สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์
จาก Thailand Science and Technology Wikipedia

ภาพที่ 1 สัญลักษณ์ของสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ (“ครีเอทีฟคอมมอนส์”, 2552)
ครีเอทีฟคอมมอนส์ (Creative Commons - CC) ก่อตั้งโดย Lawrence lessig ซึ่งปัจจุบันบริหารงานโดย Joeji Eito (“ครีเอทีฟคอมมอนส์”, 2553) และได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ ศูนย์เพื่อสาธารณะสมบัติ (Center for the Public Domain) เครือข่าย Omidya Network มูลนิธิ Rockefeller Foundation มูลนิธิ The John D. and Catherine T. MacArthur และมูลนิธิ The William and Flora Hewlett Foundation รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากสาธารณะชนทั่วไป (“Creative Commons”, 2009)
CC เป็นองค์กรประเภทไม่แสวงหาผลกำไร ก่อตั้งเมื่อปี 2544 เพื่อส่งเสริมการนำงานด้านศิลปะและวิชาการ ทั้งที่มีลิขสิทธิ์และที่เป็นสาธารณสมบัติ มาใช้งานซ้ำอย่างสร้างสรรค์ CC เสนอให้นักเขียน ศิลปิน นักวิทยาศาสตร์และนักศึกษา เลือกใช้สัญญาอนุญาตแบบต่างๆ ซึ่งมีลิขสิทธิ์และไม่มีค่าใช้จ่าย โดยยืดหยุ่นตามระดับความคุ้มครองและเสรีภาพที่เหมาะสม บนพื้นฐานของแนวคิด “สงวนสิทธิ์บางประการ” แทนที่การใช้สัญญาอนุญาตตามกฎหมายลิขสิทธิ์แบบดั้งเดิมที่อยู่บนพื้นฐานของแนวคิด “สงวนลิขสิทธิ์” ดังตัวอย่างในภาพที่ 2

ภาพที่ 2 พื้นฐานแนวคิด “สงวนสิทธิ์บางประการ” ของครีเอทีฟคอมมอนส์ (“ครีเอทีฟคอมมอนส์”, ม.ป.ป.)
CC ช่วยให้เจ้าของลิขสิทธิ์สามารถให้สิทธิบางส่วนหรือทั้งหมดแก่สาธารณะ สามารถเปิดให้สาธารณชนนำงานของตนไปใช้ได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน เพียงแต่ทำตามเงื่อนไขที่เจ้าของลิขสิทธิ์กำหนดไว้ เช่น อ้างที่มา ไม่ใช้เพื่อการค้า หรือ คงต้นฉบับไม่ดัดแปลง เป็นต้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหาลิขสิทธิ์ต่อการแบ่งปันสารสนเทศ ซึ่งหากมีการนำงานไปใช้โดยผิดเงื่อนไข เจ้าของงานยังสามารถฟ้องร้องและบังคับผู้ที่ทำผิดเงื่อนไข ได้ตามที่กฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครอง
CC เปิดให้สาธารณะแลกเปลี่ยนงานสร้างสรรค์ได้โดยง่าย สะดวก รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างงานใหม่ ๆ ทำให้งานที่ใช้สัญญาอนุญาตดังกล่าว สามารถไหลเวียนไปในสังคมได้อย่างเสรี ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาของเยาวชนและประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงของกลุ่มที่ด้อยโอกาส อีกทั้งช่วยลดการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย ปัจจุบัน ทั่วโลก มีงานที่เผยแพร่โดยใช้ CC ประมาณ 130 ล้านรายการ (“ครีเอทีฟคอมมอนส์”, ม.ป.ป.)
