เอเลี่ยนสปีชีส์

จาก Thailand Science and Technology Wikipedia

ข้ามไปที่: นำทาง, ค้นหา

เมื่อวันพุธที่ 7 กรกฎาคม ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์สื่อสารวิทยาศาตร์ไทย และโครงการพัฒนาองค์ความรู้และศึกษานโยบายการจัดการทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย (Biodiversity Research and Training Program :BRT) ได้จัดงานเสวนา "เอเลี่ยนสปีชีส์ภัยร้ายความหลากหลายทางชีวภาพ" หวังกระตุ้นให้คนในสังคมตระหนักถึงปัญหาการรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น พร้อมทั้งร่วมกันหาแนวทางป้องกันการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยในอนาคต

"Top rank สปีชีส์ต่างถิ่นที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของไทย" ศ.ดร.สมศักดิ์ ปัญหา ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า องค์การสหประะชาชาติได้กำหนดให้ปี ค.ศ. 2010 เป็นปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ (International Year of Biodiversity) เพื่อเป็นการฉลองและเสริมสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งปัจจุบัน การรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ถือเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลก

"หากเอเลี่ยนสปีชีส์ที่เข้ามา กลายเป็นสปีชีส์รุกรานถึงรุกรานอย่างแรง จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศเพราะจะก่อให้เกิดการครอบครองพื้นที่โดยชนิดพันธุ์เดียว และอาจทำให้เกิดการสูญพันธุ์ของชนิดพันธุ์พื้นเมืองได้ อีกทั้งเอเลี่ยนสปีชีส์ที่รุกรานยังอาจนำเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคต่อคน สัตว์ และพืช เข้ามาแพร่ระบาดด้วย ทั้งนี้วิธีการจัดการหรือแนวทางในการควบคุมที่ผ่านมา มีการใช้สารเคมีในการกำจัด ทำให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนและสัตว์ แบบเป็นลูกโซ่ คือตั้งแต่ระบบนิเวศเกิดการเปลี่ยนแปลง มีการทำลายสปีชีส์ท้องถิ่น ปัญหาด้านเศรษฐกิจ สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม โดยตัวอย่างที่เห็นชัดมากที่ผ่านมาคือ การระบาดของหอยเชอรี ปลาซัคเกอร์ ฯลฯ

สำหรับสถานการณ์การระบาดตอนนี้ยังมีเอเลี่ยนสปีชีส์อีกหลายชนิดที่ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย แต่จำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ซึ่งในระบบโลกได้มีการรวบรวมเอเลี่ยนสปีชีส์ที่รุกรานอย่างรุนแรง 10 อันดับ เช่น หอยม้าลาย ปลาช่อนงูเห่า นกกิ้งโครงพันธุ์ยุโรป คางคกไร้อ้อย และปลาไน เป็นต้น ในส่วนของประเทศไทย ก็ได้มีการรวบรวมข้อมูลเอเลี่ยนสปีชีส์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านความหลากหลายทางชีวภาพของไทย เช่น ไส้เดือนยักษ์แอฟริกา หอยกระพงเทศ ต้นสาบหมา นากหญ้า แมงมุมแม่หม้ายสีน้ำตาล และกบอเมริกันบลูฟอร์ก เป็นต้น

"หวั่นปลากดเกราะ ทำปลาพื้นเมืองสูญหายจากแหล่งน้ำ" ดร.รัฐชา ชัยชนะ ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ และ ดร.สันติ พ่วงเจริญ ภาควิชาชีววิทยาประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า จากปัญหาการแพร่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วของปลากดเกราะ (ปลาซัคเกอร์หรือปลาเทศบาล) ในแหล่งน้ำของประเทศไทย รวมทั้งมีรายงานการพบปลากดเกราะนับหมื่นตัวในคลองหนองใหญ่ เขตเมืองพัทยา จ.ชลบุรี เมื่อเดือนมีนาคม 2551 ที่ผ่านมา ทีมวิจัยจึงได้ลงพื้นที่ ศึกษา "ปริมาณและการแพร้กระจายของพันธุ์ปลาต่างถิ่น" ในคลองหนองใหญ่ จ.ชลบุรี เพื่อใช้เป็นพื้นที่ตัวอย่างในการศึกษาชีววิทยาของปลากดเกราะ ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโต และผลกระทบต่อความหลากหลายของพันธุ์ปลาท้องถิ่น ภายใต้การสนับสนุนของโครงการ BRT

