สัญญาอนุญาต Open Access

จาก Thailand Science and Technology Wikipedia

ข้ามไปที่: นำทาง, ค้นหา

Open Access (OA) หรือการเข้าถึงแบบเปิดเป็นแนวคิดเปิดที่เป็นสาธารณะ ไม่มีความเป็นเจ้าของซึ่งวารสารวิชาการที่มีการเปิดเผยเนื้อหา (บทความ)ในรูปแบบดิจิทัลที่เข้าถึงได้แบบออนไลน์ได้ฟรีกำลังได้รับความสนใจและมีบทบาทมากจากผู้ที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (“Open Access”, 2010) แต่สิ่งที่ต้องคำนึงในการทำเอกสาร OA จะต้องคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิ์ของเอกสาร OA ซึ่งเป็นการคุ้มครองสิทธิ์ของผู้เขียนซึ่งจะแตกต่างจากการคุ้มครองสิทธิ์ทั่วไป

ปัจจุบันมีกฎหมายคุ้มครองลิขสิทธิ์ของเจ้าของผลงาน ซึ่งกฎหมายดังกล่าวจะให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์ของเจ้าของผลงานเพราะผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นผู้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้นมา โดยการสร้างสรรค์นั้นต้องใช้สติปัญญาและความสามารถ ผู้สร้างสรรค์จึงต้องได้รับความคุ้มครองจากการที่บุคคลอื่นจะนำงานนั้นไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

จากเหตุผลข้างต้น เจ้าของผลงานซึ่งสร้างสรรค์ผลงานในลักษณะวรรณกรรม จึงเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในหนังสือหรือตำรา ข้อเขียน ที่แต่งหรือเรียบเรียงขึ้นนั้น บุคคลใดทำซ้ำ ดัดแปลง เอกสารที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตย่อมเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์มีความรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา ซึ่งระยะเวลาในการคุ้มครองนั้น จากอดีตจะคุ้มครองผลงานสร้างสรรค์เพียง 50 ปี แต่ปัจจุบันได้เพิ่มเป็น 70 ปี และกฎหมายในประเทศสหรัฐอเมริกา ผลงานองค์กรคุ้มครองเป็นระยะเวลาถึง 120 ปี เนื่องจากมีการเพิ่มจำนวนอายุการคุ้มครองเพราะมีกฎหมายปี 1998 Sonny Bono Copyright Term Extension Act (CTEA) ได้เพิ่มอายุคุ้มครองจาก 50 ปี ขึ้นอีก 20 ปี (“ลิขสิทธิ์”, 2553) จะเห็นได้ว่าการที่กฎหมายคุ้มครองลิขสิทธิ์ให้อายุการคุ้มครองผลงานสร้างสรรค์ของเจ้าของผลงานที่มีระยะเวลานานเกินไป จะส่งผลกระทบหลายๆประการ ดังนี้

1. ทำให้องค์ความรู้ไม่ทันสมัย เนื่องจากอายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่นานเกินไป
2. องค์ความรู้เผยแพร่ในวงจำกัด ผู้อื่นไม่สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ เผยแพร่ หรือดัดแปลงต่อได้ เพราะอาจละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์ที่มีอยู่
3. ผู้สร้างสรรค์ผลงานไม่สามารถนำผลงานของตนเองไปใช้ประโยชน์ได้ เนื่องจากผลงานเหล่านั้น บางครั้งจะต้องขออนุญาตจากสำนักพิมพ์ที่ตนจัดส่งองค์ความรู้เหล่านั้นก่อน

กฎหมายลิขสิทธิ์จะมีกำหนดหลักการอีกประการหนึ่งขึ้นมาเพื่อให้สามารถเข้าถึงงานได้โดยไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์ซึ่งเรียกว่า สิทธิโดยธรรม (Fair Use) หรือที่นักกฎหมายไทยบางคนเรียกว่า “ธรรมสิทธิ์” หรือ “การใช้ที่เป็นธรรม” สิทธิโดยธรรม เป็นหลักสากลที่ได้บัญญัติเอาไว้ในกฎหมายลิขสิทธิ์ของหลายๆประเทศที่มีการประกาศใช้กฎหมายลิขสิทธิ์แต่อาจจะมีรายละเอียดของกฎหมายบางประการแตกต่างกันไปเท่านั้น (“ปัญหาลิขสิทธิ์กับการบริการวิชาการ”, 2543)

สิทธิโดยธรรม เป็นกฎหมายที่อนุญาตให้ ทำสำเนา งานที่มีลิขสิทธิ์ในจำนวนจำกัดเพื่อวัตถุประสงค์ในการศึกษา และวิจัย การใช้งานโสตทัศนวัสดุหรือภาพยนตร์ งานศิลปกรรม งานสถาปัตยกรรม การทำสำเนาเพื่อวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการวิจารณ์ รายงานข่าว ใช้ในการสอน (รวมถึงการทำสำเนาหลายชุดเพื่อใช้ในห้องเรียน) งานวิชาการ หรือวิจัย แม้ไม่ถือว่าละเมิดต่อกฎหมายลิขสิทธิ์ และไม่ต้องขออนุญาตก็ตาม (“ลิขสิทธิ์”, 2537) แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้องค์ความรู้เผยแพร่ไปได้อย่างกว้างขวางและใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้เหล่านี้ได้มากเท่าที่ควร ดังนั้นกฎมายจึงได้กำหนดข้อกฎหมายออกมาอีกประการหนึ่ง คือ สัญญาอนุญาตสำหรับใช้ในเอกสาร OA ซึ่งเป็นเอกสารที่มีความประสงค์ให้ผู้แต่งสามารถคงลิขสิทธิ์หรือสิทธิของตนเพื่อช่วยให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานยังคงรักษาสิทธิในผลงาน และผู้ใช้สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ได้เป็นสาธารณะหรืออาจมีการจำกัดสิทธิ์บางประการ

