การรับจ้างตั้งครรภ์
จาก Thailand Science and Technology Wikipedia
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงานเสวนา "360 องศากับปัญหาแม่อุ้มบุญ" ณ อาคาร สวทช. ถนนโยธี โดยมี ศ.นพ.วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์ ที่ปรึกษาศูนย์กฎหมายสุขภาพ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นพ.สมชาติ สุวจนกรณ์ สูติ-นรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาผู้มีบุตรยาก โรงพยาบาลพระรามเก้า และนางเอ (นามสมมุติ) คุณแม่ที่ใช้บริการ "อุ้มบุญ" ร่วมเป็นวิทยากรแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ....หรือ กฎหมายอุ้มบุญ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้ว ตามที่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ
ศ.นพ.วิฑูรย์ กล่าวว่า ร่างกฎหมายอุ้มบุญฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้คู่สมรสที่ใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์มีสถานะการเป็นบิดาและมารดาของเด็กได้ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการสร้างหลักประกันให้กับเด็ก เนื่องจากกฎหมายปัจจุบันนั้นจะถือว่าหญิงที่คลอดบุตรคือมารดา ขณะที่บิดามารดาซึ่งมี พันธุกรรม ที่สัมพันธ์กันกลับเป็นได้แค่พ่อแม่บุญธรรมเท่านั้น พร้อมกันนี้ก็ยังเป็นการควบคุมไม่ให้มีการนำอสุจิ ไข่หรือตัวอ่อนที่เหลือไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง
"ร่างกฎหมายอุ้มบุญฉบับนี้มีการกำหนดให้ตั้งคณะกรรมการการคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ (กคพ.) ขึ้นมาเพื่อควบคุมกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้มีมาตรฐานตามที่แพทยสภาเป็นผู้กำหนด ซึ่งแม้ปัจจุบันจะมีประกาศแพทยสภาฉบับที่ 1/2540 และ 2/2540 เรื่องมาตรฐานการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์อยู่แล้ว แต่การออกกฎหมายก็จะช่วยให้มีการควบคุมดูแลและบทลงโทษที่ชัดเจนมากขึ้น โดยสาระสำคัญของร่างกฎหมายอุ้มบุญฉบับนี้หลักๆ คือ ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือแพทย์ผู้ให้บริการต้องมีคุณสมบัติตามที่แพทยสภากำหนด คู่สมรสที่เข้ารับบริการให้มีการตั้งครรภ์แทน ต้องเป็นสามี ภริยาที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนหญิงที่รับ ตั้งครรภ์ แทนต้องไม่ใช่บุตรของสามีหรือภริยา และต้องเป็นหญิงที่ผ่านการยินยอมจากสามี พร้อมทั้งผ่านการมีบุตรมาแล้ว เพื่อให้มีประสบการณ์ในการดูแลครรภ์และป้องกันความผูกพันหรืออยากได้บุตรไปเลี้ยงเอง
สำหรับการดำเนินการให้ตั้งครรภ์ ตัวอ่อน ที่ใช้ต้องเกิดจาก อสุจิ และไข่ของสามี-ภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือใช้ตัวอ่อนที่เกิดจากไข่หรืออสุจิของผู้ที่จำทำอุ้มบุญกับไข่หรืออสุจิที่มาจากการบริจาคได้ แต่ห้ามใช้ไข่จากผู้ที่มารับตั้งครรภ์แทนโดยเด็ดขาด ส่วนในเรื่องค่าตอบแทนให้แก่หญิงที่มาตั้งครรภ์แทน เนื่องด้วยการตั้งครรภ์จะต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแลตนเอง ค่าเดินทาง รวมถึงค่าชดเชยที่ต้องหยุดงานในช่วงก่อนคลอดและหลังคลอดนั้นทางแพทยสภาจะเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมและเสนอต่อคณะกรรมการ เพื่อไม่ให้เกิดการกระทำในรูปของการว่าจ้างหรือประโยชน์ทางการค้า และเมื่อเด็กคลอดออกมา ร่างกฎหมายฉบับนี้จะรับรองว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของคู่สมรสที่ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนที่ถูกต้องตามกฎหมาย และมีสิทธิในการรับมรดกโดยชอบธรรมด้วย