"จากการเก็บตัวอย่างข้อมูลคุณภาพน้ำและตัวอย่างปลาทั้ง 5 สถานี ในคลองหนองใหญ่ พบว่าแม้คลองหนองใหญ่จะมีคุณภาพน้ำที่ค่อนข้างเสื่อมโทรม น้ำในคลองมีความขุ่นสูง (0.3?0.1 เมตร) ออกซิเจนละลายในน้ำมีค่าค่อนข้างต่ำ (2.7?2.1 มิลลิกรัมต่อลิตร) แต่กลับพบประชากรปลากดเกราะมีสูงถึง 70% ขณะที่ปลาท้องถิ่นชนิดอื่นๆ พบเพียง 30% เท่านั้น อีกทั้งผลการเก็บตัวอย่างปลาในบางสถานี พบมีปลาท้องถิ่นเหลือไม่ถึง 1% โดยภายหลังจากการนำตัวอย่างปลาท้องถิ่นมาทำการจำแนกชนิดพันธุ์พบมีทั้งสิ้น 11 วงศ์ 17 ชนิด ซึ่งถือว่ามีความหลากหลายต่ำ ที่สำคัญยังพบ ปลาดุกด้าน ซึ่งถูกจัดอยู่ในสภาพใกล้สูญพันธุ์ในแหล่งน้ำแห่งนี้ด้วย และน่าเป็นห่วงว่า หากไม่สามารถควบคุมประชากรปลากดเกราะในอนาคตปลาดุกก็อาจสูญหายไปจากแม่น้ำแห่งนี้

สำหรับสาเหตุที่ปลากดเกราะแพร่ขยายพันธุ์ได้ดี เนื่องจากปลากดเกราะเป็นปลาที่มีความคงทนต่อสภาพแวดล้อมมาก สามารถโผล่ขึ้นมารับอากาศที่ผิวน้ำได้โดยตรง จึงเจริญเติบโตอยู่ในแหล่งน้ำที่มีปริมาณออกซิเจนละลายต่ำได้ อีกทั้งจากข้อมูลการสำรวจ พบว่า ปลากดเกราะยังเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในคลองจึงอาจจะแก่งแย่งอาหารและที่อยู่อาศัยได้มากกว่าปลาท้องถิ่นที่มีขนาดเล็กกว่า นอกจากนี้ ปลากดเกราะยังมีพฤติกรรมการหากินอยู่ตามพื้นที่ท้องน้ำ ด้วยการดูดเศษอินทรียวัตถุต่างๆ จึงเป็นไปได้ว่า อาจจะกินไข่ปลาท้องถิ่นชนิดอื่นๆ ที่มีการวางไข่ไว้ตามพื้นท้องน้ำเข้าไปด้วย โดยขณะนี้ทีมวิจัยได้นำปลากดเกราะมาทดลองเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ เพื่อติดตามดูพฤติกรรมการกินอาหาร พบว่าปลากดเกราะสามารถการกินไข่หรือตัวอ่อนปลาที่วางไข่อยู่บริเวณพื้นท้องน้ำได้จริง

ดร.รัฐชา กล่าวว่า ในงานวิจัยยังพบข้อมูลที่น่าสนใจ คือ บริเวณคลองช่วงที่ไหลผ่านแหล่งชุมชน จะมีปริมาณปลากดเกราะที่หนาแน่นมาก ซึ่งสันนิษฐานว่าน้ำทิ้งจากบ้านเรือน อาจมีส่วนอย่างมากต่อการแพร่ขยายพันธุ์ เพราะสารอินทรีย์และเศษอาหารต่างๆ จากน้ำทิ้งเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของปลากดเกราะ

"ทุกวันนี้ความหลากหลายทางชีวภาพของทรัพยากรสัตว์น้ำในบ้านเรากำลังถูกคุกคามจากปลากดเกราะซึ่งแนวทางในการกำจัดหรือควบคุมนั้นยังทำได้ยาก ส่วนหนึ่งเพราะมีผู้ล่าน้อยมาก ทั้งนี้มีรายงานในต่างประเทศพบว่า นกผู้ล่าจำนวนมากได้รับบาดเจ็บและบางส่วนต้องตายจากการกินปลากดเกราะเป็นอาหาร เนื่องจากถูกเงี่ยงที่บริเวณครีบหลังและครีบด้านข้างตำคอ ส่วนตัวตะกวดต้องใช้เวลานานมากในการกินปลากดเกราะหนึ่งตัว ขณะที่จากการสอบถามประชาชนก็พบว่า ไม่นิยมบริโภคปลากดเกราะเนื่องด้วยอาจเป็นเพราะรูปร่างที่ดูน่าเกลียด"

