เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนามหาวิทยาลัย
จาก Thailand Science and Technology Wikipedia
เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนามหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทต่อมหาวิทยาลัยมานานแล้ว อันที่จริงจะกล่าวว่าเทคโนโลยีนี้เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยก็ย่อมได้ เพราะคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกที่อาตานาซอฟ คิดขึ้นก็อยู่ในมหาวิทยาลัยไอโอวา และคอมพิวเตอร์ ENIAC ที่ทำงานได้จริงๆ เป็นเครื่องแรกของโลกก็สร้างขึ้นในมหาวิทยาลัย ถึงแม้ว่า จอห์น มอชลีย์ จะได้เงินอุดหนุนมาจากกองทัพสหรัฐฯ ก็เถอะ
คอมพิวเตอร์เครื่องแรกๆ ของไทยที่นำเข้ามาใช้กันในมหาวิทยาลัยก็คือที่ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วต่อมาสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซียก็เช่าจากบริษัทไอบีเอ็มมาใช้บ้าง โดยก่อนหน้านั้น ทางสถานบันก็มีสัญญากับจุฬาฯ ให้นักศึกษาของสถาบันใช้คอมพิวเตอร์ที่คณะบัญชีฯด้วย ต่อจากจุฬาฯ และเอไอที คอมพิวเตอร์ก็ค่อยๆได้รับความนิยมมากขึ้นและมีโอกาสเข้าไปช่วยงานด้านต่างๆ ของมหาวิทยาลัยมากขึ้น ระดับของการประยุกต์นั้นมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก อันเป็นผลมาจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร และความสามารถของบุคลากรของมหาวิทยาลัยนั้นๆ
การใช้คอมพิวเตอร์ในมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษา อาจจำแนกเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้
- ใช้ในการสอนวิชาคอมพิวเตอร์พื้นฐาน คือเปิดห้องเรียนเป็นห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์และติดตั้งคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลห้องละประมาณ 30-40 เครื่อง สำหรับใช้สอนวิชาคอมพิวเตอร์พื้นฐาน เช่นให้รู้จักการใช้ DOS บ้าง การใช้โปรแกรมสำเร็จต่างๆ บ้าง การใช้ประเภทนี้ต้องถือว่าค่อนข้างจะสามัญและมีในทุกมหาวิทยาลัย
- ใช้ในการสอนวิชาการต่างๆ นั่นคือ จัดห้องเรียนซึ่งเคยมีแต่โต๊ะ และเก้าอี้เปล่าๆ ให้มีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเหมือนกรณีแรก เพียงแต่ไม่ได้จัดไว้เพื่อสอนวิชาคอมพิวเตอร์พื้นฐานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากเอาไว้สอนวิชาอื่นๆ ด้วยโดยจัดทำซอฟต์แวร์ช่วยสอน (Courseware) มาช่วยอาจารย์ที่ดูแลชั้นเรียน โดยที่ซอฟต์แวร์เหล่านี้อาจช่วยสอนมโนทัศน์ หลักการหรือช่วยคำถามให้ นักเรียนตอบแล้วตรวจให้คะแนนทันที การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Aided Instruction) แบบนี้เห็นมีผู้ทำจริงจังอยู่ไม่กี่แห่ง ผู้หนึ่งที่ใช้มากคือ อาจารย์พิเศศ บูรณสมบัติ แห่งโรงเรียนกรุงเทพการบัญชี ซึ่งขณะนี้ได้ติดตั้งคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลตามห้องเรียนต่างๆ ร่วมสามพันเครื่อง และเครื่องในชั้นเรียนนั้นเชื่อมโยงถึงกันด้วยระบบแลน (LAN : Local Area Network) ด้วย สำหรับที่อื่นๆ นั้นผู้เขียนบอกไม่ได้ว่าใช้งานจริงจังแบบนี้หรือไม่ เนื่องจากยังไม่ได้สอบถามสำรวจ
