โปรแกรมจัดทำ Self-Archiving
จาก Thailand Science and Technology Wikipedia
โปรแกรมจัดทำ Self-Archiving หรือ Green OA เป็นโปรแกรมที่รวบรวมเอกสารและจัดเก็บสารสนเทศในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์หรือดิจิทัล โดยมีการเผยแพร่อย่างเสรีผ่านโปรแกรมจัดทำ Self-Archiving เอก สารเหล่านี้เปิดให้เป็นสาธารณะและไม่จำกัดสิทธิในการเข้าใช้ กล่าวคือ ผู้ใช้สามารถเชื่อมโยง คัดลอก จัดทำสำเนา ทำการดัดแปลง และนำไปใช้เพื่อการค้าได้โดยไม่ต้องขออนุญาต โปรแกรมที่ใช้ในการจัดทำ Self-Archiving หรือ Green OA สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ โปรแกรมพัฒนาเว็บเพจ (Web Editor) และ โปรแกรมจัดการคลังเก็บเอกสาร (Repository Software) ดังนี้
- 1. โปรแกรมพัฒนาเว็บเพจ (Web Editor) จะใช้ในกรณีที่จัดทำคลังเก็บเอกสารแบบ Personal Website ในการสร้างเว็บเพจจากเดิมผู้พัฒนาจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ภาษา HTML (Hypertext Markup Language) จึงจะสามารถสร้างเว็บเพจได้ ต่อมามีผู้พัฒนาให้สามารถจัดทำเว็บเพจได้ง่ายขึ้นโดยใช้โปรแกรม Editor ต่างๆ เช่น NotePad, EditPlus เป็นต้น หลังจากนั้นได้มีการพัฒนามาจนกระทั่งถึงรุ่นที่ใช้โปรแกรมเชิงพาณิชย์เข้ามาช่วยในการจัดการเว็บเพจเช่น Microsoft FontPage, Adobe Dreamweaver และ Adobe Flash เป็นต้น ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นโปรแกรมเชิงพาณิชย์ที่จะต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ แต่ในปัจจุบันผู้พัฒนามีทางเลือกมากมายในการสร้างเว็บเพจเพื่อจัดทำเอกสาร OA โดยการพัฒนาด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปที่มีพื้นที่การใช้งานเตรียมให้อยู่แล้วบนอินเทอร์เน็ต ทำให้การสร้างเว็บเพจในปัจจุบันสามารถสร้างได้ง่ายขึ้น อาจเรียกได้ว่าผู้พัฒนาไม่จำเป็นจะต้องมีความรู้ทางด้านภาษา HTML ก็สามารถสร้างเว็บเพจของตนเองขึ้นมาได้ เพราะมีโปรแกรมประเภท CMS ที่เป็นโปรแกรมรหัสเปิด (Open Source Software) ให้ใช้มากมาย เช่น Wordpress, Joomla, Drupal และ Mambo เป็นต้น ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้สามารถนำไปใช้ได้อย่างง่ายดายเพียงทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวโปรแกรมเพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างเว็บเพจของตนเองได้ สำหรับการจัดทำ OA ส่วนใหญ่บุคคล หน่วยงาน หรือสถาบันที่ต้องการจัดทำจะนิยมใช้โปรแกรมรหัสเปิดในการจัดทำเอกสารของตนให้เปิดเป็นสาธารณะ และในปี 2010 W3 Techs Web Technology Surveys ได้สำรวจความนิยมของการนำโปรแกรม CMS ไปใช้งาน ในภาพที่ 1 จะเห็นว่าโปรแกรม CMS ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่ Wordpress และ Joomla
- ภาพที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบโปรแกรมจัดทำเว็บเพจ (Target Info Labs, 2010)
จากภาพจะเห็นว่าโปรแกรมจัดทำเว็บเพจที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2010 อันดับ 1 คือ โปรแกรมที่ไม่ใช่ประเภท CMS คิดเป็นร้อยละ 77.2 รองลงมาเป็นโปรแกรมจัดทำเว็บเพจประเภท CMS ได้แก่ Wordpress, All others, Joomla และ Drupal คิดเป็นร้อยละ 12.7, 6.3, 2.4 และ 1.4 ตามลำดับ ในบทความนี้จะยกตัวอย่างโปรแกรมพัฒนาเว็บเพจ 2 โปรแกรมคือ WordPress และ Joomla ดังนี้
- 1.1 WordPress
- 1.2 Joomla