นอกจากจะระบุเงื่อนไขหลักๆ ทั้งสี่อย่างได้แล้ว CC ยังมีสัญญาอนุญาตอื่นๆ สำหรับใช้งานเฉพาะด้านด้วย (“รู้จัก Creative Common License”, 2551) เช่น
- 1. Developing Nations license เปิดโอกาสให้ใช้งานอย่างอิสระ สำหรับประเทศกำลังพัฒนาตราบใดที่อ้างอิงที่มาของงาน และห้ามนำงานไปใช้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เจตนาก็เพื่อให้ประเทศที่กำลังพัฒนาได้เผยแพร่งานอย่างเต็มที่ โดยไม่ถูกประเทศพัฒนาแล้วเอาเปรียบ
- 2. Sampling license สำหรับนำ 'บางส่วน' ของงานไปทำต่อ เช่น ตัดบางส่วนของเพลง วิดีโอ ไปใช้ สัญญาอนุญาตนี้มีสามแบบคือ
- 2.1 Sampling เฉยๆ ใช้งานได้ ยกเว้น advertising ไม่อนุญาตให้สำเนาและเผยแพร่ทั้งหมดของงาน
- 2.2 Sampling Plus เหมือน Sampling และอนุญาตสำเนาเผยแพร่ทั้งหมดของงานได้หากไม่ใช่เพื่อการค้า
- 2.3 Noncommercial Sampling Plus อนุญาตให้ใช้บางส่วนของงานถ้าไม่ใช่การค้า และอนุญาตให้สำเนาเผยแพร่ทั้งหมดของงานได้ถ้าไม่ใช่การค้า
- 2.1 Sampling เฉยๆ ใช้งานได้ ยกเว้น advertising ไม่อนุญาตให้สำเนาและเผยแพร่ทั้งหมดของงาน
- 3. Founders' Copyright ใช้กำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมในการคุ้มครอง แทนที่จะให้คุ้มครองโดยกฏหมายลิขสิทธิ์ ซึ่งคุ้มครองไปจนกว่าเจ้าของจะเสียชีวิต + 70 ปี CC เปิดโอกาสให้เจ้าของงานได้รับการคุ้มครองโดยใช้ Founders' Copyright ที่มีใจความใกล้เคียงกับการคุ้มครองตามกฏหมายลิขสิทธิ์ แต่มีระยะเวลาในการคุ้มครองน้อยกว่า คือเริ่มต้นที่ 14 ปี และอนุญาตให้ต่ออายุได้อีก 14 หรือ 28 ปี
- 4. Music Sharing License อนุญาตให้สำเนา แลกเปลี่ยน เผยแพร่ได้ ตราบใดที่ไม่ทำในเชิงการค้า โดยรวมแล้วเทียบเท่าสัญญาอนุญาตแบบ Attribute - Non Commercial - Non Derivative
เมื่อเปรียบเทียบการเข้าถึงของกฎหมายลิขสิทธิ์กับสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์กับการใช้เกี่ยวกับเอกสาร OA สามารถเปรียบเทียบได้ดังตารางต่อไปนี้
ตารางที่ 1 ข้อเปรียบเทียบการเข้าถึงของกฎหมายลิขสิทธิ์กับสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ (“ลิขสิทธิ์”, 2537)
| กฎหมายลิขสิทธิ์ (Copyright) | สัญญาอนุญาตตรีเอทีฟคอมมอนส์ (Creative Commons) |
|---|---|
| 1. จำกัดสิทธิการเข้าใช้ของผู้ใช้ เช่น เฉพาะสมาชิกเท่านั้น สมาชิกแต่ละระดับก็จะสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้แตกต่างกัน | 1. ไม่จำกัดสิทธิการเข้าใช้ของผู้ใช้ ผู้ใช้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้เท่าเทียมกัน |
| 2. องค์ความรู้เผยแพร่ในวงจำกัด เนื่องจากมีกฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครองผลงานของผู้สร้างสรรค์อยู่ | 2. องค์ความรู้เผยแพร่ไปในวงกว้าง เนื่องจากผู้อื่นสามารถนำผลงานของผู้สร้างสรรค์ผลงานไปดัดแปลง ทำซ้ำหรือต่อยอดได้แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไขของสัญญาอนุญาต |
| 3. สำนักพิมพ์มีบทบาทสำคัญมากต่อผู้สร้างสรรค์ผลงานและผู้นำผลงานของผู้สร้าง สรรค์ไปใช้ เนื่องจากสำนักพิมพ์บางครั้งจะเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ผลงานไว้ และหากจะนำผลงานของผู้สร้างสรรค์ไปใช้จะต้องขออนุญาตจากสำนักพิมพ์ก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์ได้ | 3. สำนักพิมพ์มีบทบาทน้อยต่อผู้สร้างสรรค์ผลงานและผู้นำผลงานของผู้สร้างสรรค์ ไปใช้ เนื่องจากสัญญาอนุญาตช่วยให้ผู้สร้างสรรค์นำผลงานของตนนั้นไปลงในเอกสาร OA และผู้อื่นยังสามารถนำผลงานเหล่านี้ไปต่อยอด ดัดแปลง หรือทำซ้ำได้อีก ภายใต้เงื่อนไขของสัญญาอนุญาตนั้น |
| 4. องค์ความรู้ไม่มีความทันสมัย เนื่องจากตามกฎหมายลิขสิทธิ์แล้ว ผู้อื่นสามารถนำผลงานของผู้ใช้ได้ ผลงานนั้นจะต้องหมดอายุการคุ้มครอง คือ 50-120 ปี ตามเงื่อนไขของกฎหมายลิขสิทธิ์แต่ละประเภท เช่น ผลงานของ นาย ก สร้างสรรค์ผลงานในปี พ.ศ. 2550 ดังนั้นผลงานของ นาย ก จะเป็นผลงานสาธารณะในปี พ.ศ. 2600-2670 | 4. องค์ความรู้มีความทันสมัย เนื่องจากผู้ที่จะนำผลงานของผู้สร้างสรรค์ผลงานไปใช้นั้น สามารถใช้ได้ทันที ทำให้องค์ความรู้สามารถนำไปต่อยอดหรือพัฒนาองค์ความรู้ได้อย่างทันท่วงที ตราบใดที่ยังอยู่ในเงื่อนไขของผู้สร้างสรรค์ผลงานหรือสัญญาอนุญาต |

