เทคนิคการเก็บรักษาถุงน้ำเชื้อเพื่อการปรับปรุงพันธุ์กุ้งกุลาดำ
จาก Thailand Science and Technology Wikipedia
เนื้อหา |
เทคนิคการเก็บรักษาถุงน้ำเชื้อ เพื่อการปรับปรุงพันธุ์กุ้งกุลาดำ
กุ้งกุลาดำ เป็นกุ้งที่ได้รับสมญานามว่า จัมโบ้ หรือไทเกอร์ (Black tiger prawn) เนื่องจากเป็นกุ้งขนาดใหญ่ ถ้าโตเต็มที่อาจมีความยาวถึง 36.3 เซนติเมตร ประเทศไทยเคยเป็นประเทศที่มีการเลี้ยงและส่งออกกุ้งกุลาดำมากที่สุดในโลก แต่เนื่องจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำยังต้องพึ่งแม่พันธุ์ที่จับจากธรรมชาติ เพื่อการผลิตลูกกุ้งเข้าสู่บ่อเพาะเลี้ยง การประสบปัญหาขาดแคลนพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่ดี รวมทั้งปัญหาของโรคระบาดต่างๆ ทำให้เกษตรกรหันไปเพาะเลี้ยงกุ้งขาวมากขึ้นในปัจจุบัน แม้ประเทศไทยผลิตกุ้งได้มากแต่เป็นการผลิตกุ้งขาวถึงร้อยละ 80 และที่เหลือเหป็นกุ้งกุลาดำ อย่างไรก็ตาม กุ้งกุลาดำยังถือเป็นกุ้งพรีเมียมเนื่องจากขนาด ดังนั้นถ้าสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ การเลี้ยงกุ้งกุลาดำจะกลับคืนมาเป็นอาชีพสำคัญของเกษตรกรไทย
ในธรรมชาติ กุ้งกุลาดำโตเต็มวัยชอบอาศัยพื้นดินโคลน หรือโคลนปนทรายในทะเลลึก ในขณะที่วัยอ่อนเป็นแพลงก์ตอนล่องลอยไปตามกระแสน้ำ เมื่อเข้าวัยรุ่นจึงเคลื่อนย้ายเข้าสู่ชายฝั่งเพื่อหาอาหาร และกลับคืนสู่ทะเลเมื่อโตเต็มวัยเพื่อการผสมพันธุ์
การแบ่งเพศของกุ้งกุลาดำ
การแบ่งเพศของกุ้งกุลาดำดูได้จากอวัยวะเพศภายนอก
- กุ้งเพศเมีย นอกจากอวัยวะที่ใช้ผลิตไข่แล้ว ยังมีอวัยวะเพศเมียที่เรียกว่า ทีโลคัม (thelycum) อยู่ตรงผนังด้านท้อง (ประมาณส่วนนอกหรือตรงขาเดินคู่ที่ 4 -5) ทำหน้าที่เป็นถุงสำหรับรับน้ำเชื้อของตัวผู้
- กุ้งเพศผู้ มีอวัยวะเพศภายนอกเรียกว่า พีแตสมา (petasma) ตรงปลายอวัยวะดังกล่าวมีลักษณะคล้ายตะขอเพื่อใช้ผสมพันธุ์กับตัวเมีย
การผสมพันธุ์ของกุ้งกุลาดำ
กุ้งกุลาดำจะผสมพันธุ์ของกุ้งกุลาดำเกิดขึ้นหลังจากตัวเมียลอกคราบใหม่ เมื่อมีการจับคู่กัน ตัวผู้ปล่อยน้ำเชื้อไปฝากเก็บไว้ในทีไลคัมของตัวเมีย จากการศึกษาการปฏิสนธิของไข่ที่ผสมกับน้ำเชื้อในกุ้งกุลาดำ โดย ศ.ดร.บุญเสริม วิทยชำนาญกุล แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ถุงอสุจิ หรือถุงเก็บน้ำเชื้อของตัวผู้ถูกฝากไว้ในทีไลคัมของตัวเมียเป็นเวลาหลายวันก่อนตัวเมียวางไข่ การฝากน้ำเชื้อไว้ในตัวเมีย ทำให้การพัฒนาของไข่และน้ำเชื้อมีความสมบูรณ์มากขึ้น ส่งผลต่อการปฏิสนธิภายหลัง
