เทคโนโลยีเพื่อเหนี่ยวนำการตกไข่และผสมเทียมโคนมตามระยะเวลากำหนด
จาก Thailand Science and Technology Wikipedia
เนื้อหา |
เทคโนโลยีเพื่อเหนี่ยวนำการตกไข่และผสมเทียมโคนมตามระยะเวลากำหนด
การเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพที่สร้างงานและรายได้ให้กับเกษตรกรไทยมากกว่า 40 ปี ประกอบกับภาครัฐให้การสนับสนุนและรณรงค์ให้มีการบริโภคนมเพิ่มมากขึ้นปัจจุบันมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม 23,439 ครอบครัว มีจำนวนโคนมทั้งหมด 408,350 ตัว ให้ผลผลิตน้ำนม 2,045 ตัน/วัน อย่างไรก็ตามผลผลิตน้ำนมในประเทศยังไม่เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศทั้งนี้ปริมาณน้ำนมดิบที่ผลิตได้ในปี 2547 ประมาณ 746,646 ตัน ในขณะที่การบริโภคภายในประเทศสูงถึง 1.5 - 1.6 ล้านตัน/ปี
ปัญหาที่สำคัญของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมคือ ความสมบูรณ์พันธุ์ของแม่โคในฟาร์ม การเลี้ยงโคนมในประเทศเกือบทั้งหมดใช้วิธีผสมเทียมเพื่อปรับปรุงพันธุกรรมของแม่โค และลดภาวะการเลี้ยงดูพ่อโค แต่ปัญหาที่มักพบคือ แม่โคไม่แสดงอาการเป็นสัดรวมทั้งปัญหาทางด้านของระบบสืบพันธุ์ แม่โคจำนวนมากจึงพลาดโอกาสได้รับการผสมเทียมและตั้งท้อง วิธีการแก้ไขปัญหาแบบหนึ่งคือ ใช้การเหนี่ยวนำให้เกิดการตกไข่และผสมเทียมตามระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่ต้องสังเกตอาการเป็นสัดของแม่โค เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาและเริ่มประยุกต์ใช้ครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ.2538 แต่วิธีการนี้มีค่าใช้จ่ายสูงมากและให้ผลไม่ดีนักในแม่โคที่เลี้ยงในประเทศไทย เนื่องจากความแตกต่างทางสรีระของแม่โคที่เลี้ยงดูในสภาวะแวดล้อมที่ต่างกัน
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ประสบผลำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีการเหนี่ยวนำการตกไข่และผสมเทียมตามเวลาที่กำหนด วิธีการนี้ได้ทดสอบมาแล้วระยะหนึ่งพบว่า ได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจและมีราคาถูก (ครั้งละ 200 บาท) ซึ่งถูกกว่าวิธีที่พัฒนาในมลรัฐวิสคอนซิน ประเทศสหรัฐอเมริกา ถึง 5 เท่า ที่สำคัญอย่างยิ่งคือใช้ได้ผลค่อนข้างดีกับโคที่เลี้ยงในประเทศไทย
ปัจจุบันเกษตรกรจำนวนมากให้ความสนใจกับเทคโนโนโลยี ซึ่งไบโอเทคได้ดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีและให้บริการเหนี่ยวนำการตกไข่ให้กับแม่โค โดยให้ทางฟาร์ม/สหกรณ์เป็นผู้ผสมเทียม โดยได้ดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีและให้บริการไปแล้วกับสหกรณ์และบริษัทหลายแห่ง อาทิ
- สหกรณ์โคนมพิมาย และสหกรณ์โคนมปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
- สหกรณ์โคนมหนองโพ และสหกรณ์โคนมเขาขลุง จังหวัดราชบุรี
รวมทั้งบริษัทที่ดำเนินกิจการฟาร์มโคนมขนาดใหญ่หลายแห่ง ได้นำเทคโนโลยีนี้ไปประยุกต์ใช้ เช่น
- บริษัท เอพีพีเดรีฟาร์ม จำกัด
- หจก.น้ำฝนฟาร์ม
- ฟาร์มคุณคมสัน
- หจก.ยินดีฟาร์ม
นอกจากนี้ยังได้จัดบริการเหนี่ยวนำการตกไข่ และผสมเทียมแก่เกษตรกรรายย่อย ทำให้แม่โคของเกษตรกรที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์กลับมาตั้งท้องได้
ผลการดำเนินงาน
ไบโอเทคได้ปรับเทคโนโลยีนี้เพื่อใช้กับแม่โคเนื้อ และถ่ายทอดเทคโนดลยีให้กับเกษตรกรในอำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ผลการดำเนินงานดังกล่าวทำให้แม่โคที่มีปัญหาการผสมพันธุ์ติดยากกลับมาตั้งท้องได้
จุดเด่นของเทคโนโลยี
การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวทำให้มูลค่าของแม่โคที่มีปัญหาเรื่องระบบสืบพันธุ์มีราคาเพิ่มขึ้นจากการเป็นโคคัดทิ้งที่มีราคาเพียงตัวละ 12,000 - 15,000 บาท กลายเป็นแม่โคที่มีมูลค่ามากขึ้นถึงตัวละ 30,000 - 32,000 บาท
ข้อมูลเพิ่มเติม
- ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ
- งานวิจัยด้านการเกษตรและสัตว์ http://www.biotec.or.th/TH/images/stories/IU/document/3/8.pdf