อย่างไรก็ดี สำหรับแผนการวิจัยต่อจากนี้ ทีมวิจัยจะศึกษาความเป็นไปได้ในการนำปลากดเกราะมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ อาทิ การนำมาแปรรูปเป็นอาหาร ทำปุ๋ย หรือ อาหารสัตว์ เป็นต้น เพื่อหาแนวทางในการควบคุมและลดจำนวนประชากรปลากดเกราะ ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อระบบนิเวศและความหลากหลายของทรัพยากรสัตว์น้ำในประเทศไทย

เตือนจับตา "จอกหูหนูยักษ์ หวั่นกระทบพันธุ์พืชท้องถิ่น"

ดร.ศิริพร ซึงสนธิพร นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากรายงานข่าวการพบ "จอกหูหนูยักษ์" แพร่ระบาดในแม่น้ำแม่กลอง เมื่อต้นปีที่ผ่านมานั้น ผลการสำรวจล่าสุดพบว่า การระบาดเริ่มส่งผลกระทบต่อพันธุ์พืชท้องถิ่นบ้างแล้ว โดยจอกหูหนูยักษ์เริ่มเจริญคลุมพันธุ์พืชท้องถิ่น อาทิ ตับเต่าเล็ก หรือต้อยติ่งสาย หรือตับเต่าน้อย-พันธุ์ไม้น้ำที่มีความสวย ซึ่งพบเฉพาะลุ่มน้ำแถบภาคกลางเท่านั้น รวมทั้งยังมีผักตับเต่า ซึ่งเป็นผักพื้นบ้าน มีลักษณะใบกลมมน ขึ้นในน้ำ รับประทานกับน้ำพริกต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ จากการพูดคุยกับเกษตรกร ซึ่งได้ให้ข้อมูลว่าบริเวณที่มีจอกหูหนูยักษ์หนาแน่น น้ำมักจะเริ่มเน่าเสีย และปลาจะหายไป

"จอกหูหนูยักษ์เมื่อเจริญเบียดกันมาก จะซ้อนทับกันเป็นชั้นหนา ประกอบมีรากที่ยาวมาก ชั้นของจอกหูหนูยักษ์จะมีความหนาถึง 30-40 เซนติเมตร ทำให้แสงและอากาศไม่สามารถผ่านลงไปได้ พันธุ์ไม้ใต้น้ำและแพลงก์ตอนจึงไม่มีการสังเคราะห์แสง ขณะเดียวกันซากพืชที่ตายลงก็ต้องใช้ออกซิเจนในการย่อยสลายด้วยส่งผลให้แหล่งน้ำบริเวณนั้นขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ นั่นหมายความว่าจอกหูหนูยักษ์มิได้ส่งผลกระทบต่อพืชเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่นในน้ำด้วย โดยสัตว์น้ำอาจหายหรือสูญพันธุ์ไปจากแหล่งน้ำนั้นได้ นอกจากนี้ ความน่ากลัวของจอกหูหนูยักษ์ คือ กำจัดได้ยากเพราะจอกหูหนูยักษ์มีลำต้นที่เปราะบาง หักง่าย เวลาเราตักหรือช้อนออก ก็มักจะเกิดการหักเป็นท่อนๆ ซึ่งมีส่วนของใบติดอยู่ด้วย โดยมันสามารถงอกยอดใหม่จากตาตรงซอกใบเป็นพืชต้นใหม่ได้ นั่นคือ หักแค่ 1-2 เซนติเมตร ก็สามารถเจริญ เป็นต้นใหม่ได้ทันที ฉะนั้นในพื้นที่ที่มีการระบาดและได้กำจัดออกไปแล้งจึงไม่ควรชะล่าใจ เพราะเศษลำต้นที่หักอาจเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่และขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว จึงอยากเตือนประชาชนให้ช่วยกันเฝ้าระวังเป็นพิเศษ หากพบเห็นที่ใดอย่าปล่อยทิ้งไว้ ให้กำจัดออกจากแหล่งน้ำให้หมด โดยนำไปตากแห้งแล้วเผาหรอฝังกลบ"

ดร.ศิริพร กล่าวว่า พืชต่างถิ่นที่รุกราน เมื่อเข้าไปในพื้นที่การเกษตร ก็จะกลายเป็นวัชพืชร้ายแรง ทำให้ต้องมีการนำเข้าสารกำจัดวัชพืช คิดเป็นมูลค่านับหมื่นล้านบาทต่อปี ดังนั้น หากประชาชนร่วมกันเฝ้าระวัง และตระหนักถึงผลกระทบจากการนำเข้าพันธุ์พืชต่างถิ่นโดยผ่านกระบวนการวิเคราะห์ความเสี่ยง หรือศึกษาข้อมูลทางวิชาการของพืชชนิดนั้นๆ แล้ว ก็เชื่อว่าจะช่วยปกป้องพืชพรรณท้องถิ่น ซึ่งเป็นสมบัติของชาติ ช่วยลดปัญหาการรุกรานของพันธุ์พืชพื้นเมืองของประเทศไทย ลดการเกิดวัชพืชในระบบนิเวศเกษตร และรวมไปถึงลดการใช้สารกำจัดวัชพืชได้ด้วย