- ใช้ในการทดลองในห้องปฏิบัติการ การใช้แบบนี้ขยายมาจากการใช้ช่วยการสอนที่กล่าวถึงมาแล้ว แต่ไม่ได้ใช้สอนธรรมดา หากสอนด้านการทดลองต่างๆ เช่น ฟิสิกส์ เคมี ไฟฟ้า ฯลฯ มหาวิทยาลัยมหานคร เป็นแห่งหนึ่งที่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบนี้ เรื่องเช่นนี้มหาวิทยาลัยเก่าแก่คงจะตามมหาวิทยาลัยใหม่ๆ ไม่ทัน เพราะผู้มาทีหลังย่อมได้เปรียบกว่าในด้านการลงทุนซื้อของใหม่ๆ อย่างไรก็ตามมีเสียงวิจารณ์กันว่า นักศึกษาที่รู้จักแต่การต่อสายไฟฟ้าโดยวิธีจำลองแบบในระบบคอมพิวเตอร์นั้น เมื่อจบการศึกษาแล้วอาจต่อวงจรไฟฟ้าจริงไม่ได้ เพราะไม่เคยจับสายไฟฟ้ามาก่อน แต่มีข้อดีตรงที่สามารถสอนเรื่องที่พิศดารได้หลายอย่าง ซึ่งคงสอนไม่ได้แน่หากใช้อุปกรณ์จริง การใช้คอมพิวเตอร์แบบนี้ผู้เขียนไม่มีความเห็นว่าจะดีหรือไม่ คงจะต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
- ใช้ในงานห้องสมุด เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ในการให้บริการด้านต่างๆ ของห้องสมุดเช่น ใช้ค้นหาหนังสือ ใช้ในการบันทึกการยืม-คืน ใช้ในการทำบัตรดัชนี ฯลฯ การใช้คอมพิวเตอร์ในห้องสมุดเป็นงานประยุกต์ที่บรรณารักษ์ห้องสมุดมหาวิทยาลัยหลายๆ แห่งสนใจมาก ความจริงงานด้านนี้ไม่ได้ซับซ้อนยุ่งยากอะไร นอกจากปริมาณข้อมูลอาจจะมากสักหน่อย โดยที่ห้องสมุดเกือบทุกแห่งไม่มีบุคลากรคอมพิวเตอร์ประจำสำหรับพัฒนาโปรแกรมด้านนี้ ดังนั้นจึงนิยมจัดซื้อโปรแกรมสำเร็จมาใช้
- ใช้ในงานสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ การประยุกต์ด้านี้คือการใช้คอมพิวเตอร์เชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อให้เกิดเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่ผู้ใช้สามารถสื่อสารติดต่อกันได้โดยใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (electronic-mail) นักศึกษาและอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง สามารถค้นหาข้อมูลในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยอีกแห่งหนึ่งได้ หรืออาจขอใช้คอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยอีกแห่งหนึ่งก็ได้ ปัจจุบันนี้การเชื่อมโยงนิยมใช้เครือข่าย อินเตอร์เน็ต ของสหรัฐอเมริกาเป็นระบบหลัก เครือข่ายอินเตอร์เน็ตนี้มีคอมพิวเตอร์หลักพ่วงต่ออยู่ถึงสามล้านเครื่อง และมีผู้ใช้ระบบรวมกันถึง 30 ล้านคนทั่วโลกสำหรับในประเทศไทยเรานี้ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติได้สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยและสถานบันการศึกษาต่างๆ เชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยมีศูนย์ฯ เป็นประตูทางออก ของประเทศไทย เครือข่ายที่เชื่อมโยงระหว่างสถานศึกษาของไทยนี้ มีชื่อว่า ไทยสาร (ThaiSARN ย่อมาจาก Thai Social/Science Academic Research Network) ปัจจุบันมีสมาชิกกว่าสี่สิบสถาบัน อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนของศูนย์ฯ ยังทำได้ไม่เต็มที่เพราะขาดคู่สายโทรศัพท์ เวลานี้บรรดาอาจารย์และนักวิจัยตามมหาวิทยาลัยต่างๆ มีความสนใจที่จะเป็นสมาชิกใช้ระบบอินเตอร์เน็ตกันมากขึ้น นอกจาศูนย์ฯ แล้วยังมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นประตูทางออกอีกแห่งหนึ่งด้วย โดยมีสถาบันการศึกษาอีกสามสี่แห่งมาช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่าย
ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้คือ กลุ่มงานประยุกต์สำคัญทางด้านคอมพิวเตอร์ในมหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาระดับสูง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จะต้องชี้ทิศทางและนำความคิดด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ให้แก่นิสิต นักศึกษา เพื่อที่พวกเขาเหล่านั้นจะได้นำความรู้ ความคิด และประสบการณ์ในการใช้คอมพิวเตอร์ไปปรับปรุงวิถีชีวิตและการทำงานของตนต่อไปในอนาคต

