีนาคมของทุกปีเป็น “วันระลึกกองทัพอากาศ”

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2470 นายพันโท หลวงเวชยันตรังสฤษฏ์ (พล.อ.ท.มุนี มหาสันทะเวชยันตรังสฤษฏ์) ผู้บังคับฝูงกรมโรงงานกรมอากาศยาน ได้ออกแบบและสร้างเครื่องบินทิ้งระเบิดขึ้นจำนวน ๒ เครื่อง โดยเครื่องแรกใช้เครื่องยนต์เลอโรน 300 แรงม้า และเครื่องที่สองใช้เครื่องยนต์ บี.เอ็ม.ดับเบิลยู 600 แรงม้า รุ่นหลังต่อมา จึงติดตั้งเครื่องยนต์ยูบิเตอร์ นับเป็นครั้งแรกที่คนไทยได้ออกแบบและสร้างเครื่องบินใฃ้ในราชการ ได้รับพระราชทานนามว่า “เครื่องบินบริพัตร” โดยในปี พ.ศ. 2472 เครื่องบินดังกล่าวได้บินเยือนประเทศอินเดีย และในปี พ.ศ. 2473 บินไปเยือนรัฐบาลอินโดจีนฝรั่งเศส ที่เมืองฮานอย

9 เมษายน พ.ศ. 2480 กรมทหารอากาศได้ยกฐานะเป็น “กองทัพอากาศ” มีนาวาอากาศเอก พระเวชยันตรังสฤษฏ์ เป็นผู้บังคับการทหารอากาศคนแรก กองทัพอากาศจังได้ถือเอาวันที่ 9 เมษายนของทุกปีเป็น “วันกองทัพอากาศ”

2455 ตั้งโรงไฟฟ้าหลวงสามเสน

รัฐบาลได้จัดตั้งโรงไฟฟ้าสามเสนขึ้นเพื่อจำหน่ายไฟฟ้าบริเวณตอนเหนือของเส้น แบ่งเขตสัมปทานของบริษัทไฟฟ้าสยามทุนจำกัดซึ่งบริษัทฯ ได้รับสัมปทานที่บริเวณตอนใต้ของคลองบางลำภู คลองมหานาค คลองแสนแสบและทางรถไฟสายใต้ โรงไฟฟ้าสามเสนจัดตั้งขึ้นเพื่อจ่ายไฟให้กับโรงกรองน้ำสามเสน

2456 กำเนิดสถานปลาสเตอร์ (ปัจจุบัน คือ สถานเสาวภา)

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปทรงทำพิธีเปิดสถานปาสเตอร์ (เวลานั้นเดิมเรียกว่า ปัสตุรสภา ปัจจุบันคือ สถานเสาวภา) และสามารถผลิตวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้

2459 สถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะโรงเรียนข้าราชการพลเรือนขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย เริ่มต้นมี 4 คณะคือ คณะแพทยศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์

2459 จัดตั้งนาทดลอง สถานีทดลองเฉพาะข้าวแห่งแรกของไทย

พระยาโภชากร (ตริ มิลินทสูตร) จัดตั้งนาทดลองขึ้นที่คลองรังสิต จัดเป็นสถานีทดลองเฉพาะข้าวแห่งแรกของไทย ทำการวิจัยทดสอบพันธุ์ข้าวนาสวน ข้าวนาเมือง (ข้าวขึ้นน้ำ) ได้ข้าวพันธุ์ดีหลายพันธุ์โดยเฉพาะพันธุ์ “ปิ่นแก้ว” ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวหนัก (ข้าวนาปี) ได้รับรางวัลชนะเลิศในงานประกวดข้าวทั่วโลกในงานนิทรรศการ World's Grain Exhibition ที่ประเทศแคนาดา ในปี พ.ศ.2476 ส่งผลให้ข้าวไทยมีชื่อเสียงไปทั่วโลกจนกระทั่วทุกวันนี้

2459 จัดตั้งโรงเรียนแพทย์ปรุงยาราชแพทยาลัย

จัดตั้งโรงเรียนแพทย์ปรุงยาราชแพทยาลัย ซึ่งเป็นหน่วยวิชาการอิสระ ต่อมาได้พัฒนาต่อเนื่องและขยายเป็นคณะเภสัชศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ

2463 หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร บิดาแห่งการเกษตรผสมผสาน

หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร บิดาแห่งการเกษตรผสมผสาน เสด็จไปเป็นเกษตรกรทำไร่นาสวนผสมที่ฟาร์มบางเบิด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ใช้ความรู้ระดับสูงมาผสมผสานกับประสบการณ์ที่ได้จากการทดลอง จนสามารถผลิตผลผลิตจากพืชพันธุ์ดีออกสู่ท้องตลาด เช่น แตงโมพันธุ์บางเบิด

2464-2474 การปรับปรุงการเรียนการสอนในราชแพทยาลัย (คณะแพทยาสตร์และศิริราช พยาบาลในปัจจุบัน)

โดยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนก เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชกรมหลวงสงขลานครินทร์ และความช่วยเหลือของมูลนิธิร็อคกีเฟลเลอร์ ได้มีการปรับปรุงการเรียนการสอนในราชแพทยาลัย (ต่อมาเป็นคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล) ทำให้แพทยศาสตร์ศึกษาในประเทศไทยเข้าสู่มาตรฐานสากล

2466-2484 สามทหารเสือทางการเกษตรกับเกษตรศาสตร์แผนใหม่ พื้นฐานทางการเกษตรที่แข็งแกร่งของไทย

นายทองดี เรศานนท์ (หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ) นายอินทรี จันทรสถิตย์ (หลวงอิงคศรีกสิการ) นายช่วง โลจายะ (พระช่วงเกษตรศิลปากร) สามทหารเสือทางการเกษตรได้นำการศึกาาและทดลองเกษตรศาสตร์แผนใหม่ขยายออกสู่ ภูมิภาค อันเป็นการวางพื้นฐานทางการเกษตรที่แข็งแกร่งให้แก่ประเทศไทย นอกจากนี้ได้ร่วมกับพระยาเทพศาสตร์สถิตย์จัดตั้งวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปัจจุบัน)

2470 ดร. ตั้ว ลพานุกรม นักเคมีของ "ศาลาแยกธาตุ" ปัจจุบัน คือ กรมวิทยาศาสตร์บริการ

ดร.ตั้ว พลานุกรม ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตเกียรตินิยมในสาขาวิชาเคมี จากมหาวิทยาลัยเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และเข้ารับราชการในตำแหน่งนักเคมีของ “ศาลาแยกธาตุ” ซึ่งต่อมาได้รับการยกฐานะเป็นกรมวิทยาศาสตร์ในปี พ.ศ.2478 ปัจจุบันคือ กรมวิทยาศาสตร์บริการ และ ดร.ตั้ว ลพานุกรม ดำรงตำแหน่งอธิบดีคนแรก (พ.ศ.2478-2484)

2470 บริพัตร เครื่องบินปีก 2 ชั้น ฝีมือการออกแบบและสร้างของคนไทย

กรมอากาศยานกองทัพบก (กองทัพอากาศไทยในปัจจุบัน) โดยหลวงเวชยันตรังสฤษดิ์ (พลอากาศโทมุนี มหาสันทนะ) ออกแบบและสร้างเครื่องบินปีก ๒ ชั้น ชื่อ “บริพัตร”

2475 หลวงพรตพิทยพยัต (พรต เดชา)

หลวงพรตพิทยพยัต (พรต เดชา) ตีพิมพ์ผลงานวิจัยเรื่อง “สภาพเคลื่อนที่ได้ของไอออนในก๊าซ” ร่วมกับเพาเวลล์ (C.F. Powell นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ปี พ.ศ.2493) ในวารสาร Proceedings of the Royal Society of London ต่อมาหลวงพรตพิทยพยัตได้ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

2477 ศาสตราจาราย์ ดร. แถบ นีละนิธิ ผู้ริเริ่มหลักสูตรปริญญาบัณฑิตทางเคมีในประเทศไทย

ศาสตราจาราย์ ดร. แถบ นีละนิธิ นักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงและทุนมูลนิธีร็อคกีเฟลเลอร์ จากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูลและมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ตามลำดับ ได้ร่างหลักสูตรปริญญาบัณฑิตทางเคมีขึ้น ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นับเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาทางด้านเคมีในประเทศไทย

2478 ม.ร.ว. จักรทอง ทองใหญ่ และนายอารยันต์ มันยีกุล ได้วางรากฐานการศึกษาทางกีฏวิทยาของไทย

