องค์กรต่างๆ

จาก Thailand Science and Technology Wikipedia

ข้ามไปที่: นำทาง, ค้นหา

ในฐานะองค์กรที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมและมีส่วนช่วยพัฒนาสังคมทางวิชาการให้มีความเจริญก้าวหน้าและมีการพัฒนาไปสู่สากล องค์กรต่างเหล่านี้อาจจะเป็นแรงผลักดันหรือเป็นต้นแบบในการจัดทำ OA ให้แก่สังคมหรือชุมชน หรือสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดทำ OA ซึ่งเป็นการส่งเสริมอีกวิธีหนึ่ง โดยการส่งเสริม OA นั้นก็จะขึ้นอยู่กับองค์กรแต่ละประเภท ดังนี้
1. ผู้จัดการประชุมสัมมนา (Conference Organization) ในการจัดประชุมหรือสัมมนาขององค์กรแต่ละครั้ง จะต้องเกิดรายงานการประชุม รายงานความก้าวหน้า หรือเอกสารประกอบการสัมมนาต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ใช้บางกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับองค์กรนั้นๆ เช่น World Health Organization (WHO) จัดการสัมมนาเกี่ยวกับโรคมะเร็ง ผู้จัดการสัมมนาควรนำเอกสารประกอบการสัมมนาเผยแพร่เป็น OA หรือจัดเก็บไว้คลังจัดเก็บเอกสารขององค์กร เพื่อให้ผู้ใช้ในองค์กรหรือบุคคลภายนอกสามารถเข้าใช้ได้อย่างเสรี เป็นต้น ดังนั้น บทบาทหน้าที่ของผู้จัดการประชุมสัมมนาในการส่งเสริม OA ได้แก่

1.1 ตีพิมพ์รายงานการประชุมและเผยแพร่เป็น OA
1.2 กำหนดนโยบายเกี่ยวกับสิทธิ์ของการจัดทำเอกสารต่างๆ เป็น OA

2. ผู้จัดการคลังจัดเก็บเอกสารของสถาบัน (Institutional Repositories Implementers) ผู้จัดการคลังจัดเก็บเอกสารของสถาบันอาจจะเป็นนักสารสนเทศหรือเจ้าหน้าที่ของสถาบันนั้นๆ ควรจะมีความรู้ความเข้าใจทางด้านโปรแกรมการจัดทำคลังจัดเก็บเอกสารของสถาบันและ OA เป็นอย่างดี เพื่อสามารถช่วยส่งเสริมให้เกิด OA อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปฏิบัติ ดังนี้

2.1 ศึกษาเกี่ยวกับการจัดตั้งคลังจัดเก็บเอกสารสถาบันและการบริหารจัดการคลังจัดเก็บเอกสารของสถาบันสารสนเทศอื่นๆ เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาหรือสร้างความร่วมมือกับคลังจัดเก็บเอกสารของสถาบันสารสนเทศของดีให้ดียิ่งขึ้น อาจจะศึกษาได้จาก OpenDOAR http://www.opendoar.org/countrylist.php ที่รวบรวมรายชื่อและการจัดทำของคลังจัดเก็บเอกสารของสถาบันต่างๆ ที่จัดทำในแต่ละประเทศทั่วโลก (University of Nottingham, 2010)
2.2 พัฒนาคำนิยามการบริการ (Service Definition) และ แผนการบริการ (Service Plan) เช่น นโยบายการให้บริการ การถึงกำหนดขอบเขตของการบริการทางด้าน OA
2.3 เลือกแผนงานหรือหลักการของ OA ที่สอดคล้องกับการจัดทำคลังจัดเก็บเอกสารของสถาบัน
2.4 เลือกโปรแกรมที่เหมาะสมกับความต้องการขององค์กรให้มากที่สุด
2.5 ลงทะเบียนคลังจัดเก็บสารสนเทศของสถาบันตนเองในทะเบียนสาธารณะของคลัง Open Archive Initiative (OAI)
2.6 ส่งเสริมการให้บริการและประชาสัมพันธ์ให้บุคลากรในองค์กรใช้บริการแหล่งสารสนเทศ OA\

3. สำนักพิมพ์ (Publications) สำนักพิมพ์เป็นแหล่งจัดทำและเผยแพร่ทรัพยากรสารสนเทศที่สามารถส่งเสริม OA ได้คือ

3.1 ให้ผู้เขียนสามารถคงสิทธิได้เฉพาะสิทธิของการพิมพ์ครั้งแรกและสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น
3.2 อนุญาตให้ผู้เขียนสามารถนำเสนอบทความที่เป็น OA ในคลังจัดเก็บเอกสารของสถาบัน
3.3 ใช้โปรแกรมรหัสเปิดสำหรับการจัดการวารสาร เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่าย เช่นOpen Journal Systems หรือ DPubs
3.4 สำนักพิมพ์ต้องนำลิขสิทธิ์และนโยบายการจัดเก็บบทความวารสารเผยแพร่ที่ Project SHERPA ซึ่งเป็นแนวทางสำหรับผู้เขียนที่สนใจจัดทำ OA สามารถเข้าไปตรวจสอบหรือศึกษารูปแบบการตีพิมพ์ของสำนักพิมพ์ต่างๆ ที่ SHERPA RoMEO ได้ (SHERPA RoMEO, 2010)
3.5 สำนักพิมพ์ควรจัดทำเมทาดาทาของบทความ ภายใต้มาตรฐาน OAI-PMH ซึ่งจะทำให้บทความนั้นได้รับการเผยแพร่ ค้นหา และเข้าถึงมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น สำนักพิมพ์ Inderscience ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ขนาดกลาง ได้สร้างมาตรฐานการจัดเก็บ OAI เพื่อเปิดเป็ดแหล่งสำหรับถ่ายโอนเมทาดาทาของสิ่งพิมพ์ สำนักพิมพ์ Inderscience มีความเห็นว่าการแบ่งปันเมทาดาทาด้วยวิธีเก็บมาตรฐาน OAI-PMH นี้ทำให้ลดค่าใช้จ่ายและการพิมพ์เกิดประสิทธิผลมากขึ้น
3.6 สำนักพิมพ์หนังสือควรใช้กลยุทธ์เดียวกันกับสำนักพิมพ์วารสารในการกำหนดนโยบายหรือแนวคิดการจัดทำหนังสือ OA
3.7 เข้าร่วม PubMed Central Back Issue Digitization เพื่อนำวารสารฉบับก่อนหรือฉบับเก่าย้อนหลังที่ได้จัดพิมพ์มาทำเป็นรูปแบบดิจิทัล
3.8 สำนักพิมพ์ควรเปิดให้ GS เข้ามาเก็บเกี่ยวเมทาดาทา เนื่องจากจะทำให้ผลงานทางวิชาการที่สำนักพิมพ์ได้ตีพิมพ์ เผยแพร่สู่สาธารณะชนได้อย่างกว้างขวาง และรวดเร็ว

