แถลงการณ์เกี่ยวกับ OA
จาก Thailand Science and Technology Wikipedia
เมื่อเกิดแนวคิด OA เกิดขึ้นจึงมีการประชุมเพื่อหาความหมายและแนวทางในการจัดทำ OA ขึ้น ในแถลงการณ์จะอธิบายแนวคิดและความหมายต่างๆ ของคำว่า Open Access เพื่อที่จะส่งเสริมให้เกิดการจัดทำ OA ขึ้นในอนาคต คำแถลงการณ์เกี่ยวกับ OA ที่เป็นที่ยอมรับกันในวงกว้างประกอบไปด้วย Berlin Declaration on Open Access to Knowledge in the Sciences and Humanities, Bethesda Statement on Open Access Publishing, Budapest Open Access Initiative แต่ละแห่งได้มีประเด็นและสาระสำคัญดังนี้
1. Budapest Open Access Initiative เป็นแถลงการณ์จากการประชุมที่จัดขึ้นในเมือง Budapest ประเทศฮังการี ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2002 มีสาระสำคัญจากการพบว่าการนำเทคโนโลยีใหม่ประกอบกับการเผยแพร่องค์ความรู้แบบเดิมสามารถสร้างการนำเสนอองค์ความรู้แบบใหม่ ซึ่งในอดีตนั้นนักวิทยาศาสตร์เองต้องการนำผลการวิจัยไปเผยแพร่เพื่อให้ความรู้ใหม่โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย การเกิดอินเทอร์เน็ตขึ้นช่วยให้สามารถเผยแพร่บทความที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพได้ ลดการปิดกั้นการเข้าถึง ช่วยต่อยอดการทำวิจัย เพิ่มพูนความรู้ และแบ่งปันความรู้ให้กระจายไปสู่ผู้ขาดแคลนเพื่อเสริมสร้างให้มีความรู้มากขึ้น
จากเหตุผลต่างๆ ทำให้การเข้าถึงได้อย่างอิสระผ่านเครือข่าย ซึ่งเรียกว่า OA ถูกจำกัดในวงการวารสารวิชาการมาอย่างยาวนาน และจากการค้นพบว่า OA ช่วยให้ผู้อ่านสามารถสืบค้นความรู้ที่ต้องการรวมถึงผลงานที่เกี่ยวข้องกัน รวมถึงช่วยให้งานของผู้เขียนมีการเผยแพร่ไปไกลขึ้นและมีผลต่อ Impact factor ในวงการวิชาการได้ดีขึ้น และด้วยความต้องการที่จะรักษาผลประโยชน์เหล่านั้น จึงได้มีการเรียกร้องให้สถาบันหรือบุคคลที่สนใจที่จะส่งเสริมให้การเข้าถึงงานเขียนได้อย่างอิสระ ขจัดอุปสรรคต่างๆ โดยเฉพาะอุปสรรคทางด้านราคา ยิ่งมีการสนับสนุนมากขึ้นก็จะได้รับผลประโยชน์จาก OA มากขึ้นเช่นกัน
ด้วยความต้องการให้งานเขียนต่างๆ สามารถเข้าถึงได้อิสระ เหตุผลหลักของการทำ OA คือการให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงบทความที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้ว และสามารถแสดงข้อคิดเห็นเพื่อให้บทความมีคุณภาพมากขึ้น ด้วย OA นี้หมายถึงการเข้าถึงได้อิสระ อนุญาตให้ผู้ใช้นำไปใช้ได้อย่างเสรี โดยมีข้อกำหนดทางลิขสิทธิ์ที่จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้เขียนเมื่อนำไปอ้างอิง นอกจากนี้พบยังทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและขยายการเผยแพร่องค์ความรู้ไปในวงกว้างในคราวเดียวกัน จึงได้เสนอรูปแบบการทำ OA เป็น 2 ประเภท คือ Self-Archiving และ Open-access Journals โดยบทความเหล่านั้นไม่มีข้อจำกัดในการเข้าถึง ใช้วิธีการต่างๆ ที่จะทำให้ไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ใช้ โดยใช้การสนับสนุนทางการเงินจากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หรือองค์กรผู้ให้ทุนสนับสนุนการทำวิจัย มหาวิทยาลัยหรือองค์กรต้นสังกัดของนักวิจัยนั้น (“Budapest Open Access,” 2002)