ม.ร.ว. จักรทอง ทองใหญ่ และนายอารยันต์ มันยีกุล ได้วางรากฐานการศึกษาทางกีฏวิทยาคุณ-โทษของแมลงทางการเกษตรปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์แมลง “จักรทอง ทองใหญ่” ที่กรมวิชาการเกษตร นับเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

2479 ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สวัสดิ์ แดงสว่าง และศาสตราจารย์นายแพทย์เฉลิม พรมมาศ บุกเบิกความรู้ ความเข้าใจ ทางด้านสาธารณสุขในประเทศ

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สวัสดิ์ แดงสว่าง และศาสตราจารย์นายแพทย์เฉลิม พรมมาศ ค้นพบวงจรชีวิตของพยาธิตัวจี๊ดและได้รายงานในวารสารต่างประเทศในปีต่อมา ซึ่งการค้นพบนี้ได้นำไปสู่ความรู้ความเข้าใจทางด้านสาธารณสุขในประเทศไทย

2486 สถาปนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

สถาปนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประกอบด้วย คณะเกษตร (วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในกระทรวงเกษตราะิการเดิม) คณะประมง คณะวนศาสตร์ (วิทยาลัยป่าไม้เดิม) และคณะสหกรณ์

2487 ดร. จ่าง รัตนะรัต ร่วมกับ พล.ร.ต. สมพันธ์ บุนนาค และนายวิทย์ ภิรมย์ภักดี ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมเคมีโดยการใช้วัตถุดิบในประเทศ

ดร. จ่าง รัตนะรัต ร่วมกับ พล.ร.ต. สมพันธ์ บุนนาค และนายวิทย์ ภิรมย์ภักดี ได้ผลิตแอมโมเนียเพื่อใช้ในการทำน้ำแข็งจากเกลือแอมโนเนียซัลเฟต แอมโมเนียมฟอสเฟต และแอมโมเนียมคลอไรด์ โดยการทำปฏิกิริยากับปูนเผา นับเป็นการบุกเบิกอุตสาหกรรมเคมีโดยการใช้วัตถุดิบในประเทศ

2491 กำเนิดสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยฯ

สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย

27 มกราคม พ.ศ. 2491 ดำเนินการจัดตั้งสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เผยแพร่วิทยาการ และให้ความอุปการะช่วยเหลือกัน ในหมู่นักวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย มีนายกสมาคมรุ่นแรกคือ มจ. รัษฎาภิเศก โสณกุล และหลวงประวัติวรวิชชุการี เป็นอุปนายก

2491 นายอินทรีย์ จันทรสถิตย์ (หลวงอิงคศรีกสิการ) วางพื้นฐานการวิจัยเรื่องข้าวและดินอย่างเป็นระบบ

นายอินทรีย์ จันทรสถิตย์ (หลวงอิงคศรีกสิการ) ศาสตราจารย์ เอช.เอช.ลัฟ (H.H.Love) และ ดร.โรเบิร์ต แอล เพนเดิลตัน (R.L. Pendleton) ได้วางพื้นฐานการวิจัยเรื่องข้าวและดินอย่างเป็นระบบ โดยมีพระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ดร.ครุย บุณยสิงห์ และ ดร.สละ ทศานนท์ เป็นนักวิทยาศาสตร์กำลังสำคัญในเวลาต่อมา

2493-2502 "ข้าวดอกมะลิ 105" ข้าวนาปีที่เกษตรกรนิยมปลูกมากที่สุดในประเทศไทยติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

นายสุนทร สีหะเนิน พนักงานเกษตร ได้รวบรวมพันธุ์ข้าวจากอำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา มาคัดเลือกจนได้ข้าวพันธุ์ “ข้าวดอกมะลิ 105” ซึ่งเป็นข้าวนาปีที่เกษตรกรนิยมปลูกมากที่สุดในประเทศไทยติดต่อกันมาจนถึง ปัจจุบัน เนื่องจากได้ราคาสูงกว่าข้าวพันธุ์อื่นๆ

2493 การสอนวิชาการเลี้ยงไก่เป็นวิชาชีพโดยใช้ระบบสื่อสารทางไกลผ่านทางวิทยุ อ.ส. และทางไปรษณีย์ และการสอนวิชาการเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เปิดสอนวิชาการเลี้ยงไก่เป็นวิชาชีพ โดยใช้ระบบสื่อทางไกลผ่านทางวิทยุ อ.ส.พระราชวังดุสิต และทางไปรษณีย์ นำโดยหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ “บิดาแห่งการเลี้ยงไก่” ต่อมาได้ขยายไปใช้สื่อโทรทัศน์ในการสอนวิชาการเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ทางสถานี โทรทัศน์ช่อง ๗ ซึ่งนำโดย ศาสตราจารย์ระพี สาคริก “บิดาแห่งการกล้วยไม้”

2493 ผลิตน้ำยาพาเรนเตอรัลและการเตรียมยาฉีดควินินรักษาโรคมาเลเรียก้าวสำคัญของการพัฒนาเภสัชอุตสาหกรรม

พลตรี ดร.ประเสริฐ ธีรคุปต์ เป็นผู้ริเริ่มผลิตน้ำยาพาเรนเตอรัลและสามารถเตรียมยาฉีดควินินรักษาโรค มาเลเรีย ซึ่งสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้จำนวนมาก นับเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาเภสัชอุตสาหกรรมในเวลาต่อมา

2496 ตั้งกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน

2497-2543 ค้นพบสภาวะผิดปรกติทางพันธุกรรมของเลือด อาทิ โรคธาลัสซีเมีย ฮีโมโกลบินผิดปรกติและเอนไซม์ "จี 6 พีดี"

หน่วยวิจัยโลหิตวิทยา ศิริราชพยาบาล นำโดย ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงคุณสุภา ณ นคร ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี นายแพทย์สง่าและศาสตราจารย์ แพทย์หญิงเพ็ญศรี ภู่ตระกูล ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุทัศน์ ฟู่เจริญ ศาสตราจารย์ นายแพทย์มงคล เครือตราชู และ ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช ได้ค้นพบสมุฏฐานของสภาวะผิปกติทางพันธุกรรมของเลือดหลายชนิด โดยเฉพาะสมุฏฐานของโรคธาลัสซีเมีย ฮีโมโกลบินผิดปรกติ และเอนไซม์ “จี 6 พีดี” ที่ผิดปรกติ ทำให้กลุ่มทำงานกลุ่มนี้สร้างผลงานด้านธาลัสซีเมียที่มีชื่อเสียงไปทั่โลก

2499 จัดตั้งสภาวิจัยแห่งชาติ

พลโท พระยาศัลวิธานนิเทศ ได้เป็นผู้เสนอให้รัฐบาลพิจารณาจัดตั้งสภาวิจัยขึ้นเป็นครั้งแรก แต่โครงการดังกล่าวไม่ได้รับการสนับสนุนจึงต้องล้มเลิกไป ต่อมา ดร. ตั้ว ลพานุกรม อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ กระทรวงอุตสาหกรรม ก็ได้พยายามผลักดันให้จัดตั้งสภาวิจัยแห่งชาติขึ้น เกือบเป็นผลสำเร็จ แต่ถึงอนิจกรรมเสียก่อน หลังจากที่ ดร. จ่าง รัตนะรัต มารับตำแหน่งอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์เมื่อ พ.ศ. 2486 จีงได้รวบรวมและร่างโครงการจัดตั้งสภาวิจัยแห่งชาติเสนอต่อรัฐบาลอีกครั้ง โดยมี จอมพล ผิน ชุณหะวัณ รองนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นให้การสนับสนุน

6 กันยายน พ.ศ. 2499 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติ พ.ศ. 2499 ขึ้นเป็นครั้งแรก ต่อมาเมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2499 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งในพระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดให้มีคณะกรรมการสภาวิจัยแห่่งชาติประกอบด้วย

  1. นายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการ
  2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กรรมการ
  3. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กรรมการ
  4. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเกษตร กรรมการ
  5. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรรมการ
  6. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรรมการ
  7. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กรรมการ
  8. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสหกรณ์ กรรมการ
  9. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กรรมการ
  10. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กรรมการ
  11. ประธานกรรมการสาขาต่างๆ กรรมการ
  12. ผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 10 คน กรรมการ
  13. เลขาธิการสภาวิจัยแห่งชาติ กรรมการและเลขาธิการ

เนื่องจากที่ได้มีพระบรมโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตราและประกาศพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2499 จึงได้กำหนดให้มี “สำนักงานสภาวิจัยแห่งชาติ” เป็นองค์กรอิสระในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี

สภาวิจัยแห่งชาติในระยะแรกเริ่มตั้งยังไม่มีงบประมาณดำเนินการ คณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ จึงให้ตั้งสำนักงานเลขาธิการขึ้นเป็นการชั่วคราว โดยอาศัยสถานที่ของกรมวิทยาศาสตร์ไปก่อน และมี ดร. จ่าง เป็นอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ เป็นเลขาธิการโดยตำแหน่ง จึงนับได้ว่า ดร. จ่าง รัตนะรัต เป็นเลขาธิการสภาวิจัยเป็นคนแรก เมื่อปี พ.ศ. 2499 จนกระทั่งมีประกาศใช้พระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติ พ.ศ. 2502 ในสมัยที่จอมพลสฤษฏิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี งานวิจัยได้รับความสนใจและมีความสำคัญมาก และได้มีบัญชาให้มีการร่างพระราชบัญญัติสภาวิัจัยแห่งชาติขึ้นใหม่ โดยให้แก้ไขระเบียบวิธีปฏิบัติของสภาวิจัยแห่งชาติ และให้มีสาขาวิชาการที่จะวิจัยทั้งด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ รวม 10 สาขา คือ

  1. วิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์
  2. วิทยาศาสตร์การแพทย์
  3. วิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช
  4. เกษตรศาสตร์และชีววิทยา
  5. วิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรม
  6. ปรัชญา
  7. นิติศาสตร์
  8. รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
  9. เศรษฐศาสตร์
  10. สังคมวิทยา

หลังจากประกาศใช้พระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติ พุทธศักราช 2502 สภาวิจัยจึงได้มีงบประมาณดำเนินการอย่างเป็นหลักเป็นฐาน ดร. จ่าง ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาวิจัยแห่งชาติ จนถึงปี พ.ศ. 2503 คือ อีก 1 ปี จึงครบวาระ

2500

2500 พบเครื่องปั้นดินเผาลายเขียนสีที่ตำบลบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี แหล่งอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ อายุประมาณ 6,000-7,000 ปี

มีรายงานการพบเครื่องปั้นดินเผาลายเขียนสีที่ตำบลบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ต่อมา (พ.ศ.2515-2518) กรมศิลปากรได้ทำการขุดค้นโดยละเอียด พบเครื่องปั้นดินเผาและชิ้นส่วนโลหะเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้นักโบราณคดีไทย-สหรัฐอเมริกา นำโดย ดร.พิสิฐ เจริญวงษ์ และ ดร.เชสเตอร์ กอร์แมน (Chester Gorman) ได้พบว่าเป็นแหล่งอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ อายุประมาณ 6,000-7,000 ปี

2501 ก่อตั้งคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (ปัจจุบัน คือ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล)

ก่อตั้งคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (ต่อมาคือคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล) โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สตางค์ มงคลสุข เป็นคณบดีคนแรก ได้ริเริ่มงานวิจัยอย่างกว้างขวาง วางรากฐานสถาบันและจัดทำโครงการร่วมมือกับมูลนิธิร็อคกีเฟลเลอร์ ทำให้เกิดโครงการบัณฑิตศึกษาด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นครั้งแรก

2501 จุดเริ่มต้นในการนำการวิจัยและพัฒนามาใช้เพื่อสร้างมาตรฐานอุตสาหกรรมสำเร็จรูป

จุดเริ่มต้นในการนำการวิจัยและพัฒนามาใช้เพื่อสร้างมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหาร สำเร็จรูปโดยศาสตราจารย์ อมร ภูมิรัตน เป็นผู้บุกเบิกจัดตั้งฝ่ายวิจัยและพัฒนาขององคืการอาหารสำเร็จรูป อันนำไปสู่การจัดตั้งสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ในปี พ.ศ.2511

2501-2530 การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแตนเบียน ด้วงงวงมะพร้าว แมลงวันทองและผึ้งโพรงไทย

ศาสตราจารย์ ดร.สุธรรม อารีกุล นักกีฎวิทยาผู้มีผลงานวิจัยทางด้านแมลง โดยเฉพาะการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแตนเบียน ด้วงงวงมะพร้าว แมลวงวันทองและผึ้งโพรงไทย

2502 ตั้งสภาวิจัยแห่งชาติ (ของ วว.)

2502 จัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย สถาบันระดับบัณฑิตศึกษานานาชาติ ทางด้านวิศวกรรมศาสตร์แห่งแรกในประเทศไทย

จัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย โดยเป็นสถาบันระดับบัณฑิตศึกษานานาชาติทางด้านวิศวกรรมศสตร์แห่งแรกในประเทศไทย

2503 เจ้าชายอากิฮิโต มกุฏราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น ทูลเกล้าฯ ถวายปลานิล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เจ้าชายอากิฮิโตะ มกุฎราชกุารแห่งประเทศญี่ปุ่น ทูลเกล้าถวายพันธุปลานิล (Oreochromis niloticus) แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นแหล่งอาหารโปรตีนสำหรับคนไทย ซึ่งได้พระราชทานให้แก่กรมประมงเพื่อเผยแพร่พันธุ์ให้แก่ประชาชนต่อไป

2503 พบโครงกระดูกก่อนประวัติศาสตร์ อายุประมาณ 4000 ปี ที่ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุด แสงวิเชียร และคณะสำรวจไทย-เดนมาร์กพบโครงกระดูกมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ อายุประมาณ 4,000 ปี ที่ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

2503 องค์การเภสัชกรรม สามารถผลิตหนองฝีแห้ง ป้องกันไข้ทรพิษได้สำเร็จเป็นแห่งแรกในทวีปเอเชีย

องค์การเภสัชกรรม สามารถผลิตหนองฝีแห้ง ป้องกันไข้ทรพิษได้สำเร็จเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2503 ซึ่งนับเป็นแห่งแรกในทวีปเอเชียที่สามารถผลิตหนองฝีแห้งชนิดนี้ได้และได้ ร่วมมือกับองค์การอนามัยโลกในการถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ให้กับประเทศอื่นๆ

2504 ตั้งสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ

จากการประชุมสมัชชาครั้งที่ 9 ขององค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2497 สหรัฐอเมริกาได้แถลงว่า จะดำเนินการตามแผนปรมาณูเพื่อสันติของประธานาธิบดีไอเซนเฮาว์ให้บรรลุผล โดยจะส่งผู้แทนรัฐบาลออกไปเยี่ยมเยียนประเทศต่างๆ สำหรับประเทศไทย คณะผู้แทนรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ได้เดินทางมาเมื่อเดือนธันวาคม 2497 รัฐบาลไทยได้แต่งตั้งคณะกรรมการเกี่ยวกับพลังงานปรมาณู ให้ทำหน้าที่เจรจาและปรึกษาหารือกับคณะผู้แทนดังกล่าว โดยมี พล.อ.ท. มุนี มหาสันทนะ เวชยันต์รังสฤษฏิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานกรรมการ มี ดร. จ่าง รัตนะรัต ทำหน้้าที่เป็นกรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วยกรรมการอื่นอีก 15 คน

6-8 ธันวาคม 2497 คณะกรรมการได้เจรจาหารือกับผู้แทนรัฐบาลสหรัฐอเมริกา คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้คณะกรรมการดำเนินกิจการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติต่อไป

13 มีนาคม 2499 ลงนาม “ความตกลงสำหรับความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่ง สหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับการใช้พลังงานปรมาณูทางพลเรือน”

ต่อมา คณะรัฐมนตรีได้กำหนดเรียกชื่อคณะกรรมการเกี่ยวกับพลังงานปรมาณูใหม่ว่า คณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ มี ดร. จ่าง รัตนะรัต เป็นเลขาธิการ และมีสำนักงานเลขาธิการตั้งอยู่ที่กรมวิทยาศาสตร์ กระทรวงอุตสาหกรรม

29 กรกฎาคม 2500 ได้มีการจัดตั้งทบวงการพลังงานปรมาณู ระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency) ภายใต้อาณัติขององค์การสหประชาชาติ ประเทศไทยได้ยื่นสัตยาบันสารรับรองธรรมนูญของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่าง ประเทศ และสมัครเป็นสมาชิก เป็นประเทศที่ 58

2504 รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ พ.ศ. 2504 และพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการสำนักนายกรัฐมนตรี (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504 จัดตั้งสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ สังกัดนายกรัฐมนตรี

30 กันยายน 2505 สร้้างอาคารสำหรับเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณู (Nuclear Reactor) เพื่อใช้ในการวิจัยด้านนิวเคลียร์ฟิสิกส์ขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก อาคารดังกล่างมีมูลค่าถึง 14 ล้านบาท ณ บริเวณที่ดินของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

