เกราะแข็งน้ำหนักเบาสำหรับการใช้งานด้านยุทโธปกรณ์ทางทหารในกองทัพไทย
จาก Thailand Science and Technology Wikipedia
เนื้อหา |
หน่วยงานเจ้าของผลงาน
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
ชื่อผลงาน
เกราะแข็งน้ำหนักเบาสำหรับการใช้งานด้านยุทโธปกรณ์ทางทหารในกองทัพไทย
สาขาของผลงาน
เทคโนโลยีพื้นฐานการออกแบบและผลิตวัสดุ
ผู้ผลิตผลงาน
หัวหน้าโครงการ : ดร.กุลจิรา สุริโรจน์ kuljiras@mtec.or.th กรรณิการ์ เดชรักษา ดร. นุวงศ์ ชลคุป ดร.กฤษดา ประภากร วุฒิพงษ์ ศรีธรรม จีรวัตร ตรีพิเชฐกุล พิบูลย์ กังตระกุล พัสตราภรณ์ วิเชียรรรัตน์ กนกพร โตวิจิตร ภาคภูมิ ล่อใจ รศ.ดร.ทวีชัย อมรศักดิ์ชัย นันทิกานต์ ไชยวงค์ (มหาวิทยาลัยมหิดล) พล.ต.วีระ พลวัฒน์ (กระทรวงกลาโหม) ดร.ศราวุธ ริมดุสิต ผศ.ดร.กุณฑินี มณีรัตน์ ธาริน วนิชยางกูรานนท์ ดร.เสกศักดิ์ อัสวะวิสิทธิ์ชัย สมศิริ ปฐมทรัพย์ และ ผกาวัลย์ กมลชัยวานิช (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ประยุทธ์ คำเรืองศรี (Center excellent particle technology (CEPT))
รายละเอียดผลงาน
การเลือกใช้เกราะให้เหมาะสมกับงานต้องคำนึงถึงปัจจัยเรื่องสมรรถนะที่ดี สำหรับการรับกระสุนที่ทะลุทะลวงสูงขึ้นเรื่อยๆ มีน้ำหนักเบา ไม่เป็นภาระต่อการปฏิบัติงานของผู้ใช้ และที่สำคัญคือ ราคาเหมาะสม ในแง่วัสดุศาสตร์จึงมีความจำเป็นต้องพิจารณาระหว่างสมรรถนะการป้องกันภัยคุกคามที่รุนแรงขึ้นให้สมดุลกับน้ำหนักที่เบาลง ซึ่งการเลือกใช้เซรามิก โลหะและโพลิเมอร์ ต้องพิจารณาข้อดีและข้อด้อยในสภาวะการใช้งานที่ความเร็วระดับขีปนะ (200-900 เมตรต่อวินาที) ทีมวิจัยของเอ็มเทค ศึกษาคุณสมบัติความทนทานต่อแรงขีปนะที่ระดับต่างๆ ตามมาตราฐาน NIJ (National Institute of Justice) 0101.03 ของแต่ละวัสดุ เซรามิกส์ (อลูมีนา) โลหะ (กล้าเหล็ก) และ โพลิเมอร์ (เส้นใยโพลิเอธิลีน และคอมโพสิทเรซินเบนซอกซาลีน กับเส้นใยเคฟลาร์) เพื่อสร้างฐานข้อมูลการออกแบบด้วนระเบียบวิธีทางไฟไนท์อิลิเมนต์ (Finite element) จากนั้นดำเนินการขยายกำลังการผลิต และนำวัสดุต่างชนิดมาประกอบกันเพื่อให้สามารถรับภัยคุกคามที่ระดับสูงขึ้น ในส่วนการจำลองแบบความเสียหายของวัสดุดำเนินการเป็นสองส่วน คือ โลหะ-เซรามิกส์ และโพลิเมอร์คอมโพสิท เพื่อศึกษาพฤติการรมการแตกร้าวที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับการกระแทกจากกระสุนที่ความเร็วสูง โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์แบบเสมือน ประกอบกับการทดลองจริงตามมาตรฐานด้วยความร่วมมือกับโรงงานวัตถุระเบิดทหาร ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร กองพลาธิการและสรรพาวุธตำรวจ โรงงานซ่อมสร้างรถยนต์ทหาร กรมสรรพาวุธทหารบก และกองเรือลำน้ำ กองเรือยุทธการ ซึ่งเป็นเทคนิคที่ช่วยกำหนดรอบตัวแปรการผลิตเพื่อให้ได้วัสดุที่มีคุณสมบัติเพมาะสมกับงาน ลดจำนวนการทดลองแบบทำลายชิ้นงาน และออกแบบเกาะให้มีคุณสมบัติทั้งสามด้านที่ต้องการ คือ สมรรถนะดี น้ำหนักเบา และราคาเหมาะสม ผลการวิจัยการโครงการทำให้ได้ต้นแบบ (ภาคสนาม) แผนเกราะกันกระสุนระดับ 3 กระสุน M 16 และ AK ซึ่งมีน้ำหนักแผ่นเกราะและกรอบน้อยกว่า 300 กิโลกรัม เพื่อเพิ่มสมรรถนะด้านการป้องกันกระสุนของรถยนต์บรรทุกทางทหารขนาด 1 ตัน และต้นแบบ (ภาคสนาม) แผ่นเกราะแบบสอดสำหรับเสื้อชูชีพกันกระสุนระดับ 3 และยื่นขอจดสิทธิบัตรจำนวน 3 เรื่อง
ประโยชน์ของผลงาน
การพัฒนาเกราะแข็งน้ำหนักเบานับเป็นความท้าทายแง่ยุทโธปกรณ์ทางทหาร โดยเฉพาะการมีส่วนเพื่อบรรเทาสถานะการณ์ความไม่สงบที่ชายแดนใต้ซึ่งอุปกรณ์ป้องกันภัยและเสื้อเกราะมีไม่เพียงพอ และที่มีใช้อยู่ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ งานวิจัยนี้สามารถพัฒนาวัสดุให้เหมาะกับศักยภาพของประเทศ โดยคาดหวังที่จะส่งเสริมให้เกิดการผลิตเกราะหรือวัสดุที่ใช้ทำเกราะขึ้นภายในประเทศได้ในอนาคตอันใกล้ ผลสืบเนื่องจากโครงการทำให้บริษัท พีทีทีพีเอ็ม จำกัด ซึ่งได้เล็งเห็นถึงปัญหาการขาดแคลนเสื้อเกราะกันกระสุนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้การสนับสนุนงบประมานกับ เอ็มเทค ซึ่งร่วมวิจัยและพัฒนากับมหาวิทยาลัยมหิดล ผลิเสื้อเกราะกันกระสุน และสร้างเครื่องจักรสำหรับผลิตเส้นใยโพลีเอทิลีนที่มีสมบัติเชิงกลสูง ตลอดจนสนับสนุนวัตถุดิบเม็ดพลาสติกโพลิเอททิลีนชนิดความหนาแน่นสูง เพื่อช่วยลดการนำเข้าเครื่องจักรและผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศให้สอดคล้องกับแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 100 ชุด
การจำแนกการนำไปใช้ประโยชน์
อุตสาหกรรม : การผลิต
- การพัฒนาคุณภาพของผลผลิต
ความมั่นคง ภัยพิบัติ
อ้างอิง
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.(2552).30 ปี แคตตาล็อกผลงานเด่นกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.กรุงเทพฯ : กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