สัญญาอนุญาต (License) คือ สัญญาที่อนุญาตให้ ทำสำเนา ดัดแปลง แก้ไข ผลงานของผู้สร้างสรรค์ผลงานตราบใดที่ยังอยู่ในเงื่อนไขของผู้สร้างสรรค์ผลงานและสัญญาอนุญาต การใช้สัญญาอนุญาตกับงานสร้างสรรค์กับเจ้าของผลงาน ไม่ได้หมายความว่ายกลิขสิทธิ์ของเจ้าของผลงานให้คนอื่น แต่หมายถึงการมอบสิทธิบางประการให้กับคนอื่น ๆ ในสังคม (สัญญาอนุญาต, 2553) ดังนั้น สัญญาอนุญาต คือสิทธิ์ที่ผู้สร้างสรรค์ผลงานได้กำหนดไว้ให้แก่ผลงานของตน เพื่อปกป้องผลประโยชน์จากการนำผลงานไปใช้โดยบุคคลอื่น โดยสัญญาอนุญาต มี 3 แบบ คือ สงวนสิทธิ์ทั้งหมด (All Rights Reserved) สงวนสิทธิ์บางประการ (Some Rights Reserved) และไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ อนุญาตให้นำไปใช้โดยไม่มีเงื่อนไข (Public Domain) (“การส่งเสริม”, 2553)

สัญญาอนุญาตส่วนใหญ่จะมีระดับของสัญญาอยู่ 3 รูปแบบ ที่ไปใช้กันดังนี้ (“การเลือกใช้”, 2552)

  1. สัญญาฉบับภาษาธรรมดา (Commons Deed)
  2. สัญญาฉบับภาษากฎหมาย (Legal Code)
  3. สัญญาฉบับภาษาคอมพิวเตอร์ (Digital Code)


ปัจจุบันสัญญาอนุญาตที่ใช้ในเอกสาร OA มีอยู่หลายประเภท เช่น สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ สัญญาอนุญาตเอกสารเสรีของกนู สัญญาอนุญาต Free Art License สัญญาอนุญาต Apple's Common Documentation สัญญาอนุญาต FreeBSD Documentation License สัญญาอนุญาต Open Audio License สัญญาอนุญาต Open Publication License สัญญาอนุญาตOpen Content License สัญญาอนุญาต Against DRM license เป็นต้น (“Free content licenses”, 2010) ซึ่งสัญญาอนุญาตแต่ละประเภทเหล่านี้ ก็มีเงื่อนไขของสัญญาอนุญาตที่แตกต่างกัน ในที่นี้ขอยกตัวอย่างสัญญาอนุญาตอยู่ 3 ประเภทคือ

  1. สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์
  2. สัญญาอนุญาตเอกสารเสรีของกนู
  3. สัญญาอนุญาต Free Art License


ตัวอย่างการใช้สัญญาอนุญาต


สรุป

ในปัจจุบัน Open Access (OA) หรือการเข้าถึงแบบเปิดเป็นแนวคิดเปิดที่เป็นสาธารณะนี้กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจาก เอกสาร OA เป็นเอกสารที่มีความประสงค์ให้ผู้แต่งสามารถคงลิขสิทธิ์หรือสิทธิของตนเพื่อช่วยให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานยังคงรักษาสิทธิในผลงาน และผู้ใช้สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ได้เป็นสาธารณะหรืออาจมีการจำกัดสิทธิ์บางประการ รวมทั้งสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในด้านต่างๆและยังช่วยให้องค์ความรู้ของผู้สร้างสรรค์สามารถเผยแพร่ไปในวงกว้างได้อีกด้วย แต่สิ่งที่ต้องคำนึงในการนำเอกสาร OA ไปใช้นั้นคือ การรักษาสิทธิ์หรือลิขสิทธิ์ของผู้เขียนตามข้อกำหนดของกฎหมาย ซึ่งกฎหมายได้จำแนกประเภทของกฎหมายออกเป็น กฎหมายลิขสิทธิ์และสัญญาอนุญาตขึ้น โดยการจัดทำข้อกฎหมายของสัญญาอนุญาตขึ้นนั้น เพื่อต้องการให้ผู้อื่นสามารถ ทำสำเนา ดัดแปลง แก้ไข ผลงานของผู้สร้างสรรค์ผลงานตราบใดที่ยังอยู่ในเงื่อนไขของผู้สร้างสรรค์ผลงานและสัญญาอนุญาต การใช้สัญญาอนุญาตกับงานสร้างสรรค์กับเจ้าของผลงาน ไม่ได้หมายความว่ายกลิขสิทธิ์ของเจ้าของผลงานให้คนอื่น แต่หมายถึงการมอบสิทธิบางประการให้กับคนอื่น ๆ ในสังคม

บรรณานุกรม


เครื่องมือส่วนตัว