นอกจากนี้การทำ เด็กหลอดแก้ว หรือการมี การปฏิสนธินอกมดลูก มักจะมีไข่ อสุจิ หรือ ตัวอ่อนที่เหลืออยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งร่างกฎหมายฉบับนี้จะมีการควบคุมไม่ให้ผู้ให้บริการ หรือบุคคลอื่นใดนำไปใช้ประโยชน์ที่นอกเหนือไปจากการอุ้มบุญที่ถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ต้องการใช้ตัวอ่อนที่เหลือในการศึกษาวิจัยต้องได้รับการอนุญาตจากคณะกรรมการก่อน โดยตัวอ่อนที่ใช้ต้องมีอายุไม่เกิน 14 วัน นับตั้งแต่ที่มีการปฏิสินธิ และไม่นับรวมเวลาในการแช่แข็งตัวอ่อน
ทั้งนี้ด้านบทลงโทษนั้นมีตั้งแต่จำคุก 3-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขึ้นอยู่กับการกระทำความผิด เช่น แพทย์ผู้ให้บริการหากไม่มีคุณสมบัติตามที่แพทยสภากำหนด จะถูกจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้ที่ดำเนินการการตั้งครรภ์แทนในรูปแบบการค้า มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่ผู้ที่ทำตัวเป็นนายหน้า จัดทำโฆษณาหาหญิงตั้งครรภ์แทน หรือมีการเสนอซื้อขาย อสุจิ ตัวอ่อน จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นต้น"
ศ.นพ.วิฑูรย์ กล่าวต่อว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะคุ้มครองเฉพาะกรณีเด็กที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทนเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุทางการแพทย์ทั้งหมด คือเอื้อประโยชน์ให้คู่สมรสที่ต้องการมีลูก โดยที่ภริยาไม่สามารถตั้งครรภ์เท่านั้น แต่กรณีชายหรือหญิงโสดที่อยากจะมีบุตร ด้วยการรับบริจาคไข่หรืออสุจิและอาศัยให้คนอื่นตั้งครรภ์แบบนี้กฎหมายไม่ครอบคลุม นอกจากนี้สิ่งที่มองว่าอาจจะยังเป็นช่องว่างทางกฎหมายที่ควรระมัดระวัง คือ อาจมีบุคคลที่ใช้วิธีการจดทะเบียนสมรสแบบหลอกๆ มาขอใช้บริการ ซึ่งตรงนี้ควรระมัดระวังและต้องมีมาตรการในการตรวจสอบอย่างรัดกุม อย่างไรก็ดีร่างกฎหมายอุ้มบุญฉบับนี้ยังไม่ได้ประกาศใช้ทันที ต้องรอให้สำนักงานคณะกรรมการประสานงานด้านนิติบัญญัติพิจารณาก่อนจะนำเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป ซึ่งคาดว่ายังต้องใช้เวลาตรวจสอบอีกนานพอสมควรกว่าจะได้ประกาศใช้ จึงต้องมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง
ด้านนายแพทย์สมชาย กล่าวว่า ข้อดีสำหรับร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว เป็นการรับรองผู้มีบุตรยากที่ใช้การรักษาโดยวิธีการอุ้มบุญให้มีความรู้สึกว่าได้เป็นพ่อแม่ที่แท้จริงตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมายเดิมไม่ได้รองรับ อีกทั้งคนไข้ที่มีบุตรยากยังถูกมองข้ามจากนโยบายด้านสาธารณสุข ที่ไม่เห็นความสำคัญ ไม่มีการระบุว่าเป็นโรคหรือการเจ็บป่วย อาจเพราะมองว่าประเทศไทยยังมีปัญหาประชากรล้นอยู่