"ตระหนักรู้" รับมือภัยร้ายการรุกรานจาก "สิ่งมีชีวิตต่างถิ่น" คุณโสมวรรณ สุขประเสริฐ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายของแผน สำนักความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานมักเกิดจากความไม่รู้ การขาดความเข้าใจที่ชัดเจน ส่งผลให้ความตระหนักในการดูแลชนิดพันธุ์ต่างถิ่นลดน้อยลง เมื่อชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีศักยภาพรุกรานบางชนิดแพร่ออกสู่ธรรมชาติ จะก่อให้เกิดปัญหาทั้งด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสุขอนามัยของมนุษย์ จนยากเกินกว่าจะแก้ไข

ปัจจุบันประเทศไทยได้รวบรวมข้อมูลชนิดพันธุ์ที่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นไว้ประมาณ 3,000 ชนิด และได้คัดเลือกชนิดต่างถิ่นที่มีศักยภาพรุกรานในประเทศไทยไว้ 182 ชนิด การคัดเลือกชนิดพันธุ์ที่มีศักยภาพรุกรานเหล่านี้ ทางสำนักงานฯ ใช้ฐานข้อมูลจากการรายงานของต่างประเทศร่วมกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ของประเทศไทย โดยส่วนใหญ่ผู้เชี่ยวชาญจะพิจารณาจากลักษณะทางชีววิทยา แหล่งที่อยู่อาศัย พฤติกรรม และประวัติการแพร่ระบาดของแต่ละชนิด จากการพิจารณาเหล่านี้ ทำให้ประเทศไทยสามารถกำหนดมาตรการป้องกัน ควบคุม และกำจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่นได้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2552 มาตรการดังกล่าวประกอบด้วย 4 มาตรการหลัก 15 แนวทางปฏิบัติ ซึ่งสอดคล้องกับทะเบียนชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่ควรป้องกัน ควบคุม และกำจัดของประเทศไทย 4 รายการ

หลักจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการดังกล่าว สำนักงานฯ ได้พยายามเผยแพร่ และผลักดันให้เกิดการดำเนินงานตามาตรการ โดยมุ่งเน้นให้หน่วยงานในระดับจังหวัดทำแผนเพื่อควบคุม กำจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานรุนแรงในจังหวัดตน และประสานกับหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลการนำเข้าสิ่งมีชีวิต เพื่อสกัดกั้นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน ไม่ให้เข้ามาในประเทศ ซึ่งจากการดำเนินงานทั้งหมด สำนักงานฯ พบปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งคือ การลักลอบนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่น และการปลดปล่อยชนิดพันธุ์ถิ่นออกสู่สิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ การขาดความตระหนักต่อผลกระทบของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานต่อสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้ทำให้สำนักงานฯ หันมาพิจารณามาตรการสนับสนุนการศึกษาวิจัยมากขึ้น โดยงานศึกษาวิจัยดังกล่าวจะต้องตอบได้ว่า ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานและสร้างผลกระทบต่อชนิดพันธุ์อื่นในประเทศไทยอย่างไรบ้าง จำนวนเท่าไหร่ และมีผลต่อสังคม เศรษฐกิจ สุขอนามัยมนุษย์ในประเทศไทยอย่างไร มีมูลค่าเท่าไหร่ ทั้งนี้เพื่อให้มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรม ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ และคาดว่าจะสามารถนำเข้าข้อมูลเหล่านี้เผยแพร่และสร้างความตระหนักให้ประชาชนได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น งานศึกษาวิจัยอีกด้านหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือ การหาวิธีการควบคุม กำจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานแล้วในประเทศไทย ซึ่งวิธีเหล่านี้ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความเฉพาะกับแต่ละชนิดพันธุ์และใช้ได้จริง นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยอื่นๆ ที่ควรได้รับการส่งเสริม เช่น การใช้ประโยชน์จากชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน และอื่นๆ เป็นต้น

แหล่งที่มาข้อมูล: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. ศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย. http://nstda.or.th/index.php/nstda-knowledge/1447-alien-species เข้าถึงเมื่อวันที่ วันที่ 12 ก.ค. 2553

เครื่องมือส่วนตัว