2505 ค้นพบการดื้อยาคลอโรควินของเชื้อมาลาเรีย

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงคุณหญิงตระหนักจิต หะริณสุต ค้นพบการดื้อยาคลอโรควินของเชื้อมาลาเรีย อันนำไปสู่ความเข้าใจพฤติกรรมการดื้อยาคลอโรควินของยุงก้นปล่อง

2506 ตั้งสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

จัดตั้งสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์แห่งประเทศไทย ซึ่งต่อมา (2522) เปลี่ยนชื่อเป็น สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

2507 ติดตั้งคอมพิวเตอร์เครื่องแรกในประเทศไทย

ติดตั้งคอมพิวเตอร์เครื่องแรกในประเทศไทย โดยเป็นคอมพิวเตอร์ IBM 1620 ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในเดือนพฤษภาคม ต่อมาในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ได้ติดตั้งคอมพิวเตอร์ IBM 1401 ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ

2508-2543 จุดเริ่มของการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและระบบสาธารณสุขอย่างจริงจัง

จุดเริ่มของการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและระบบสาธารณสุขอย่างจริงจัง โดยกลุ่มผู้บุกเบิกที่สำคัญ ได้แก่ ศาสตราจารย์ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา (ได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นเรื่องโรคถุงเยื่อหุ้มสมองบริเวณดั้งจมูก) ศาสตราจารย์ ดร.ณัฐ ภมรประวัติ และ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี ทั้งสามท่านได้ริเริ่มแนวความคิดที่ก้าวหน้าในการวิจัย ทำให้ผลงานด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพของประเทศไทยในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับและ เชื่อถือในระดับนานาชาติ

2509-2528 การวิจัยเพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำอย่างเป็นระบบ

การวิจัยเพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำได้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยศาสตราจารย์ ดร.อาณัฐ อาภาภิรม เป็นผู้วิจัยด้านวิศวกรรมทรัพยากรแหล่งน้ำ เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำอย่างพอเพียงและยั่งยืน

2510

2510 จัดตั้งสมาคมวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งประเทศไทยฯ

จัดตั้งสมาคมวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งประเทศไทยฯ เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณและผลงานการศึกษาค้นคว้าวิจัยด้านการเกษตร

2514 การประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วทท.ครั้งแรก

สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จัด “การประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย” หรือ “วทท.” ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ประชุมสุข อาชวอำรุง เป็นประธาน ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมการประชุม วทท. มากกว่าพันคน และมีผู้ส่งผลงานวิชาการประมาณถึง 600 เรื่องในแต่ละปี

2515 จัดตั้งสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

จัดตั้งสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เป็นสถาบันในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาหลักสูตรวิทยาศาสตร์ของประเทศ

2516 ค้นพบค้างคาวที่เล็กที่สุดในโลกที่ถ้ำในอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี

นายกิตติ ทองลงยา นักวิทยาศาสตร์ไทย ค้นพบค้างคาวที่เล็กที่สุดในโลก ที่ถ้ำในอำเภอไทยโยค จังหวัดกาญจนบุรี ค้างคาวที่พบนี้ได้รับการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ Craseonycteris thonglongyai Hill โดยมีชื่อภาษาไทยว่า “ค้างคาวคุณกิตติ” หรือ “ค้างคาวหน้าหมู”

2517 จุดเริ่มต้นของประเทศไทยในการปฏิรูปการศึกษาที่โครงสร้างและระบบ ซึ่งรวมถึงการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ

จุดเริ่มของประเทศไทยในการปฏิรูปการศึกษา ทั้งโครงสร้างและระบบซึ่งรวมถึงศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย โดยมีศาสตราจารย์ ดร.สิปนนท์ เกตุทัต เป็นแกนนำสำคัญ

2517 ศูนย์วิจัยข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติ พัฒนาและเผยแพร่ข้าวโพดพันธุ์ "สุวรรณ 1"

ศูนย์วิจัยข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติ พัฒนาและเผยแพร่ข้าวโพดพันธุ์ “สุวรรณ ๑” โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สุจินตื จินายน และ ดร.สุทัสน์ ศรีวัฒนพงศ์ แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้วิจัย ต่อมาได้พัฒนาข้าวโพดพันธุ์สุวรรณและข้าวโพดลูกผสมอีกหลายพันธุ์ โดยเฉพาะข้าวโพดลูกผสมสุวรรณ ๒๓๐๑ ซึ่งเป็นข้าวโพดลูกผสมเดี่ยวพันธุ์แรกของไทย ผลงานี้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์อย่างประมาณค่ามิได้

2518 ตั้งสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

2518 Journal of Science Society of Thailand, JSST วารสารวิชาการระดับสากลได้ถูกจัดพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งแรก ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น "ScienceAsia"

“Journal of Science Society of Thailand, JSST” ซึ่งเป็นวารสารวิชาการระดับสากล ได้ถูกจัดพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งแรก วารสารนี้ได้รับการจัดรวมอยู่ในดัชนีและวารสารสาระสังเขปนานาชาติหลายฉบับ เช่น Science Citation Index และในปีพ.ศ.2542 วารสารนี้ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ScienceAsia”

2520

2522 จัดตั้ง กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน ปัจจุบัน คือ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

สืบเนื่องจากการประชุม คณะกรรมการบริหารสภาวิจัยแห่งชาติ ครั้งที่ 9/2519 มีมติให้แต่งตั้ง คณะอนุกรรมการ วางนโยบาย และแผนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี โดยมี ศ.ดร.ชุบ กาญจนประกร เป็นประธานอนุกรรมการ และ ศ.ดร.สง่า สรรพศรี เป็นรองประธาน โดยจัดทำรายงาน เรื่อง “การปฏิรูประบบบริหาร ราชการของรัฐ” เสนอแนะให้จัดตั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงานขึ้น ซึ่งประธานคณะกรรมการบริหาร สภาวิจัยแห่งชาติ (นายสัญญา ธรรมศักดิ์) ได้เสนอต่อนายกรัฐมนตรี (นายธานินทร์ กรัยวิเชียร) และรัฐบาลในสมัยนั้น ได้รับเรื่องไว้พิจารณา แต่ยังไม่มีข้อยุติก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเสียก่อน รัฐบาลต่อมา คณะรัฐมนตรีโดย พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรีได้มอบให้คณะที่ปรึกษาระเบียบบริหาร ของนายกรัฐมนตรี ซึ่ง ดร.สมภพ โหตระกิตย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมี ศ.ดร.สุธี สิงห์เสน่ห์ เป็นประธานอนุกรรมการ พิจารณา และคณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประกาศคณะปฏิบัติ ซึ่งสภามีมติรับหลักการและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่มที่ 96 ตอนที่ 40 มีผลใช้เมื่อ 24 มีนาคม 2522 เป็นต้นมา ต่อมาในปี พ.ศ.2535 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม”

2524 ค้นพบซอสฟิลกระดูกไดโนเสาร์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น

คณะนักสำรวจไทยของกรมทรัพยากรธรณี นำโดย นายวราวุธ สุธีธร ร่วมกับคณะนักสำรวจฝรั่งเศส รายงานการค้นพบฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ต่อมาได้ค้นพบซอสฟิลกระดูกไดโนเสาร์ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เพชรบูรณ์ ชัยภูมิ และยังพบรอยเท้าไดโนเสาร์ที่จังหวัดเลยและปราจีนบุรีอีกด้วย ไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ที่พบในประเทศไทยได้แก่ Siamosaurus suteethorni (1986), Psitacosaurus sattayaraki (1992), Phuwiangosaurus sirindhornae (1994) และ Siamotyrannus isanensis (1996)

2525 เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็น "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย" และให้วันที่ 18 สิงหาคม เป็น "วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ"

สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.กำจัด มงคลกุล (นายกสมาคมฯ ในขณะนั้น) ได้เสนอคณะรัฐมนตรีและมีมติเห็นชอบให้เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็น “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” และให้วันที่ 18 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันที่เสด็จทอดพระเนตรการเกิดสุริยุปราคาที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ของทุกปีเป็น “วันนักวิทยาศาสตร์แห่งชาติ”

2525 กำเนิดรางวัล "นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น"

สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ริเริ่มจัดให้มีการมอบ "รางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น" ขึ้นเป็นครั้งแรกในปีพุทธศักราช 2525 ซึ่งเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองและสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี และเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย"

