โรคฉี่หนู

จาก Thailand Science and Technology Wikipedia

ข้ามไปที่: นำทาง, ค้นหา

โรคฉี่หนู หรือโรคเล็ปโตสไปโรซิส เป็นโรคร้ายที่มีสาเหตุมาจากสัตว์ โดยการติดเชื้อแบคทีเรียรูปเกลียว (spirochete) ที่เคลื่อนที่โดยการหมุน ชื่อว่าเล็ปโตสไปร่า อินเทอร์โรแกนส์ (Leptospira interrogans) ซึ่งอาศัยอยูในท่อหลอดไตของสัตว์ได้หลายชนิดและถูกขับออกมาทางปัสสาวะ โดยมีหนูเป็นแหล่งรังโรคที่สำคัญที่สุด เชื้อสามารถมีชีวิตได้นานหลายเดือนตามดิน โคลน แหล่งน้ำ น้ำตก แม่น้ำ ลำคลอง ส่วนสัตว์อื่นที่เป็นรังโรคได้เหมือนกัน เช่น หมู วัว ควาย สุนัข และแรคคูน

เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายได้ทางบาดแผล เยื่อบุในปากหากดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไปหรือทางตา หรือแม้แต่การหายใจเอาไอละอองปัสสาวะหรือของเหลวปนเปื้อนเข้าไป

โรคฉี่หนู หรือโรคเล็ปโตสไปโรซิส เป็นโรคร้ายที่มีสาเหตุมาจากสัตว์ โดยการติดเชื้อแบคทีเรียรูปเกลียว (spirochete) ที่เคลื่อนที่โดยการหมุน ชื่อว่าเล็ปโตสไปร่า อินเทอร์โรแกนส์ (Leptospira interrogans) ซึ่งอาศัยอยูในท่อหลอดไตของสัตว์ได้หลายชนิดและถูกขับออกมาทางปัสสาวะ โดยมีหนูเป็นแหล่งรังโรคที่สำคัญที่สุด เชื้อสามารถมีชีวิตได้นานหลายเดือนตามดิน โคลน แหล่งน้ำ น้ำตก แม่น้ำ ลำคลอง ส่วนสัตว์อื่นที่เป็นรังโรคได้เหมือนกัน เช่น หมู วัว ควาย สุนัข และแรคคูน

เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายได้ทางบาดแผล เยื่อบุในปากหากดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไปหรือทางตา และแม้แต่การหายใจเอาไอละอองปัสสาวะหรือของเหลวปนเปื้อนเข้าไป

โรคฟักตัวระหว่าง 2-30 วัน จากนั้นอาการทั่วไปจะเริ่มต้นด้วยการปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อ มีไข้สูง (36-40 องศาเซลเซียส) หนาวสั่น เหงื่อออก อาจมีการติดเชื้อที่ตาทำให้ตาแดง ในกรณีที่อาการรุนแรงจะมีอาการเหลืองและไตวาย มีผื่นที่เพดานปาก มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ตับและไตวาย ดีซ่าน กล้ามเนื้ออักเสบ อาจมีการไอเป็นเลือด ผู้เป็นโรคนี้อาจเสียชีวิตได้ในระยะนี้หรือในต้นสัปดาห์ที่ 3 จากไตวาย ผู้ป่วย 90% มีอาการไม่รุนแรง ส่วนที่รุนแรงพบได้ 5-10% และมีอัตราการตายอยู่ที่ประมาณ 5-15%

แม้โรคนี้สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ แต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับยาเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้หรือไม่ควรเกิน 4 วัน หลังจากมีอาการเป็นอย่างช้า และให้ยานานอย่างน้อย 7 วัน โดยแพทย์จะให้ตามอาการหนักเบาแตกต่างกันไป และให้การรักษาอาการแทรกซ้อนต่างๆ เพื่อเยื้อชีวิตผู้ป่วยไว้ให้นานที่สุด