การผสมพันธุ์ในธรรมชาติเกิดขึ้นทั้งในน้ำลึกหรือในบ่อดินที่ทำการเลี้ยง ในการจับพ่อแม่พันธุ์จากธรรมชาติ แม่พันธุ์อาจถูกผสมพันธุ์มาแล้ว (มีถุงน้ำเชื้อในทีไลคัม) ในกรณีดังกล่าว ยังมีการกระตุ้นให้พ่อกุ้งปล่อยถุงเก็บน้ำเชื้อออกมา และนำถุงเก็บน้ำเชื้อไปฝากไว้ในทีไลคัมของเพศเพียโดยไม่ต้องมีการจับคู่ซึ่งอาจเรียกว่า การผสมเทียม ได้
การผสมเทียมมีส่วนช่วยให้การจัดการเพาะฟักกุ้งกุลาดำสะดวกขึ้น เพราะการลำเลียงถุงเก็บน้ำเชื้อจากต่างถิ่น ทำได้ง่ายและสะดวกกว่าการลำเลียงพ่อพันธุ์กุ้งทั้งตัว ซึ่งอาจนำโรคติดต่อเข้ามาในโรงเพาะฟัก นอกจากนี้ถ้าเก็บรักษาถุงเก็บน้ำเชื้อได้เป็นเวลานานจะสามารถนำมาใช้ในระยะเวลาต่างๆ ได้ รวมทั้งสามารถเก็บน้ำเชื้อของพ่อพันธุ์ที่มีคุณภาพพึงประสงค์ เพื่อใช้ในการปรับปรุงพันธุ์กุ้งกุลาดำต่อไป
เทคนิคการแช่แข็งน้ำเชื้อ
เทคนิคการแ่ช่แข็งน้ำเืชื้อ ได้ถูกพัฒนาและใช้อย่าแพร่หลายในสัตว์หลายชนิด รศ.ดร.วีรพงศ์ วุฒิพันธุ์ชัย จากมหาวิทยาลัยบูรพา ได้พัฒนาเทคนิคการเก็บรักษาถุงเก็บน้ำเชื้อ หรือถุงอสุจิของกุ้งกุลาดำทั้งแบบแช่เย็น และแช่แข็ง พบว่า โดยวิธีแช่เย็นที่อุณหภูมิ 0-4 องศาเซลเซียส (เก็บไว้ในตู้เย็น) โดยใส่น้ำยาที่พัฒนาขึ้น สามารถเก็บถุงน้ำเชื้อได้เป็นเวลาเกือบ 50 วัน โดยอัตราการรอดชีวิตของเชื้ออสุจิยังสูงถึงร้อยละ 60 สำหรับการแช่แข็งในไนโตรเจนเหลวที่อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส พบว่าได้ผลดี แต่ต้องลงทุนซื้อถังไนโตรเจนเหลว จึงเหมาะกับโรงเพาะเฟักขนาดใหญ่ หรือห้องปฏิบัติการที่ทำงานทางด้านการปรับปรุงพันธุ์
นักวิจัยได้นำถงเก็บน้ำเชื้อที่เก็บแบบแช่เย็น และแช่แข็ง (ก่อนนำไปใช้ทำการละลาย) ไปผสมเทียมกับแม่กุ้งที่ลอกครอบใหม่ พบว่าแม่กุ้งวางไข่และฟักออกเป็นลูกกุ้งได้ตามปกติ แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีการเก็บรักษาถุงเก็บน้ำเชื้อนำมาประยุกต์ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการผลิตลูกกุ้งได้ เทคโนโลยีดังกล่าวได้ยื่นขอรับความคุ้มครองต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยเทคนิคแ่ช่เย็นน้ำเชื้อจดเป็นอนุสิทธิบัตร[1] เทคนิคแช่แข็งน้ำเชื้อยื่นจดสิทธิบัตร[2] โดยมี รศ.ดร.วีรพงศ์ วุฒิพันธุ์ชัย และ รศ.ดร.สุบัณฑิต นิ่มรัตน์ เป็นผู้ประดิษฐ์ร่วมกัน