ต่อมาในปีพุทธศักราช 2526 มีการจัดตั้ง มูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการรับผิดชอบดำเนินกิจกรรม "รางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น" เป็นการถาวร และได้จัดตั้งคณะกรรมการรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นชุดแรก โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต เป็นประธานกรรมการท่านแรก แนวปฏิบัติในการคัดเลือกนักวิทยาศาสตร์ผู้สมควรได้รับรางวัลนี้ใช้วิธีการ เสนอชื่อและสรรหาผู้สมควรได้รับรางวัลโดยไม่มีการสมัคร เกณฑ์การพิจารณาคำนึงถึงผลงานที่สะสมต่อเนื่องโดยใช้เกณฑ์การพิจารณาทั้ง ด้้านคุณภาพและปริมาณของผลงานวิจัยที่เ้น้นด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานในระดับแนวหน้าที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่มีการตรวจสอบคุณภาพอย่างเคร่งครัดและเป็นที่ยอมรับ คณะกรรมการฯ ยังได้วิเคราะห์ด้านการอ้างอิงผลงานของนักวิทยาศาสตร์ในวารสารที่ได้มาตรฐาน โดยนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ซึ่งผลการอ้างอิงได้นำมาประกอบกับการเสนอชื่อ เพื่อพิจารณาตัดสินอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ยังได้พิจารณาถึงคุณสมบัติส่วนบุคคลในด้านการอุทิศตนเพื่องานวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง มีความประพฤติเป็นที่น่าเคารพนับถือ และมีลักษณะเป็นผู้นำทางวิชาการ เหมาะสมที่จะได้รับการยกย่องให้เป็นแบบอย่างนักวิทยาศาสตร์ที่ดีงาม

รางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2551) มีนักวิทยาศาสตร์ไทยที่ได้รับคัดเลือกเป็นนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นรวมแล้วทั้งสิ้น 39 ท่าน (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความ นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น)

2526 ตั้งศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ

จัดตั้งศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ เพื่อให้การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาแบบมุ่งเป้าครั้งแรก และต่อมาได้จัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (พ.ศ.2529) และ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (พ.ศ.2539)

พ.ศ. 2525 องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ มีแผนจัดตั้งศูนย์นานาชาติด้านพันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ โดยประเทศที่เสนอชื่อเพื่อขอจัดตั้งศูนย์ฯ ได้แก่ อิตาลี, เบลเยี่ยม และไทย ซึ่งครั้งนั้นไทยมิได้รับคัดเลือก พ.ศ. 2526 คณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติให้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่ง ชาติ ภายใต้ระบบราชการในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน (กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบัน) เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2526 เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านพันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ ในมหาวิทยาลัย และสถาบันต่างๆ รวมถึงประสานความเชื่อมโยง และให้ข้อมูลแก่ภาคเอกชน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพให้เป็นประโยชน์กับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของ ประเทศ โดยการดำเนินงานในช่วงแรกมีลักษณะเป็นเครือข่ายโดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัย มหิดล , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

พ.ศ. 2527 เริ่มกิจกรรมการสนับสนุนงานวิจัย พัฒนาและวิศวกรรมในภาครัฐ โดยกำหนดโครงการในการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา 4 โครงการหลัก ได้แก่ 1. โครงการวิจัยและพัฒนาระดับอุตสาหกรรม และกึ่งอุตสาหกรรม 2. โครงการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตร 3. โครงการวิจัยและพัฒนาด้านสาธารณสุข พลังงานและสิ่งแวดล้อม และ4. โครงการพัฒนาความสามารถพื้นฐานทางด้านพันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ พ.ศ. 2528 เริ่มสนับสนุนการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการด้านพืช ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และด้านจุลินทรีย์ ณ มหาวิทยาลัยมหิดล เริ่มให้ทุนอุดหนุนการค้นคว้าและวิจัยขั้นปริญญาโท-เอก และในปี พ.ศ. 2529 สนับสนุนการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการวิจัยและพัฒนาวิศวกรรมชีวเคมีและโรงงานต้นแบบ ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

พ.ศ. 2530 สนับสนุนการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางทะเล ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2532 สนับสนุนการจัดตั้งหน่วยบริการเชื้อพันธุ์จุลินทรีย์ ณ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เริ่มดำเนินงานโครงการเทคโนโลยีชีวภาพข้าว พ.ศ. 2534 สนับสนุนการจัดตั้งหน่วยบริการชีวภาพ ณ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 30 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ได้มีการประกาศพระราชบัญญัติพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. 2534 ขึ้น ซึ่งทำให้มีการจัดตั้งองค์กรใหม่ เรียกว่า สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (สวทช .) โดยรวมหน่วยงานของคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี , ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ, ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ , และ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ซึ่งองค์กรใหม่นี้ ได้เปลี่ยนแปลงระเบียบวิธีการบริหารจากระบบราชการเป็นระบบงานที่มีความเป็น อิสระในการดำเนินงานมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้นโยบายในการดำเนินงานกำหนดโดยคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช .)

2526 ตั้งโครงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนา (STDB)

หลังจากที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ดำเนินการติดต่อองค์การยูเสดเพื่อขอความร่วมมือในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ปี 2526 องค์การยูเสดได้ส่ง ศดร. เออร์เนสต์ บริสกี้ (Ernest J. Briskey) มาดำเนินการพัฒนาโครงการช่วยเหลือร่วมกับไทยในการศึกษาหาข้อมูลโดยละเอียดก็ เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่า “ประเทศไทยควรมุ่งความสนใจไปยังการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสาขาเฉพาะ ทางมากขึ้น สาขาที่สำคัญ คือ เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เทคโนโลยีวัสดุและโลหะ และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และการสื่อข่าวสาร” ข้อสรุปนี้นำไปสู่โครงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนา ซึ่งเป็นโครงการระหว่างรัฐต่อรัฐ เพื่อมุ่งสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใน 3 สาขาวิชาดังกล่าว รวมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชนโดยใช้เงินกู้และเงินช่วยเหลือแบบให้ เปล่าจากสหรัฐอเมริกา โครงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนามีผู้อำนวยการคนแรกคือ ศ.ดร.ณัฐ ภมรประวัติ ซึ่งอยู่ในกำกับของคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

2529 ตั้งศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

16 กันยายน พ.ศ.2529 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ โดยเป็นโครงการหนึ่งในสำนักปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและพลังงาน (ชื่อในขณะนั้น) เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านโลหะและวัสดุ ซึ่งมีความสำคัญต่อการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาประเทศโดยรวม

29 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ได้รวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นหน่วยงานรูปแบบใหม่ของรัฐที่จัดตั้งขึ้น เพื่อให้มีความคล่องตัวในการดำเนินงาน ตามพระราชบัญญัติพัฒนาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี พ.ศ. 2534 พ.ร.บ. ฉบับนี้ก่อให้เกิดการรวมตัวกันขององค์กรต่างๆ 4 องค์กรต่างๆ 4 องค์กรที่มีอยู่ขณะนั้นคือ คณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี , ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ , ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติขึ้นเป็น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาต

2529 ตั้งศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ

16 กันยายน พ.ศ. 2529 คณะรัฐมนตรีมีมติจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ซึ่งในขณะนั้นใช้ชื่อ Thailand Electronic and Computer Technology Center : TECTECH แต่ได้เปลี่ยนมาเป็น National Electronic and Computer Technology Center : NECTEC โดยในระยะเริ่มต้นมีสถานะเป็นโครงการภายใต้ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน (ชื่อในขณะนั้น)

30 ธันวาคม 2534 เนคเทคได้เปลี่ยนแปลง สถานะเป็นศูนย์แห่งชาติเฉพาะทาง และเปลี่ยนการจัดรูปแบบองค์กรใหม่ เพื่อให้มีความคล่องตัวขึ้นกว่าเดิม ตามพระราชบัญญัติพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. 2534 พ.ร.บ. ฉบับนี้ก่อให้เกิดการรวมตัวกันขององค์กรต่างๆ 4 องค์กรต่างๆ 4 องค์กรที่มีอยู่ขณะนั้นคือ คณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science and Technology Development Board : STDB หรือ กพวท.) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ขึ้นเป็น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. อยู่ภายใต้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม หรือ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบัน

2530

2530 ตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

จัดตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธาน เพื่อดำเนินการวิจัยและนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ

2531 ยุคเริ่มต้นของการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย

เริ่มมีการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย โดยเชื่อมต่ออีเมล์จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ไปยัง AARNET ที่มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย หลังจากนั้นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียจึงได้เ้ข้า มาเชื่อมโยงด้วยต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๓๕ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ต่างได้เชื่อมสายแบบ leased line ไปยังอินเทอร์เน็ตในสหรัฐอเมริกา โดยเป็นเครือข่ายทางการศึกษาหลังจากนั้นการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยได้ แพร่หลายในทุกวงการ โดยเฉพาะด้านการศึกษาและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

2531-2539 ค้นพบปูน้ำจืดและกั้งตั๊กแตนชนิดใหม่ของโลกในประเทศไทย

ศาสตราจารย์ ไพบูลย์ นัยเนตร ค้นพบปูน้ำจืดและกั้งตั๊กแตนชนิดใหม่ของโลกในประเทศไทย ได้แก่ ปูเจ้าฟ้า ปูราชินี ปูทูลกระหม่อม กั้งเจ้าฟ้าและปูแม่ฟ้าหลวง

2532 สร้างต้นแบบกังหันน้ำชัยพัฒนา

เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย (สามารถลอยขึ้นลงได้เองตามระดับน้ำ) สิ่งประดิษฐ์เพื่อบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีการเติมอากาศ ทำงานโดย การหมุนปั่น เพื่อเติมอากาศให้น้ำเสียกลายเป็นน้ำดี สามารถประยุกต์ใช้บำบัดน้ำเสีย จากการอุปโภคของประชาชน น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งเพิ่มออกซิเจน ให้กับบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทางการเกษตร สิทธิบัตรในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ภูมิพลอดุลยเดช

2532-2542 ประเทศไทยส่งคณะผู้แทนเยาวชนร่วมแข่งขันวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์โอลิมปิก

ประเทศไทยส่งคณผู้แทนเยาวชนร่วมแข่งขันวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์โอลิมปิก โดยได้เข้าร่วมแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิก ครั้งที่ 30 ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นครั้งแรก และได้รับเหรียญทองชนะเลิศการแข่งชันชีววิทยาโอลิมปิกในปี พ.ศ.2535นอกจากนี้ประเทศไทยยังได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันชีววิทยา โอลิมปิก (พ.ศ.2538) และการแข่งขันเคมีโอลิมปิก (พ.ศ.2542)

2534 ตั้งสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

29 ธ.ค. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ พุทธศักราช 2534 เพื่อดำเนินการและให้การสนับสนุนการวิจัย พัฒนาและวิศวกรรม การพัฒนาบุคลากรวิทยาศาสตร์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนา มีระบบการบริหารที่ไม่ใช่ระบบราชการ มีนโยบายในการดำเนินการซึ่งกำหนดโดยคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แห่งชาติ (กวทช.) ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากภาครัฐบาลและภาคเอกชนฝ่ายละเท่าๆ กัน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานกรรมการ สวทช. มีผู้อำนวยการ ซึี่่งคณะกรรมการฯ แต่งตั้งด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี สวทช. มาจากการจัดตั้งศูนย์แห่งชาติสำหรับเทคโนโลยีเฉพาะทางในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และจากโครงการร่วมมือไทย-สหรัฐฯ ในการจัดตั้งศูนย์แห่งชาติแห่งแรก คือ ศูนยพันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ เป็นตัวอย่างของการมาพบกันระหว่างเป้าประสงค์นโยบายระดับชาติกับเหตุการณ์ใน ระดับนานาชาติ กล่าวคือ ในปีพุทธศักราช 2525 องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) มีแผนการที่จะจัดตั้งศูนย์นานาชาติด้านพันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ (International Center for Genetic Engineering and Biotechnology, ICGEB) ขึ้น โดยมีจุดประสงค์ที่จะให้ประเทศต่างๆ รวมพลังกันเพื่อนำวิทยาการด้านนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์โดยเฉพาะกับประเทศที่ กำลังพัฒนาทั้งหลาย หลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยได้เสนอที่จะเป็นที่ตั้ของศูนย์นานาชาตินี้ ซึ่งภายหลัง UNIDO ได้เลือกประเทศอิตาลีและอินเดียเป็นที่จัดตั้งศูนย์ฯ ดังกล่าว

จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้ประเทศไทยเกิดความพยายามที่จะพัฒนาวิทยาการนี้ขึ้นด้วยตนเองอย่างแข็ง ขัน และจากการผลักดันของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ในขณะนั้นคือ นายดำรง ลัทธพิพัฒน์ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการจัดตั้งศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่ง ชาติขึ้น (พ.ศ. 2526)โดยให้เป็นหน่วยงานสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาในมหาวิทยาลัยและสถาบัน ต่างๆ และประสานความเชื่อมโยงรวมทั้งให้ข้อมูลกับภาคเอกชน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพให้เป็นประโยชน์กับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยมี ดร. มาลี สุวรรณอัตถ์ เป็นผู้อำนวยการศูนย์คนแรก

ต่อมาในปีพุทธศักราช 2529 ได้มีการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ โดย ดร.หริส สูตะุบุตร เป็นผู้อำนวยการ และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ โดยมี ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ เป็นผู้อำนวยการ จากการจัดตั้งสำนักงานของโครงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนา (โครงการไทย-สหรัฐ) และศูนย์แห่งชาติทั้ง 3 ศูนย์ แต่หน่วยงานเหล่านี้ยังมีลักษณะเป็นเพียงโครงการ มีช่วงระยะการดำเนินงานที่จำกัด และมีเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานให้ได้ผลอย่างต่อเนื่องและเต็มที่ ทั้งจากความสำเร็จและข้อจำกัดของการดำเนินงานของโครงการไทย-สหรัฐ และของศูนย์แห่งชาติทั้งสาม เป็นแรงกระ้ตุ้นให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ พยายามดำเนินการให้มีกฎหมายจัดตั้งหน่วยงานใหม่ที่มีัลักษณะเหมาะสมที่จะ ดำเนินงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความพยายามนี้ได้ัรับผลสำเร็จเมื่อสภานิติบัญญัติได้ออกพระราชบัญญัติพัฒนา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาฯ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พุทธศักราช 2534

1 ส.ค. 2549 สวทช. เปลี่ยนโลโก้ของหน่วยงานใหม่ สัญลักษณ์ “Fast foreword” สื่อความถึงการเป็นองค์กรที่มุ่งเน้นในการขับเคลื่อนวิทยาการความรู้ ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของชาติ ตระหนักถึงการเรียนรู้และการถ่ายทอดด้านเทคโนโลยีแก่ทุกภาคของประเทศอย่าง ไม่สิ้นสุด

2535 จัดตั้งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

จัดตั้งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย โดยมีกฎหมายพิเศษเพื่อให้สามารถให้การสนับสนุนการวิจัยได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ

2535 จัดตั้งรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล เป็นรางวัลระดับนานาชาติ

รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล เป็นรางวัลระดับนานาชาติที่มอบให้กับผุ้ทำคุณประโยชน์และก่อความก้าวหน้าใน ด้านการแพทย์ สาธารณสุขและการบริการชุมชน คนไทยรุ่นแรกที่ได้รับรางวัลนี้คือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประสงค์ ตู้จินดา และ แพทย์หญิง สุจิตรา นิมมานนิตย์ (พ.ศ.2539 จากผลงานวิจัยด้านโรคไข้เลือดออกในเด็ก

2535 จัดตั้ง กรมควบคุมมลพิษ / กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม / สำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม

18 ธ.ค. 2536 ดาวเทียมดวงแรกของไทย

18 ธ.ค. พ.ศ. 2536 ดาวเทียมไทยคม (THAICOM) ดาวเทียมดวงแรกของไทย ถูกส่งขึ้นวงโคจร ในระดับความสูงจากพื้นดินเหนือเส้นศูนย์สูตร 35,786 กิโลเมตร ดาวเทียม “ไทยคม” ถูกส่งเข้าสู่วงโคจรจากฐานส่งของบริษัท แอเรียนสเปซ (Arianespace) แห่งฝรั่งเศส ที่เมืองคูรู (Kourou) ประเทศเฟรนช์ เกียนา (French Guiana) ทวีปอเมริกาใต้ ที่มาของชื่อ “ไทยคม” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รับพระราชทานเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. พ.ศ. 2534 มาจากคำว่า ไทยคม (นาคม)

ดาวเทียมไทยคม สร้างโดยบริษัท ฮิวจ์ แอร์คราฟท์ (Hughes Aircraff) สหรัฐอเมริกา สามารถถ่ายทอดได้ทั้งสัญญาณโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง โทรศัพท์ และการสื่อสารข้อมูล

2538 เริ่มโครงการความหลากหลายทางชีวภาพ (ของ สวทช.)

โครงการความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มุ่งเป้าเฉพาะเจาะจง โดยความร่วมมือของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย นอกจากนี้ในปี พ.ศ.2540 ทั้งสองหน่วยงานยังได้เริ่มโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อป้องกันและบำบัดโรคเขต ร้อน โดยมีองค์การอนามัยโลกร่วมสนับสนุนด้วย

2538 ตั้งองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

ปี 2533 คณะรัฐมนตรีมีมติให้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ขั้นโดยให้ กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม พัฒนาโครงการ และรับผิดชอบงาน ปี 2534 คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์เป็นโครงการเฉลิม พระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พระชนมพรรษา 5 รอบ กำหนดกรอบงบประมาณโครงการ 650 ล้านบาท ปี 2535 ได้รับจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาพื้นที่ก่อสร้าง ศึกษารูปแบบการบริหารจัดทำแผนแม่บท ปี 2537 เริ่มก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ งบการดำเนินการ 514.29 ล้านบาท ปี 2538 คณะรัฐมนตรีอนุมัติ พระราชกำหนด จัดตั้ง องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์(อพวช.) ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2538 และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ อพวช. เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2538 ปี 2540 เริ่มงานออกแบบ จัดทำ และติดตั้งนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์เริ่มก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ ธรรมชาติวิทยา และอาคารพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ ปี 2543 เปิดให้บริการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 8 มิ.ย. 2543

2538 ตั้งองค์การจัดการน้ำเสีย

20 กรกฎาคม 2538จัดตั้งองค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) เป็นรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานด้านสาธารณูปการ จัดตั้งโดยพระราชกฤษฎีกา 14 สิงหาคม 2538ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เดิมสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ต่อมามีการปฏิรูประบบราชการตามพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 และ 1ตุลาคม 2545 อจน. ได้มาสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

2539 ตั้งโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (ของ วว)

ประเทศไทยในปี 2539 มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง และกำลังเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ จึงมีความจำเป็นจะต้องเพิ่มการสนับสนุนงานวิจัยให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะ นั้น เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ด้านเศรษฐกิจตลอดจนเพื่อเตรียมความพร้อม สำหรับการเปลี่ยนแปลงในทศวรรษ หน้าซึ่งคาดว่าภูมิภาคเอเชียโดยเฉพาะประเทศไทยจะมีบทบาทสูงมาก โครงการผลิตงานวิจัยและนักวิจัยระดับ ปริญญาเอกได้รับความเห็นชอบให้ดำเนินการในปีฉลองกาญจนาภิเษก ของการครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีของพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้รับความเห็นชอบให้เป็นโครงการเฉลิม พระเกียรติและมีชื่อโครงการว่า “โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก” (คปก.) เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2539

2539 ตั้งศูนย์ปฏิบัติการวิจัยเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนแห่งชาติ

2540

2540 ตั้งสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ

สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ได้รับการสถาปนาขึ้นตามพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ พ.ศ. 2540 ให้เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีระบบบริหารงานเป็นอิสระอยู่ภายใต้การกำกับ ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีพันธกิจสำคัญคือ การพัฒนามาตรฐานการวัดแห่งชาติให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และถ่ายทอดความถูกต้องของการวัดไปสู่กิจกรรมการวัดต่างๆ ในประเทศ รวมทั้งเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านมาตรวิทยาแก่สังคมไทย เริ่มเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พุทธศักราช 2541 โดยมีที่ทำการชั่วคราว ณ อาคารมาตรวิทยาและศูนย์สารนิเทศวิทยาศาสตร์ ตั้งอยู่ที่ถนนพระรามที่หก

2541 จุดเริ่มต้นโครงการ "ปริญญาเอกกาญจนาภิเษก" (ไม่ตรงกันกับปี 2539 รายการนี้ของสวทช.)

2542 ตั้งศูนย์เทคโนโลยีพลังงานและเทคโนโลยีสะอาด

2542 การตื่นตัวรับปัญหาระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ เมื่อเข้าสู่ปี ค.ศ. 2000 (ปัญหาวายทูเค)

เกิดกระแสการตื่นตัวอย่างกว้างขวางต่อปัญหาระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์เมื่อ เข้าสู่ปี ค.ศ.2000 (Y2K) โดยหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้ใช้งบประมาณเป็นจำนวนถึง 9,500 ล้านบาท ในการแก้ไขเพื่อไม่ให้ประเทศประสบกับวิกฤติที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

2542 เกิดกระแสการตื่นตัวและการอภิปรายถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในเรื่องจีเอ็มโอ

เกิดกระแสการตื่นตัวและการอภิปรายถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในเรื่อง GMOs (Genetically Modified Organisms) ทั้งในสื่อต่างๆ และในวงการวิชาการในเรื่องเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่ได้รับการดัดแปลงหรือตบ แต่งสารพันธุกรรมโดยเฉพาะต่อคำถามที่ว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็น “สิ่งมหัศจรรย์” หรือเป็น “มหันตภัย” ของสหัสวรรษ

2543 ตั้งสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ

14 กันยายน พ.ศ.2514 ประเทศไทยได้เข้าร่วมโครงการ NASA ERTS-1 ซึ่งเป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกของโลกภายใต้การดำเนินงานของโครงการ สำรวจทรัพยากรธรรมชาติด้วยดาวเทียม สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ โดย ทำหน้าที่ ประสานงาน จัดหาข้อมูลดาวเทียม ดำเนินการวิเคราะห์ข้มูล ถ่ายทอดเทคโนโลยี ตลอดจนจัดหาทุนฝึกอบรม ดูงาน และการประชุม ทั้งระดับประเทศและนานาชาติ ด้วยผลสำเร็จของโครงการ จึงได้มีการเปลี่ยนสถานภาพโครงการฯ เป็นหน่วยงานระดับกองชื่อ กองสำรวจทรัพยากรธรรมชาติด้วยดาวเทียม ใน พ.ศ.2522 และใน พ.ศ.2525 ได้ดำเนินการจัดตั้งสถานีรับสัญญาณดาวเทียมขึ้นที่ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร นับเป็นสถานีรับแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อปี 2541 รัฐบาลมีนโยบายปฏิรูประบบราชการเพื่อให้การทำงานคล่องตัวขึ้น จึงได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 และด้วยความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีด้านการสำรวจข้อมูลระยะไกลและระบบ สารสนเทศภูมิศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ ใน พ.ศ.2543 กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ได้จัดตั้งหน่วยงานใหม่โดยรวมกองสำรวจทรัพยากรธรรมชาติด้วยดาวเทียม สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และ ฝ่ายประสานงานและส่งเสริมการพัฒนาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ศูนย์ข้อมูลข้อสนเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ตามพระราชกฤษฎีกา เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2543 ในนามของ ” สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ” ตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย. 2543 มีภารกิจในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศให้เป็นความรู้ และเกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม และเป็นศูนย์ข้อมูลด้านทรัพยากรธรรมชาติจากดาวเทียม บริการข้อมูลที่ได้จากเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ มให้คำปรึกษาและพัฒนาบุคลากรในด้านสำรวจข้อมูลระยะไกลด้วยดาวเทียม รวมทั้งศึกษาวิจัยที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยี รวมทั้งพัฒนาและการสร้างดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติขนาดเล็กเองได้

2544 พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย

2545 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

2546 ตั้งศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ

13 สิงหาคม พ.ศ.2546 ก่อตั้งศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) เป็นองค์กรในกำกับของรัฐ ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสต์และเทคโนโลยี มีภารกิจหลักที่ต้องรับผิดชอบในการสร้าง สนับสนุน และส่งเสริม ศักยภาพของนาโนเทคโนโลยี ตลอดจนเผยแพร่ความรู้ให้กับสังคม ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรม และสร้างความตระหนัก ความรู้ ความเข้าใจให้กับประชาชนในประเทศให้มีความพร้อมในการรับข่าวสารข้อมูลนาโน เทคโนโลยีทั้งในปัจจุบันและอนาคต ทั้งนี้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับปัจจุบัน

28 กันยายน พ.ศ. 2549 เปิดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ กับหอบังคับการบินที่สูงที่สุดในโลก

วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2549 ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ หรือ สนามบินสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานหลักของประเทศไทย ศูนย์กลางการบินในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ได้ถูกเปิดตัวขึ้น พร้อมกับความเป็นที่สุดของโลกด้วยหอบังคับการบินที่สูงที่สุดในโลก คือ สูงถึง 132.2 เมตร อีกหนึ่งความก้าวหน้าทางวิศวกรรมและเทคโนโลยีการก่อสร้างโดยเฉพาะด้านการบิน

