หลักการและแนวคิดในการทำ OA
จาก Thailand Science and Technology Wikipedia
OA มีแนวคิดที่เกิดขึ้นจากความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อในการเผยแพร่ หลักการเบื้องต้นของ OA จากการประชุมที่สำคัญ 3 แห่งคือ the Budapest Open Access Initiative ในปี 2002, the Bethesda Principles ในปี 2003 และ the Berlin Declaration on Open Access ในปี 2003 การประชุมแต่ละแห่งให้คำจำกัดความของ OA ออกมาแตกต่างกันเล็กน้อย แต่มีหลักการพื้นฐานที่ตรงกันคือ “ผู้ใช้เข้าถึงได้ทางอินเทอร์เน็ตทั้งการค้นหาบทความและนำไปอ่าน ถ่ายโอน ทำสำเนา แจกจ่ายต่อ โดยปราศจากเงื่อนไขด้านกฎหมายและค่าใช้จ่าย ผู้เขียนบทความสามารถควบคุมสิทธิ์ในตัวบทความนั้นเมื่อถูกนำไปอ้างถึง และบทความฉบับเต็มต้องถูกนำไปจัดเก็บในคลังความรู้เพื่อให้ผู้ใช้สามารถสืบค้นผ่านอินเทอร์เน็ตได้” (Funk, 2007)
ในการจัดทำเอกสาร OA ในระยะแรกจะเน้นเกี่ยวกับบทความวิจัยเป็นส่วนใหญ่ จึงมีคำที่ใช้เรียกบทความหรือเอกสารที่ถูกนำมาจัดทำเป็น OA เนื่องจากการทำเอกสาร OA นั้นสามารถนำเสนอได้ในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับนักวิชาการและนักวิจัย ประกอบด้วย
- Preprint หมายถึงบทความที่เขียนขึ้นก่อนได้รับการตรวจสอบคุณภาพ (Pre-peer-reviewed) หรือเป็นบทความต้นฉบับที่เขียนขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อส่งให้สำนักพิมพ์นำให้ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาด้านคุณภาพก่อนนำไปตีพิมพ์ และผู้เขียนสามารถนำไปแบ่งปันให้แก่นักวิจัยคนอื่นผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต เช่น ส่งทางแฟกซ์หรืออีเมล์ก่อนส่งตีพิมพ์ เป็นต้น
- Postprint หมายถึงบทความที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Post-peer-reviewed) และผ่านการแก้ไขเรียบเรียงใหม่จากผู้เขียนตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อเตรียมนำไปตีพิมพ์ลงในวารสาร
- E-print หมายถึงบทความที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ใช้เรียกเอกสารทั้งที่เป็น Preprint และ Postprint
- Grey Literature หมายถึงเอกสารอื่นที่ไม่ใช่บทความวารสาร เป็นเอกสารที่ถูกผลิตขึ้นจากรัฐ สถาบันการศึกษา องค์กรธุรกิจหรืออุตสาหกรรม ทั้งที่เป็นสิ่งพิมพ์และเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ แต่ไม่ได้อยู่ในการควบคุมดูแลของสำนักพิมพ์เชิงพาณิชย์ ในอดีตครอบคลุมเอกสารประเภทรายงานเชิงวิชาการ วิทยานิพนธ์ จดหมายเวียน แผ่นประกาศที่ไม่ได้ถูกจัดระเบียบหรือไม่ได้เผยแพร่สู่สาธารณะ มักการใช้เพื่อเผยแพร่ข่าวสารภายในองค์กรเป็นหลักหรือสำหรับใช้ในที่จำกัด ต่างกับ Preprint หรือ Postprint ที่ทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูลออกสู่สาธารณะ
ด้วยแนวคิดในการเผยแพร่ OA ที่หลากหลาย BOAI (2002) จึงเสนอให้มีการจัดทำ OA ขึ้นมา 2 ประเภทเพื่อให้เปิดเป็นสาธารณะให้ผู้ใช้เข้าถึงได้ ประกอบด้วย
1. Self-archiving หรือที่เรียกว่า “Green OA” เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการนำบทความไปตีพิมพ์ในวารสารซึ่งมีหลายขั้นตอนและใช้เวลานานก่อนได้รับการตีพิมพ์ Self-archiving เพิ่มทางเลือกให้ผู้เขียนสามารถนำบทความของตนไปเก็บไว้ในคลังความรู้บนอินเทอร์เน็ตเพื่อให้ผู้อื่นสามารถดาวน์โหลดเอกสารนั้นๆ ได้ โดยผ่านเงื่อนไขข้อตกลงกับสำนักพิมพ์ที่ให้อนุญาตให้เผยแพร่เอกสารประเภทใดลงไปบนอินเทอร์เน็ต Self-archiving มีลักษณะการเก็บทั้งการจัดเก็บบนเว็บไซต์ส่วนตัวของผู้เขียนเอง หรือมีองค์กรต้นสังกัดของผู้เขียนช่วยดูแลในการจัดเก็บและควบคุมเอกสารในคลังความรู้ขององค์กร เอกสารที่นำมาจัดเก็บแบบ Self-archiving เป็นได้ทั้ง Preprint และ Postprint แต่จะไม่มีการประเมินคุณภาพของเอกสารเพื่อนำมาจัดเก็บ
2. Open Access Journal (OAJ) หรือที่เรียกว่า “Gold OA” เป็น OA ที่สำนักพิมพ์จะเป็นผู้นำบทความที่ผู้เขียนได้ส่งมาไปจัดทำเป็น OA โดยที่เจ้าของบทความหรือองค์กรต้นสังกัดเป็นผู้จ่ายค่าจัดทำ OA ให้แก่สำนักพิมพ์ ซึ่งเอกสารที่ทำเป็น OA รวมทั้งบทความที่ตีพิมพ์จะถูกนำไปจัดเก็บในคลังความรู้บนอินเทอร์เน็ตของสำนักพิมพ์หรือแหล่งที่กำหนดไว้เพื่อเผยแพร่พร้อมกัน ผู้เขียนเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดทำทั้งหมด ประเด็นที่สำคัญของการจัดทำแบบ Open Access Journal คือบทความเหล่านั้นจะมีผู้ทรงคุณวุฒิทำการประเมินคุณภาพเพื่อให้เนื้อหาในบทความมีคุณภาพก่อนนำไปเผยแพร่ต่อไป เพราะบนอินเทอร์เน็ตมีข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ยังไม่ได้ถูกคัดกรอง ข้อมูลที่ได้อาจไม่มีคุณภาพหรือไม่สามารถนำไปใช้ได้จริง ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงมีความต้องการให้เอกสารที่ทำเป็น OA มีการตรวจสอบคุณภาพของเนื้อหาเหมือนกับบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารรวมถึงต้องเปิดเป็นสาธารณะเพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้