- 2. โปรแกรมจัดการคลังเอกสาร (Repository Software) คลังเก็บเอกสารสารสนเทศดิจิทัล ใช้ในการจัดเก็บเอกสารเป็นศูนย์รวมมีการสงวนรักษาและมีการจัดทำดัชนีที่ได้มาตรฐานเพื่อสามารถสืบค้นเอกสารได้ สถาบัน หน่วยงาน หรือองค์กรจะต้องจัดการและเผยแพร่งานในรูปแบบดิจิทัลอันเป็นผลงานของนักวิจัย หรือสมาชิกในองค์กรนั้นๆ และผู้ใช้ทั้งภายในและภายนอกสามารถเข้าถึงได้โดยผ่านโปรแกรมที่ใช้จัดการคลังเก็บเอกสารโดยตรงเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการเข้าถึงแหล่งสารสนเทศระหว่างผู้ใช้และเอกสารที่ต้องการได้อย่างสะดวกและรวดเร็วขึ้น
สำหรับการจัดทำ OA จัดว่าเป็นแนวคิดที่เปิดใช้อย่างสาธารณะ กล่าวคือ ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเอกสารของหน่วยงานหรือสถาบันผู้จัดทำได้อย่างเสรี โดยไม่จำกัดสิทธิ์ในการเข้าใช้ ผู้ใช้ทั้งภายในและภายนอกสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งคลังเก็บเอกสารจะมีทั้งเอกสารที่เป็น OA และไม่ใช่ OA สำหรับเอกสาร OA ที่จัดเก็บจะมี 3 รูปแบบคือ งานที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ (grey literature) บทความที่ยังไม่ผ่านการวิจารณ์จากผู้ทรงคุณวุฒิ (Preprints) และงานที่ผู้แต่งส่งให้สำนักพิมพ์หรือเอกสารที่เคยตีพิมพ์มาแล้ว (Postprints) ที่หน่วยงานผู้จัดทำได้รวบรวม จัดเก็บ และสงวนรักษาผ่านโปรแกรมที่ช่วยในการจัดทำ OA เพื่อให้ผู้ใช้สามารถสืบค้นเอกสารที่ต้องการได้สะดวกขึ้น
- ปัจจุบันมีโปรแกรมจัดทำคลังเก็บเอกสารที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่นโปรแกรม DSpace, Fedora, Greenstone และ Eprint ฯลฯ หน่วยงานที่นำมาใช้ในปัจจุบัน เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใช้ DSpace ในการจัดเก็บเอกสารรูปแบบดิจิทัล จัดเก็บเป็นคลังเก็บเอกสารระดับสถาบัน เช่น ผลงานวิจัย บทความวิจัย วิทยานิพนธ์ ชุดสื่อการเรียนการสอน การบรรยาย โดยใช้มาตราฐานเมทาดาทาดับลินคอร์ (Dublin Core Metadata) และใช้บริการเอกสารดิจิทัลฉบับเต็ม (Full Text) ในรูปแบบ PDF ไฟล์ และมหาวิทยาลัยศรีปทุมใช้ DSpace สำหรับสร้างโครงการเชื่อมโยง ชุมชน นักวิชาการ อาจารย์ นักวิจัย บรรณารักษ์ นักศึกษา ในการนำคลังความรู้ที่เป็นเอกสารดิจิทัลของคณะหรือหน่วยงานมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในฐานข้อมูลเดียวกันและฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาลัยศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (Science and Technology Knowledge Services -STKS) ใช้Greenstone ในการเก็บเอกสารดิจิทัลสำหรับงานวิจัย วิทยานิพนธ์ เอกสารโบราณต่างๆ เป็นต้น (สุภาพร ชัยธัมมะปกรณ์, 2553)
- ภาพที่ 2 ภาพแสดงการเปรียบเทียบโปรแกรมในการจัดการคลังเก็บเอกสาร (Directory of Open Access Repositories, 2011)
จากภาพที่ 2 แสดงสัดส่วนในการใช้โปรแกรมจัดการคลังเก็บเอกสารทั่วโลก เป็นข้อมูลเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2011 จากคลังเก็บเอกสารทั้งหมด 1,860 คลังทั่วโลก พบว่าร้อยละ 37 ใช้โปรแกรม Dspace ในการจัดการคลังเก็บเอกสารมากที่สุด รองลงมาคือ Unknown, Eprints, Digital Commons, OPUS และ Greenstone คิดเป็นร้อยละ 20, 16, 4, 3, 1 ตามลำดับ ในที่นี้จะยกตัวอย่างโปรแกรมสำหรับจัดการคลังเก็บเอกสารที่นิยมมากที่สุด 2 โปรแกรมคือ DSpace และ Eprints ดังนี้
- 2.1 DSpace
- 2.1 DSpace
- 2.2 Eprints
- 2.2 Eprints
| คุณสมบัติ | DSpac | EPrints |
| Operating system | Solaris / Linux /Windows system | Solaris / Linux / MacOS/X UNIX operating system |
| Programming language | Java | Perl |
| Database management system | MySQL | PostGreSQL |
| OAI-PMH | OAI-PMH | OAI-PMH |
| Open source license | BSD | GNU GPL |
- ภาพที่ 8 ตารางแสดงการเปรียบเทียบโปรแกรม DSpace และ EPrints (The Open Archives Forum, 2010)