2. Bethesda Statement on Open Access Publishing เป็นแถลงการณ์จากการประชุมที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2003 ที่สถาบัน Howard Huges Medical ในรัฐ Maryland ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีจุดประสงค์เพื่ออภิปรายถึงงานวิจัยทางด้านชีวการแพทย์ (Biomedical) เพื่อหาหนทางที่จะทำให้ OA เป็นแนวทางหลักสำหรับงานเขียนทางด้านวิทยาศาสตร์ โดยมีจุดมุ่งหมายให้ทุกกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น องค์กรผู้สนับสนุนการทำวิจัย นักวิจัย สำนักพิมพ์ และผู้ใช้ที่จะช่วยสนับสนุนให้มีการจัดทำ OA และให้นิยามของการจัดทำ OA ว่า “ผู้เขียนและผู้ถือลิขสิทธิ์อนุญาตให้ผู้เข้าถึงผลงานได้อย่างเสรี อีกทั้งผลงานฉบับสมบูรณ์จะต้องทำให้อยู่ในรูปแบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นมาตรฐานและจัดเก็บไว้ในคลังความรู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันหรือหน่วยงานต่างๆ ที่ต้องการเปิดให้เป็น OA อย่างน้อย 1 แห่ง โดยไม่จำกัดสิทธิ์ในการเข้าถึง รวมถึงเก็บรักษาผลงานในระยะยาว” (Suber, 2003)
แถลงการณ์ฉบับเดียวกันนี้ยังอธิบายประโยชน์และแนวทางที่หน่วยงานที่สนับสนุนในการทำวิจัย ห้องสมุดและสำนักพิมพ์ รวมถึงนักวิจัยในวงการวิทยาศาสตร์ จะช่วยส่งเสริมให้มีการจัดทำ OA ได้ อธิบายดังนี้
- 1. แถลงการณ์ของสถาบันหรือหน่วยงานผู้ให้ทุนการทำวิจัย จากการประชุมมีแนวทางร่วมกันว่าประโยชน์ของการจัดทำ OA จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากสถาบันหรือหน่วยงานผู้ให้ทุนในการทำวิจัยโดยการ
- 1. ส่งเสริมให้ผลงานที่มีในหน่วยงานถูกจัดทำในรูปแบบ OA เพื่อให้สามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ อันเป็นประโยชน์ต่อนักวิจัยและนักวิชากา
- 2. ช่วยเหลือในค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดทำเป็น OA ที่ผ่านการคัดกรองคุณภาพแล้ว
- 3. ประสงค์ให้เนื้อหาภายในชิ้นงานของผู้เขียนที่ถูกตีพิมพ์เป็นสิ่งที่จะทำให้ผู้เขียนได้รับความก้าวหน้าในอาชีพ ไม่ใช่จากชื่อวารสารที่บทความนั้นตีพิมพ์
- 2. แถลงการณ์ของห้องสมุดและสำนักพิมพ์ ห้องสมุดและสำนักพิมพ์จะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมการเผยแพร่งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ควรเปิดให้เข้าถึงได้อย่างเสรี อธิบายดังต่อไปนี้
- 2.1 แนวทางของห้องสมุด
- 2.1.1 พัฒนากลไกในการพัฒนาการทำ OA และกระจายไปสู่ชุมชน
- 2.1.2 ให้การฝึกสอนรวมถึงอธิบายถึงประโยชน์ของการทำ OA ให้ผู้ใช้
- 2.1.3 การแนะแหล่งสารสนเทศที่จัดทำ OA
- 2.1.3 การแนะแหล่งสารสนเทศที่จัดทำ OA
- 2.2 แนวทางของสำนักพิมพ์
- 2.2.1 เสนอทางเลือกในการจัดทำเป็น OA ให้แก่นักวิจัยที่นำผลงานมาตีพิมพ์ในวารสารที่สำนักพิมพ์เป็นผู้จัดทำ
- 2.2.2 ประกาศถึงขั้นตอนและระยะเวลาในการทำบทความในวารสารไปเป็น OA
- 2.2.3 ร่วมมือกับสำนักพิมพ์อื่นในการพัฒนาเครื่องมือที่จะอำนวยการทำต้นฉบับในรูปแบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นมาตรฐานสำหรับการจัดเก็บและง่ายต่อการสืบค้น
- 2.2.4 ให้การรับรองว่ารูปแบบการจัดทำ OA ที่ผู้เขียนเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายจะขจัดปัญหาในการเข้าถึงเอกสารของนักวิจัยที่ขาดแคลนการเข้าถึงโดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนา
- 2.2.4 ให้การรับรองว่ารูปแบบการจัดทำ OA ที่ผู้เขียนเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายจะขจัดปัญหาในการเข้าถึงเอกสารของนักวิจัยที่ขาดแคลนการเข้าถึงโดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนา
- 3.แถลงการณ์ของนักวิทยาศาสตร์และกลุ่มนักวิจัย
งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มีกระบวนการทำงานที่เป็นอิสระ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เองมีความสนใจที่ผลลัพธ์ของงานวิจัยที่ถูกเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง ด้วยเหตุนี้นักวิทยาศาสตร์จึงมีข้อสรุปรวมกันที่ว่า
- สนับสนุนในหลักการของการจัดทำ OA
- การจัดพิมพ์ถือเป็นพื้นฐานหลักของกระบวนการทำวิจัย ค่าใช้จ่ายของการตีพิมพ์จึงเป็นค่าใช้จ่ายหลักในการทำวิจัย
- ชุมชนนักวิทยาศาสตร์เห็นพ้องกันที่จะสนับสนุนการจัดทำ OA ในทุกงานวิจัยที่ได้ตีพิมพ์ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์และความรู้ที่ได้รับให้แก่นักวิจัยรวมถึงบุคคลอื่นที่ได้รับประโยชน์จากงานวิจัย
- ให้คำมั่นที่จะสนับสนุนการทำ OA ด้วยการตีพิมพ์ แก้ไขและเรียบเรียงผลงานของตนลงในวารสารที่จัดทำ OA
- ให้การสนับสนุนที่จะประเมินถึงคุณค่าของเนื้อหาในบทความมากกว่าชื่อของวารสารที่บทความได้ตีพิมพ์
- เห็นพ้องกันว่าการศึกษาถือเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้การทำ OA ประสบความสำเร็จ โดยการอธิบายถึงความสำคัญและเหตุผลถึงการสนับสนุนให้มีการทำ OA (Suber, 2003)
3. Berlin Declaration on Open Access to Knowledge in the Sciences and Humanities
เป็นแถลงการณ์ที่เกิดขึ้นจากการประชุมนานาชาติในกรุงเบอร์ลินในวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ.2003 โดย Max Planck Society เป็นองค์กรที่แต่งตั้งขึ้นเพื่อหาคำนิยามของคำว่า Open Access มีสาระสำคัญ เป้าหมายของการประชุมนี้คือการขยายสารสนเทศเข้าไปในสังคมและสามารถนำไปใช้ได้ทั้งที่เป็นการเผยแพร่ข้อมูลแบบดั้งเดิมและวิธีใหม่โดยการทำเป็น OA จากการประชุมได้ข้อสรุปว่า OA จะเป็นแหล่งข้อมูลที่ครอบคลุมความรู้และมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษย์ที่เป็นที่ยอมรับในวงการวิทยาศาสตร์ การที่จะจัดตั้ง OA ขึ้นจำเป็นต้องมีความเห็นพ้องกันว่าทุกๆ งานไม่ว่าจะเป็น ผลลัพธ์จากงานวิจัย ข้อมูลดิบ การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลต่างๆ ฯลฯ จะต้องรองรับเงื่อนไขสำคัญสองประการคือ
- ผู้เขียน หรือผู้ถือสิทธิ์อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงผลงานนั้นได้อย่างอิสระ ทั้งการนำไปคัดลอก ผลิต เผยแพร่สู่สาธารณะ ในรูปแบบดิจิทัล รวมถึงทำสำเนาเอกสารเพื่อการศึกษา
- ทั้งผลงานฉบับเต็มและฉบับสำเนาที่ได้จากข้อแรกต้องถูกฝากไว้ในคลังข้อมูลออนไลน์โดยใช้เทคโนโลยีการจัดเก็บที่เป็นมาตรฐาน ได้รับการดูแลโดยสถาบันทางด้านวิชาการ หน่วยงานของรัฐบาล หรือองค์กรที่เปิดให้มีการใช้ OA โดยไม่มีการจำกัดการเผยแพร่ข้อมูล มีการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ และเก็บรักษางานในระยะยาว
จากจุดประสงค์ดังกล่าวทำให้องค์กรสนใจที่จะนำเสนอให้มีการจัดทำ OA เพื่อสร้างประโยชน์แก่วงการวิทยาศาสตร์ ดังนั้นจึงมีแนวทางโดย
- ส่งเสริมให้นักวิจัยนำผลงานของตนมาทำเป็น OA
- สนับสนุนให้ผู้ที่ถือผลงานอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมส่งเสริมให้มีการจัดทำ OA ด้วยการนำผลงานของตนไปเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต
- หาแนวทางที่จะผลิต OA ให้มีคุณภาพที่ดี
- สนับสนุนให้หน่วยงานต่างๆ พิจารณาการจัดทำ OA
- ส่งเสริมให้มีการสนับสนุนด้านโครงสร้างของ OA โดยการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์เนื้อหา เมตาดาตา หรือการตีพิมพ์บทความเฉพาะด้านต่างๆ
- ให้มีเกิดกฎหมายที่ครอบคลุมการจัดทำ OA เพื่อให้เกิดความสะดวกในการเข้าถึงและนำเอกสารออกไปใช้ได้มากขึ้น (Berlin Declaration, 2003)