4. แหล่งทุนต่างๆ (Foundations) แหล่งทุนมีส่วนช่วยส่งเสริม OA ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดทำ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อยกระดับการเผยแพร่ความรู้ด้านวิชาการ โดยคำนึงถึงการเผยแพร่สารสนเทศที่เป็นสิ่งจำเป็นและเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัย

4.1 จัดทำนโยบายที่สนับสนุนการทำวิจัยโดยการให้เงินทุนในการทำวิจัย และสร้างข้อตกลงให้ผู้รับทุนวิจัยยินยอมที่จะนำผลงานของตนให้บริการ OA
4.1.1 อาจยกเว้นการจัดทำ OA กับงานวิจัยทางทหาร เอกสารสิทธิบัตร และผลงานที่มีวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์
4.1.2 ควรให้ผู้วิจัยเลือกระหว่างการจัดทำแบบคลังจัดเก็บเอกสารของสถาบันและ OAJ ถ้าผู้วิจัยเลือกคลังจัดเก็บเอกสารของสถาบัน ควรจะได้รับอนุญาตให้จัดเก็บผลงานไว้ในคลังจัดเก็บเอกสาร OA ของสถาบันแห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นคลังเก็บเอกสารของสถาบันตนเอง อาจจะเป็นขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยหรือของสถาบันการศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวจะทำให้เอกสารสามารถเข้าถึงและใช้งานร่วมกันได้รวมถึงเป็นการอนุรักษ์เก็บรักษาเอกสารในระยะยาวอีกด้วย
4.2 เมื่อผู้รับทุนวิจัยตีพิมพ์ผลงานวิจัยใน OAJ และเสียค่าใช้จ่ายสำหรับกระบวนการจัดทำ หรือเสนอให้จ่ายค่าธรรมเนียม แหล่งทุนควรจะสนับสนุนต้นทุนค่าเผยแพร่เอกสาร OA เนื่องจากค่าเผยแพร่เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสำหรับการวิจัยและเมื่อมีบทความหรือผลงานวิจัยที่อยู่ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับองค์กร องค์กรควรส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้รับทุนวิจัยส่งผลงานหรือบทความวิจัยเพื่อจัดทำในรูปแบบ OAJ
4.3 สนับสนุนเงินทุนแก่ทางมหาวิทยาลัยเพื่อให้ช่วยจัดทำคลังจัดเก็บเอกสารของสถาบัน
4.4 สนับสนุนเงินทุนสำหรับกระบวนการจัดทำ OAJ
4.5 แหล่งทุนสามารถสนับสนุนทุนให้แก่สำนักพิมพ์ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดทำเอกสาร OA เช่น บรรณาธิการต้องการเปิดตัววารสารฉบับใหม่เป็น OA
4.6 สนับสนุนทุนแก่วารสารเชิงพาณิชย์ทั่วๆไป เพื่อเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปสู่การจัดทำเป็น OA รวมถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายในการจัดทำในรูปแบบดิจิทัล เพื่อบรรณาธิการวารสารต่างๆจะได้นำวารสารของตนไปจัดทำเป็น OAJ ต่อไป
4.7 จัดทำนโยบายหรือเงื่อนไข และรายละเอียดให้แก่ผู้ที่สนใจขอรับทุนการวิจัย และนำไปเผยแพร่ใน SHEARPA JULEIT http://www.sherpa.ac.uk/juliet/ ซึ่งเป็นแนวทางและนโยบายให้แก่แหล่งทุนในการสนับสนุนทุนวิจัย (University of Nottingham, 2009)
ยกตัวอย่างเช่น SPARC ยินยอมที่จะจัดทำคลังเก็บเอกสารขององค์กร เพื่อจัดเก็บและเผยแพร่งานวิจัย ผลงานวิชาการต่างๆ ซึ่ง SPARC ส่งเสริมนโยบายทางด้าน OA และให้ความร่วมมือในการหาแนวทางพัฒนาจัดทำคลังเก็บเอกสารทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค
จากที่ได้กล่าวข้างต้น ถ้าแนวคิด OA ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากทุกภาคทุกส่วนในสังคม จะทำให้เกิดวรรณกรรมทางวิชาการเพิ่มมากขึ้น เกิดสังคมแห่งการวิจัย รวมถึงนวัตกรรมต่างๆในการพัฒนาประเทศชาติ นอกจากนั้น ยังเป็นตัวชี้วัดถึงความก้าวหน้าของประเทศ จากการเกิดขึ้นของงานวิจัย งานวิชาการต่างๆ อีกด้วย
เครื่องมือส่วนตัว