โครงการทักษะวิศวกรรมอาหาร (Food Engineering Practice School Program FEPS)

จาก Thailand Science and Technology Wikipedia

ข้ามไปที่: นำทาง, ค้นหา

เนื้อหา

โครงการทักษะวิศวกรรมอาหาร (Food Engineering Practice School Program FEPS)

การพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นภารกิจหนึ่งที่ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้ความสำคัญและดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างความสำเร็จในการพัฒนากำลังคนเพื่อุตสาหกรรมอาหาร ที่ใช้ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าไปช่วยในการแก้ปัญหา ปรับปรุงกระบวนการผลิต และยกระดับคุณภาพการผลิตให้กับภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ โครงการทักษะวิศวกรรมอาหาร (Food Engineering Practice School : FEPS) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างไบโอเทค และ ภาควิชาวิศวกรรมอาหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มีเป้าหมายเพื่อผลิตวิศวกรวิจัยระดับมหาบัณฑิต ที่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมอาหาร จำนวน 60 คน ในระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ.2547 - พ.ศ.2551) โดย

  • อาศัยกลไกการสร้างความร่วมมือทางวิชาการกับภาคเอกชนในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ เป็นการส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาของประเทศ รวมทั้งผลิตงานวิจัย / วิชาการ และพัฒนาเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ในภาคอุตสาหกรรม
  • เป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษ เน้นการเรียนการสอนที่ฝึกทักษะด้านการสื่อสารที่ดีทั้งภาครัฐและการเขียนและฝึกนักศึกษาให้รู้จักการวางแผน การจัดการอย่างเป็นระบบ มีความเป็นผู้นำ สามารถทำงานเป็นทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีทักษะการตัดสินใจเชิงวิศวกรรมที่ดี มีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์วิศวกรรม
  • เน้นการเรียนการสอนจากปัญหา (Problem-based) ของอุตสาหกรรมอาหาร โดยนักศึกษาในโครงการต้องเลือกทำโครงงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาของโรงงาน และทำโครงงานด้านเทคนิค เสมือนเป็นวิศวกรวิจัยในโรงงานของบริษัทที่ร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถานฝึกทักษะ (Practice Sites) ของนักศึกาา ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดของอาจารย์ โครงการนี้จึงเป็นหลักสูตรผลิตกำลังคนที่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

ความสำเร็จในการผลิตนักศึกษาของโครงการ

โครงการ FEBS ผลิตวิศวกรวิจัยระดับมหาบัณฑิตที่มีความสามารถในการวิจัยและพัฒนา โดยเน้นทักษะการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร การออกแบบ ปรับปรุง และแก้ปัญหากระบวนการผลิตเพื่อการใช้วัตถุดิบและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันมีนักศึกษาสำเร็จการศึกษาจากโครงการ 5 รุ่น จำนวน 88 คน ซึ่งเข้าสู่สายอาชีพในโรงงานอุตสาหกรรมอาหารระดับนานาชาติและระดับชาติ 75 คน เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย 1 คน นักวิจัยในสถาบันการศึกษา 1 คน และศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก 7 คน และอื่นๆ 4 คน[1]

ความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมที่ให้การสนับสนุนสถานฝึกทักษะ

  • บริษัท ซี.พี. ค้าปลีกและการตลาด จำกัด
  • บริษัท อาหารสยาม จำกัด
  • บริษัท สหอินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด และได้สนับสนุนทุนการศึกษาตั้งแต่รุ่นที่ 3 - 7 รวม 22 ทุน
  • บริษัท บี ฟูดส์ โพรดักส์ จำกัด ในเครือเบทาโกร เริ่มให้การสนับสนุนในปีการศึกษา 2549
  • บริษัท ไทยรอแยลฟรอเซนฟู๊ด จำกัด เริ่มให้การสนับสนุนในปีการศึกษา 2549
  • บริษัท ไทยยูเนียนโฟรเซน โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) เริ่มให้การสนับสนุนในปีการศึกษา 2550

ตัวอย่างผลงานของนักศึกษาที่ผ่านมา

บริษัท ซี.พี. ค้าปลีกและการตลาด จำกัด

  • การปรับปรุงสูตรซาละเปาและปรับปรุงโครงสร้างภายในตู้นึ่ง ลดการสูญเสียของซาละเปาไส้หมูสับจาก 5% เป็น 0% และยังประยุกต์ใข้ได้กับซาละเปาไส้ต่างๆ ที่ผลิตจากโรงงานซึ่งมีกำลังผลิตประมาณ 200 ตันต่อเดือน
  • การศึกษาวิะีการละลายกุ้งแ่่่ช่แข็ง พัฒนากระบวนการละลายที่เหมาะสมและลดการสูญเสียน้ำหนักกุ้งเนื่องจากการละลาย จาก 10% เหลือ 12% ซึ่งโรงงานใช้กุ้งเป็นวัตถุดิบประมาณ 6 ตันต่อเดือน

บริษัท อาหารสยาม จำกัด

  • การปรับปรุงการจัดการน้ำในโรงงาน ประหยัดเงินโดยตรงได้ 1 ล้านบาทต่อปี และในทางอ้อมการลดปริมาณน้ำเสียช่วยประหยัดงบประมาณการลงทุนระบบกำจัดน้ำเสียมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท
  • การประหยัดไฟฟ้าในโรงงาน ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึง 5 ล้านบาทต่อปี และประเมินความประหยัดในทางอ้อมได้อีก 5 ล้านบาทต่อปี
  • การเพิ่มผลผลิตของกระบวนการผลิต ลดการสูญเสียวัตถุดิบ และได้ผลผลิตมากขึ้น 164 ล้านบาทต่อปี
  • การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำสับปะรดเข้มข้นเกรดบี ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ 3 ล้านบาทต่อปี และได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 27 ล้านบาทต่อปี และช่วยลดการนำเข้าเอนไซม์จากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก

บริษัท สหอินเตอร์ฟูดส์ จำกัด (ในเครือบริษัท สหฟาร์ม จำกัด) โครงงานวิจัยเน้นการแก้ปัญหาเรื่องพลังงานและปัญหาในกระบวนการผลิตของโรงงาน ช่วยดรงงานประหยัดเงินทางตรงได้ 53.5 ล้านบาท/ปี และทางอ้อม 27 ล้านบาทต่อปี ตัวอย่างเช่น

  • การกำจัดการปนเปื้อนของเชื้่อ Listeria ในผลิตภัณฑ์ไก่อบและไก่นึ่งโดยใช้ความร้อน ช่วยลดการสูญเสียของผลิตภัณฑ์ทางตรงได้ 16 ล้านบาทต่อปี และทางอ้อม 5 ล้านบาทต่อปี
  • การปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการหมักเนื้อไก่ก่อนการแปรรูป ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางตรง 15 ล้านบาทต่อปี และทางอ้อม 5 ล้านบาทต่อปี
  • การปรับปรุงการใช้และการจัดการน้ำมันเตา ช่วยลดการใช้พลังงานทางตรง 7.5 ล้านบาทต่อปี และทางอ้อม 10 ล้านบาทต่อปี
  • การประหยัดพลังงานไฟฟ้า ช่วยลดการใช้พลังงานทางตรง 7 ล้านบาทต่อปี และทางอ้อม 3 ล้านบาทต่อปี

ดูเพิ่มเติม

  1. http://www.biotec.or.th/TH/images/stories/IU/document/2/1.pdf

อ้างอิง

  1. ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลไบโอเทค ณ เดือนมกราคม พ.ศ.2552
เครื่องมือส่วนตัว