"หากร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านออกมาบังคับใช้ได้จริง ก็จะเป็นประโยชน์กับคนไข้ อย่างน้อยในแง่ของความรู้สึกความเป็นพ่อเป็นแม่ ที่จะได้เห็นใบแจ้งเกิดของลูกระบุว่าพวกเขาเป็นพ่อและแม่ที่แท้จริงมิใช่เพียงพ่อแม่บุญธรรมเหมือนกฎหมายปัจจุบันระบุไว้ ทั้งนี้คำว่า พ่อแม่บุญธรรม ถือเป็นสิ่งที่กระทบกับจิตใจ สร้างความสับสน และยิ่งเป็นการซ้ำเติมกับพวกเขาซึ่งมีลูกยากมากขึ้นไปอีก" นพ.สมชายกล่าวและว่า นอกจากนี้การได้รับสิทธิ์ความเป็นพ่อแม่ที่แท้จริงยังเอื้อให้เขาได้รับสิทธิประโยชน์ที่เขาควรได้รับ เช่น การเบิกค่ารักษาพยาบาล เพราะในกฎหมายปัจจุบันใบเกิดของเด็กจะระบุว่าเป็นพ่อแม่บุญธรรม จึงไม่ได้สิทธิในการเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ เป็นต้น
ส่วนประเด็นในเรื่องของตัวอ่อน ที่เหลือจากการทำเด็กหลอดแก้ว หรือการปฏิสนธินอกมดลูกนั้น นพ.สมชาย กล่าวว่า ในเรื่องนี้เป็นสิทธิ์ของพ่อและแม่ที่เป็นเจ้าของอสุจิและไข่ร่วมกัน ซึ่งการทำอุ้มบุญแต่ละครั้งจะมีใบยินยอมให้มีการแช่แข็งตัวอ่อนที่เหลือ เป็นไปตามกฎของราชวิทยาลัยสูติ-นรีแพทย์แห่งประเทศไทย โดยที่แพทย์ เจ้าของอสุจิและไข่ และผู้อุ้มบุญ รับรู้กันอยู่แล้วว่าจะต้องทำอย่างไร ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นการบริจาคให้คู่สมรสอื่นที่มีปัญหามีบุตรยาก นอกจากนั้นยังมีการระบไว้ว่าหากเก็บไว้จนถึงเวลาที่กำหนด โดยที่ผู้บริจาคไม่มีการทำหนังสือบริจาคไว้ หรือติดต่อขอรับตัวอ่อน ก็จะให้ทำลายทิ้ง อย่างไรก็ดีเนื่องด้วยการเก็บรักษาตัวอ่อนนั้นก็มีค่าใช้จ่ายในการดูแลสูง ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลหลายแห่งมีปัญหาเรื่องตัวอ่อนล้นโรงพยาบาลด้วย ทั้งนี้หากในอนาคตมีกฎหมายมารองรับในเรื่องการจัดการตัวอ่อนแช่แข็ง ก็จะช่วยให้แพทย์และโรงพยาบาลมีแนวทางการจัดการที่ถูกต้อง ชัดเจน และอาจจะเป็นประโยชน์มากขึ้น
ขณะที่ นางเอ (นามสมมติ) คุณแม่ที่ใช้บริการ "แม่อุ้มบุญ" เปิดใจต่อร่างกฎหมายอุ้มบุญฉบับนี้ว่า ตนเองเป็นคนไข้ที่ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ด้วยตัวเอง จึงจำเป็นต้องพึ่ง "แม่อุ้มบุญ" ด้วยการว่าจ้างให้หญิงรายหนึ่งเป็นผู้ตั้งครรภ์แทน โดยใช้ไข่จากคุณเอและอสุจิจากสามี แต่ปัญหาที่เกิดตามมาก็ คือ เมื่อทราบว่าตัวอ่อนเริ่มติดครรภ์แล้ว แม่อุ้มบุญกลับเริ่มเล่นแง่ มีการเรียกร้องสิ่งต่างๆ มากยิ่งขึ้น
"เขาทำอย่างนี้ เหมือนกับการจับเด็กในท้อง ซึ่งก็คือลูกของเราเป็นตัวประกัน ทั้งๆ ที่เราก็ต้องคอยดูแลและเอาใจเขาทุกอย่าง ต้องซื้ออาหารดีๆ ให้กิน ซื้อชุดคลุมท้องให้ และค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็อยู่นอกเหนือต่างหากจากเงินรายเดือนที่เราต้องให้กับเขา
ดังนั้นหากกฎหมายอุ้มบุญออกมา ก็เป็นเรื่องดี เพราะจะทำให้ผู้หญิงอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ด้วยตนเอง สามารถหาแม่อุ้มบุญได้เปิดเผยมากยิ่งขึ้น และสบายใจได้ว่า เด็กที่คลอดออกมาคือลูกของเราตามกฎหมาย" คุณเอกล่าวทิ้งท้าย
แหล่งที่มาข้อมูล: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. ศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย. http://www.nstda.or.th/index.php/nstda-knowledge/1301-law-pregnant เข้าถึงเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2553

