สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถกับการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ
จาก Thailand Science and Technology Wikipedia
ความเป็นมา
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เนื่องด้วยตั้งอยู่ในเขตร้อน เป็นที่ทราบกันดีว่า ความหลากหลายทางชีวภาพ หมายถึง ความหลากหลายของแหล่งนิเวศ หรือองค์รวมของสรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งระบบ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับถิ่นที่อยู่อาศัย ความหลากหลายของชนิดสัตว์ ชนิดพืช และสายพันธุ์ และความหลากหลายของระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นองค์ประกอบสำคัญ ทั้งต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ ต่อความมั่นคงทางอาหาร ต่อการแก้ไขปัญหาความยากจน และต่อการพัฒนา ความหลากหลายทางชีวภาพที่ประเทศไทยมีนั้น จัดว่าเป็นมรดกอันล้ำค่ายิ่งของชาติและของโลก ชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ที่พบในประเทศไทยมีจำนวนมากมาย ได้แก่ พืช ประมาณ 20,000 - 25,000 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ประมาณ 302 ชนิด นก ประมาณ 982 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 350 ชนิด สัตว์สะเทินน้ำ สะเทินบก 137 ชนิด ปลา ประมาณ 2,820 ชนิด สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ประมาณ 83,000 ชนิด และจุลินทรีย์ประมาณ 10,000 ชนิด และมีระบบนิเวศหลากหลายไมว่าจะเป็นระบบนิเวศภูเขา ป่าไม้ แหล่งน้ำในแผ่นดิน ทะเล และชายฝั่ง เกาะ และเกษตร ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศที่เคยมีอย่างอุดมสมบูรณ์ได้ถูกคุกคามและลด ลงอย่างต่อเนื่องจากการตัดไม้ทำลายป่า การลักลอบล่าสัตว์ป่า การทำลายระบบนิเวศเพื่อการพัฒนา การถือครองโดยกฎหมาย การค้าพืชป่าและสัตว์ป่า ความกดดันทางเศรษฐกิจและชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่แพร่ระบาด รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จนเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าสัตว์ป่าบางชนิด ได้แก่ กูปรี สมัน และแรดชวา ที่ในอดีตมีอยู่อย่างชุกชุมนั้น ปัจจุบันไม่มีอยู่ในประเทศไทยแล้ว แม้กระทั่งจำนวนช้างป่าที่เป็นสัตว์สัญญลักษณ์ของประเทศนับแต่อดีต ก็ได้ลดลงอย่างรวดเร็ว พืชบางชนิดที่พบในจำนวนน้อยเฉพาะแห่งเดียวเท่านั้นในประเทศไทย ได้แก่ ชมพูภูคา พบที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน ปาล์มเจ้าเมืองถลาง พบที่เขาพระแทว จังหวัดภูเก็ต เป็นต้น ก็ได้ถูกคุกคามถิ่นที่อยู่อาศัยเช่นกัน แม้แต่ระบบนิเวศต่างๆ ก็ถูกคุกคามจนมีพื้นที่ลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมราชินีแห่งพระราชอาณาจักรไทย เมื่อ พ.ศ. 2493 จนถึงปัจจุบัน เป็นช่วงเวลายาวนานถึง 60 ปี ได้ทรงมีพระราชปณิธาน อันแน่วแน่และมั่นคง ที่จะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทำนุบำรุงประเทศและพสกนิกรของพระองค์ ในฐานะพระอัครมเหสีคู่พระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยทรงงานหนัก ตรากตรำพระวรกาย เพื่อขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากของประชาชนให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ยังครอบคลุมไปถึงสรรพชีวิตทั้งหลาย อันหลอมรวมเป็นองค์ประกอบของความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นทรัพยากรพื้นฐานในการดำรงชีวิตของพสกนิกร ทั้งนี้ ทรงตระหนักดีว่าธรรมชาติ คือสายใยแห่งชีวิต ต่างมีความผูกพันและเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง จึงทรงให้ความสนพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่งในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้อัน เป็นถิ่นอาศัยของพืชและสัตว์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญ ทรงตระหนักดีว่าการเปลี่ยนแปลงไปของส่วนใดส่วนหนึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อสมดุล แห่งธรรมชาติอย่างมีนัยสำคัญ พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการคุ้มครองความหลากหลาย ทางชีวภาพนั้น ได้เป็นที่ปรากฏแก่สายตา และประจักษ์ชัดในดวงใจของปวงชนชาวไทยเสมอมา ดังจะเห็นได้จากโครงการในพระราชดำริ พระราชดำรัสและพระราชกระแสรับสั่งในโอกาสต่างๆ อันทรงแสดงถึงความห่วงใยในทรัพยากรธรรมชาติและการคุ้มครองความหลากหลายทาง ชีวภาพที่นับวันจะลดน้อยถอยลง
