เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการฟื้นฟูพื้นที่ดินเค็ม
จาก Thailand Science and Technology Wikipedia
เนื้อหา |
ความเป็นมา
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยเป็นแหล่งสะสมของชั้นหินเกลือใต้ดิน จากการนำเกลือขึ้นมาใช้และการตัดไม้เพื่อใช้ในการทำเกลือ ทำให้เกิดปัญหาเกลือจากชั้นหินเกลือซึมขึ้นสู่ชั้นผิวดิน ปัจจุบันพื้นที่ดินเค็มในประเทศขยายตัวครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 21 ล้านไร่ บนพื้นที่มากกว่า 17 จังหวัดของประเทศไทย ทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง จากความเค็มของพื้นที่ดังกล่าว จึงไม่เหมาะสมสำหรับทำการเกษตร รวมทั้งเกิดความแห้งแล้ง เนื่องจากไม่มีพืชใด ๆ ขึ้นในบริเวณดังกล่าวได้
งานวิจัยและผลงาน
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สนับสนุน ศ. ดร. สายัณห์ ทัดศรี ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทดสอบและประเมินสายพันธุ์หญ้ารูซี่ กินนีสีม่วงและ เนเปียร์แคระ ซึ่งเป็นพันธุ์หญ้าอาหารสัตว์ที่ปรับปรุงสายพันธุ์ เพื่อให้ทนความเค็มโดยฉายรังสี หลังจากผ่านการคัดเลือกการทนเค็ม ได้ทำการปลูกทดสอบในพื้นที่ดินเค็ม อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม พบหญ้ากินนีสีม่วง 4 สายพันธุ์ และหญ้ารูซี่ 4 สายพันธุ์ ปรับตัวได้ในดินเค็ม ด้านการเขตกรรมพบว่าควรตัดหญ้าที่ขึ้นในบริเวณ ดินเค็ม เมื่อมีระดับความสูง 20-30 เซนติเมตร จะทำให้ฟื้นตัวเร็วที่สุด สามารถปลูกเป็นหญ้าอาหารสัตว์ เพื่อสร้าง รายได้ให้เกษตรกร และใช้เป็นพืชคลุมดินในการปรับปรุงพื้นที่ดินเค็มในระยะแรก ก่อนปลูกพืชไร่ หรือไม้ยืนต้นต่อไป
ในการคัดเลือกพันธุ์พืชยืนต้นทนเค็มเพื่อการปลูกป่า หรือเพื่อการพัฒนาการใช้ประโยชน์จากไม้ยืนต้นในระยะยาว แทนที่ต้องนำพันธุ์พืชที่ต้องการไปปลูกบนพื้นที่ดินเค็มตั้งแต่ต้นซึ่งต้องใช้เวลานานในการทดสอบ นอกจากนี้การทดสอบใน พื้นที่ดินเค็มโดยตรงอาจให้ผลผิดพลาด เพราะความเค็มในพื้นที่ มีความแปรปรวนในช่วงเวลาต่างๆ ดังนั้นจึงต้องมีการพัฒนา วิธีการคัดหาพันธุ์พืชทนเค็มที่ให้ผลได้ในเวลาสั้น และมีความแม่นยำ กล่าวคือเมื่อนำไปปลูกบนพื้นที่ดินเค็ม พันธุ์ที่ผ่านการคัดเลือกสามารถทนเค็มได้ดี
ดร. เฉลิมพล เกิดมณี และคณะนักวิจัยจากไบโอเทค ได้คิดค้นวิธีคัดหาพืชทนเค็ม โดยทำการคัดในสภาพปิดที่ปลอดเชื้อ และควบคุมความเค็มให้อยู่ในระดับสูงในระหว่างการเพาะเลี้ยง เมื่อตรวจวัดการสังเคราะห์แสงของพืชพบว่าความสามารถในการสังเคราะห์แสงในที่มีความเค็มสัมพันธ์กับความสามารถในการทนเค็มของพืช จากการทดสอบพืชกว่า 100 ชนิด พบว่า พืชที่ทนต่อความเค็มสูงได้แก่ มะขวิด ซ้อ มะขาม นนทรีบ้าน มะกรูด ส้ม ขนุน โมกมันมะละกอ ตีนเป็ด ส้มโอ เลี่ยน มะเฟือง ส้มเช้ง ไทร มะขามเทศและ พุทราไทย
จากผลดังกล่าวคณะวิจัยได้ร่วมกับสถาบันราชพฤกษ์ กรมป่าไม้ กรมพัฒนาที่ดิน และชาวบ้านบริเวณพื้นที่ดินเค็มอำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ฟื้นฟูพื้นที่ดินเค็ม บริเวณ อ่างเก็บน้ำหนองบ่อ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งมีความเค็มสูงที่สุดในประเทศ (ระดับความเค็มสูงกว่าน้ำ ทะเลถึง 3 เท่า) โดยมีพื้นที่ทดสอบ 43 ไร่ และได้นำพันธุ์พืชที่ ผ่านการคัดเลือกไปปลูกทดสอบ พบว่า เมื่อมีการเจริญเติบโตของพืชเหล่านี้ ระดับความเค็มของดินด้านบนลดลงตามลำดับ
การนำผลงานไปใช้ประโยชน์
นอกเหนือจากที่อำเภอบรบือแล้ว ยังมีโครงการฟื้นฟูพื้นที่ดินเค็มตามโครงการตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ อำเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา และ ฟื้นฟูพื้นที่แปลงตากเกลือ 75 ไร่ เหมืองเกลือเก่า บริษัทเกลือพิมายจำกัด ผลจากการฟื้นฟูทำให้บริษัทเกลือพิมายจำกัด ได้รับการยอมรับจากกระทรวงอุตสาหกรรมและชุมชนรอบพื้นที่ และเป็นพื้นที่ต้นแบบของสภาอุตสาหกรรมในการฟื้นฟูสภาวะแวดล้อม
ข้อมูลเพิ่มเติม
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 113 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 โทรศัพท์ 0 2564 6700 โทรสาร 0 2564 6701-5