ข้อมูลสำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าโรคฉี่หนูยังคงระบาดในทั่วทุกภาคของประเทศไทยไม่สร่างซา พบผู้ป่วยได้ตลอดปี และมักพบมากในช่วงฤดูฝนและหลังน้ำท่วม ซึ่งนับจากวันที่ 1 มกราคม - 5 กันยายน 2553 พบผู้ป่วยโรคฉี่หนูแล้ว 2,621 ราย และเสียชีวิต 26 ราย เฉพาะในช่วง 4 เดือน หลังจากฝนตกของปีนี้ (พฤษภาคม-สิงหาคม) พบผู้ป่วยโรคฉี่หนูเพิ่มขึ้น 1,653 ราย และเสียชีวิต 18 ราย พบผู้ป่วยมากที่สุดที่จังหวัดบุรีรัมย์ ศรีษะเกษ ขอนแก่น และยังพบผู้ป่วยในพื้นที่นำท่วมอีกหลายแห่ง

จึงกล่าวได้ว่าการสามารถตรวจวินิจฉัยโรคได้เร็วเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะจะช่วยลดการสูญเสียชีวิตได้ ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้แพทย์อาจได้ใช้ชุดตรวจที่เป็นฝีมือของนักวิจัยไทยไว้ใช้คัดกรองผู้ติดเชื้อโรคฉี่หนูได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลงานของนักวิจัยของ ดร.ณัฐพร พิมพะ นักวิจัยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ ดร.อมรพันธ์ เสรีมาศพันธุ์ แห่งภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ และ ดร.โรจน์ฤทธิ์ โรจนธเนศ แห่งภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พัฒนา ชุดตรวจวิเคราะห์โรคฉี่หนู ที่สามารถใช้ตรวจคัดกรองผู้ป่วยติดเชื้อโรคฉี่หนูได้อย่างแม่นยำ ฉับไว

ชุดตรวจโรคฝีมือนักวิจัยไทยประกอบด้วยอนุภาคทองคำขนาดนาโนเมตร (1 นาโนเมตร=1 ใน 1,000 ล้านส่วนของ 1 เมตร) ซึ่งถูกดัดแปลงพื้นผิวให้จับกับแอนติบอดีที่จำเพาะเจาะจงกับโรค ก่อนนำมาขึ้นรูปเป็นชุดตรวจคล้ายชุดตรวจการตั้งครรภ์ โดยสามารถใช้ตรวจวินิจฉัยได้จากหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นปัสสาวะ น้ำลาย และซีรั่มในเลือด โดยหากแสดงผลขึ้นเป็น 2 ขีด แสดงว่าติดเชื้อ ถ้าขีดเดียวแสดงว่าไม่ติดเชื้อ และการตรวจเลือดถือว่าช่วยให้พบเชื้อได้เร็วกว่า

โรคนี้เป็นปัญหาในการวินิจฉัยเนื่องจากไม่แสดงอาการ และมีอาการไข้คล้ายหวัด แต่เชื้อจะแพร่ในเลือดก่อน ถ้าตรวจเลือดจะพบได้เร็วกว่า โดยสามารถตรวจได้ภายใน 7 วันหลังติดเชื้อ แต่ถ้าตรวจในปัสสาวะพบเชื้อแสดงว่า ติดเชื้อแล้ว 1-2 สัปดาห์ ซึ่งการตรวจได้ไวกว่าจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วและหายได้เร็วกว่า ดร.ณัฐพร กล่าว

ผลงานวิจัยชิ้นนี้ได้จดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการประเมินผลทางคลินิก โดบเก็บตัวอย่างจากผู้ป่วยมาทดสอบ ซึ่งดำเนินไปได้มากกว่า 100 ราย ได้ผล๔ต้องถึง 90% คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน หลังจากนั้นจะมีการเผยแพร่ให้ใช้ได้ตามโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งจะช่วยลดการำนเข้าชุดตรวจจากต่างประเทศได้ และยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับโรคอื่นๆ ได้ เช่น มาลาเรียหรือทุกโรคที่สามารถแยกแอนติบอดีได้ โชว์งาน นาโนไทยแลนด์ 2010

เครื่องมือส่วนตัว