2550

ธันวาคม 2550 ก่อตั้งศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

2551 ถอดรหัสดีเอ็นเอไม้สักเสาชิงช้า

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดย ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติการ DNA Technology ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ประสบความสำเร็จในการถอดรหัสดีเอ็นเอไม้สักมหามงคล เพื่อนำไปเพาะเป็นต้นกล้าแจกจ่ายประชาชนในโครงการ “ปลูกต้นสักเสาชิงช้าสานสัมพันธ์” การศึกษาได้ใช้ใบจากส่วนยอดต้นสักทั้ง 6 ต้นที่ใช้ทำเสาชิงช้าใหม่ มาถอดรหัสพันธุกรรมเพื่อให้ได้ดีเอ็นเอทั้งหมดของต้นสักทั้ง 6 ต้น ผลการศึกษาพบว่าแม้จะเป็นพืชชนิดเดียวกันแต่มีลายพิมพ์ดีเอ็นเอไม่ซ้ำกัน

2551 เปิดตัวธนาคารจุลินทรีย์ ศูนย์กลางการศึกษาด้านจุลินทรีย์เขตร้อนของภูมิภาค

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) เปิดธนาคารจุลินทรีย์ ซึ่งได้มาตรฐานโลก โดยสะสมจุลินทรีย์ในประเทศกว่า 10 ปี มีสายพันธุ์ราแมลงที่หลากหลายที่สุดในโลก

ธนาคารจุลินทรีย์ให้บริการ ให้บริการธนาคารจุลินทรีย์แก่นักศึกษา นักวิจัย หรือบริษัทต่างๆ ที่ประสงค์จะนำจุลินทรีย์ไปใช้ทั้งเพื่อศึกษา วิจัย พัฒนา และต่อยอดเพื่อการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงตัวอย่างจุลินทรีย์ที่มีคุณภาพ ลดระยะเวลาในการค้นหาและวิจัย สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษาด้านจุลินทรีย์เขตร้อนของ ภูมิภาคต่อไป สวทช. มุ่งหวังให้ธนาคารจุลินทรีย์แห่งนี้ เป็นศูนย์กลางการศึกษาด้านจุลินทรีย์เขตร้อนของภูมิภาค

มีนาคม 2551 เปิดตัวศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เผยแนวคิดจัดตั้ง ศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย (Thai Science Media Center: ThaiSMC) หน่วยงานที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างนักวิทยาศาสตร์กับสื่อมวลชน ในการนำเสนอข่าวสารวิทยาศาสตร์ เพื่อการ ติดตามข่าวสาร ความก้าวหน้าวิทยาศาสตร์ในสังคมไทยได้ตรงกัน รวมถึงร่วมกันจัดทำคลังข้อมูลความรู้วิทยาศาสตร์ร่วมกัน ศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย จะเป็นช่องทางสื่อสารข่าววิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง ส่งตรงถึงประชาชนได้สมบูรณ์มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และคาดหวังว่าจะ ก่อให้เกิดการรู้สารสนเทศวิทยาศาสตร์ในสังคมไทย และสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ให้สังคมไทยมากขึ้นด้วย

พฤษภาคม 2551 กิ้งกือมังกรสีชมพูไทย ติดอันดับสิ่งมีชีวิตใหม่ของโลก

23 พ.ค. 2551 คณะกรรมการคัดเลือกการค้นพบสิ่งมีชีวิตในโลกของสถาบันสำรวจสายพันธุ์สิ่งมี ชีวิตนานาชาติ (International Institute for Species Exploration; IISE) มหาวิทยาลัยอริโซนา สหรัฐอเมริกา ประกาศรายชื่อ 10 สุดยอดการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกประจำปี 2007 ซึ่ง “กิ้งกือมังกรสีชมพู” ได้รับการคัดเลือกเป็นอันดับ 3 ของการค้นพบสิ่งมีชีวิตใหม่ โดยเป็นผลงานการค้นพบของ ศาสตราจารย์ ดร.สมศักดิ์ ปัญหา และคณะ จากหน่วยปฏิบัติการซิสเทมาติคส์ของสัตว์ (Animal Systematics Research Unit) คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยสำรวจจากโครงการพัฒนาองค์ความรู้และศึกษา นโยบายการจัดการทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย (Biodiversity Research and Training Program; BRT) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) กิ้งกือมังกรสีชมพู (Shocking Pink Millipede) ถูกพบในประเทศไทยเพียงแห่งเดียว บริเวณรอยต่อระหว่างภาคกลางตอนบนและภาคเหนือตอนล่าง ในป่าที่อุดมสมบูรณ์และมีความชื้นสูง โดยมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Desmoxytes purpurosea ลักษณะลำตัวมีสีชมพูที่โดดเด่น รูปร่างสง่างามด้วยลวดลายและปุ่มหนามคล้ายมังกร สามารถขับสารพิษประเภทไซยาไนด์เพื่อป้องกันศัตรู การค้นพบครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย ซึ่งกิ้งกือเป็นสัตว์ขนาดเล็กที่ช่วยทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ ทำให้เกิดปุ๋ยอินทรีย์ตามธรรมชาติ และมีความสำคัญยิ่งในระบบนิเวศ

ตุลาคม 2551 นักวิทยาศาสตร์ไทยถอดรหัสพันธุกรรมสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวได้เป็นครั้งแรก

ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ หรือศูนย์ไบโอเทค ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และพันธมิตร ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญของวงการเทคโนโลยีชีวภาพไทย จากการที่นักวิทยาศาสตร์ไทยสามารถถอดรหัสพันธุกรรมสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียว ได้เป็นครั้งแรก นับเป็นการถอดรหัสโครงสร้างพันธุกรรมแรกของไทย อันจะช่วยยกระดับประเทศไทยเข้าสู่กลุ่มประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีชีวภาพของ โลก ซึ่งนับเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถถอดรหัสและจัดเรียงโครงสร้างทางพันธุกรรม ของสิ่งมีชีวิตได้สำเร็จ นอกจากนี้ ความสำเร็จดังกล่าวยังเป็นครั้งแรกของโลกที่ยังไม่มีประเทศใดทำได้สำเร็จ ในการถอดรหัสโครงสร้างทางพันธุกรรมของสาหร่าย ’สไปรูไลน่า พลาเทนสิส’ ซึ่งเป็นสาหร่ายเซลล์เดียวที่พบได้ตามแหล่งน้ำจืดอุ่นๆ

2552 เปิดบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เปิดบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร (Sirindhorn Science Home) ซึ่งเป็นชื่อที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชทาน แทนชื่อเดิมคือค่ายวิทยาศาสตร์ถาวร (Permanent Science Camp) ที่ได้รับอนุมติจากคณะรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2547 ให้จัดสร้างขึ้น บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร มีเป้าหมายรองรับเด็กและเยาวชน 3 ประเภท ได้แก่ เด็กและเยาวชนทั่วไปที่สนใจค้นคว้าความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลนี โดยเข้าร่วมนิทรรศการหรือกิจกรรมที่โครงการค่ายวิทยาศาสตร์ถาวรจะจัดขึ้น อย่างต่อเนื่องตลอดปี จำนวน ประมาณ 1,000 คนต่อปี ประเภทที่ 2 คือ เด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จะเข้าร่วมกิจกรรมการทดลองปฏิบัติงานฝึกทักษะ เป็นระยะ จำนวน 2,600 คนต่อปี และประเภทที่ 3 คือ เด็กและเยาวชนที่มีอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะเข้าปฎิบัติงานวิจัยในห้องปฏิบัติการกับนักวิจัยี่เลี้ยงตลอดปี จำนวน 100 คนต่อปี นอกจากนี้ โครงการค่ายวิทยาศาสตร์ถาวร ยังจะทำหน้าที่เป็นศูนย์เครือข่ายครูและอาจารย์ที่มีความสนใจในการพัฒนาความ สามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเด็กและเยาวชน เพื่อฝึกฝน เพิ่มพูน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ระหว่างกลุ่มครูและอาจารย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อนำไปขยายผลในวงกว้าง ทั้งนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จเป็นประธานในพิธีเปิดบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 13 มี.ค. 2552

ที่มาของข้อมูล

  • สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย. ประวัติวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย. กรุงเทพฯ : สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย, 2546.
  • สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. 1 ศตวรรษ วิทยาศาสตร์ไทย ของ สวทช.
เครื่องมือส่วนตัว