พระราชดำรัสในโอกาสต่างๆ ทรงแสดงถึงความห่วงใยใส่พระทัย และทรงมีพระปณิธานอันมุ่งมั่นในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลาย ทางชีวภาพ
พระราชดำรัสในโอกาสต่างๆ ทรงแสดงถึงความห่วงใย ใส่พระทัย และทรงมีพระปณิธานอันมุ่งมั่นในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลาย ทางชีวภาพอย่างต่อเนื่องและยาวนาน อันเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการพระราชดำริหลากหลายโครงการที่ดำเนินการจนประสบ ความสำเร็จ ได้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์มาอย่างต่อเนื่องนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังนี้
- "ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นพิภพนั้นมีอยู่อย่างจำกัด ในขณะที่ประชากรของโลกนั้นเพิ่มจำนวนอย่างมากมายและรวดเร็ว ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติ เกิดการขาดแคลนและทำให้การดำเนินชีวิตในโลกใบนี้ยากลำบากขึ้นทุกวัน ภาวะเช่นนี้ก็มิใช่จะเป็นภาวะที่เกิดขึ้นชั่วคราว หากแต่จะต้องเป็นไปโดยตลอดและอาจทวีความรุนแรงขึ้นต่อๆไป แต่ถ้าทุกฝ่ายเห็นใจกัน มีความรอบรู้และเข้าใจว่าเวลานี้ทั่วโลกเกิดความยากเข็ญเพราะภาวะการเงิน ปั่นป่วน สั่นสะเทือน เพราะขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญๆ หลายอย่างแล้วพยายามที่จะอะลุ้มอล่วยกันไป ไม่เห็นแต่ประโยชน์ตัวข้างเดียว ต่างฝ่ายตั้งใจที่จะค้ำจุนกันช่วยเหลือคนละไม้ละมือ ก็พอที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสะดวกสบาย"
พระราชดำรัส วันที่ 7 ตุลาคม 2518
- "ไก่ฟ้าของไทยที่เรียกว่า พญาลอ นี่เป็น.. เขาใช้คำว่า สวยที่สุดและสง่าที่สุดของไก่ฟ้า แต่ว่าเพราะป่าถูกตัดไป จึงค่อยๆ สูญพันธ์ไปอันนี้ ไก่ฟ้าตัวนี้ไม่ใช่แค่สวยเฉยๆ ชอบฟังเพลงด้วย ข้าพเจ้าเลยเอาเทปมาเพื่อให้เขาอารมณ์ดี จะได้ออกลูกแพร่พันธ์ จะได้ให้ช่วยในอาชีพของราษฎรด้วย คือเขาอยู่ใกล้ราวป่า แล้วก็นาเขาไม่ผลิตผล เขาสามารถจะเลี้ยงพันธ์สัตว์ป่านี่ขายให้กับเรา ที่จะนำไปไว้ในป่าสงวน และต่อไปชาวบ้านก็จะรู้สึกว่าป่านี่เป็นสิ่งกีดขวางเขาไม่ให้มีที่ดินที่อยู่อาศัย กลับจะถือว่าป่าเป็นที่ที่ยังผลประโยชน์ให้เขาทุกๆ ทาง"
พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าถวายชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต วันที่ 11 สิงหาคม 2525
- "คนที่ไร้ที่ อยู่ที่ทำกินก็จะต้องรู้สึกว่า พวกที่ต้องการรักษาป่าเป็นศัตรูขัดขวางความสุขของเขา ฉะนั้นป่าก็เป็นที่ต้องห้าม ขัดประโยชน์ของพวกที่ไร้ที่ดิน ทางเลือกทางเดียวคือ ทำให้ป่าเป็นที่อยู่และผลที่เลิศของส่วนรวมคือ"น้ำ" ที่จำเป็นต่อชีวิตที่สุด"
พระราชดำรัส วันที่ 26 ธันวาคม 2525
- "ให้รักษาป่าไม้ให้มากที่สุด อย่าทำลายป่า เพราะว่ามนุษย์เรานี่ถ้าไม่มีป่าซึ่งเป็นทรัพยากรของโลก ป่าและสัตว์ป่าแล้วนี่ ชีวิตของคนเรานี่ไม่สมกับเป็นชีวิตคนเลยมันแห้งแล้ง ไม่ได้ยินเสียงนกร้อง ไม่ได้เห็นสิ่งที่สวยงามน่าดูต่างๆ"
พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าถวายชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต วันที่ 11 สิงหาคม 2526
- "จากเงินของมูลนิธิศิลปาชีพและเงินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็ได้เกิดโครงการขึ้นอีกโครงการหนึ่งเรียกว่า โครงการป่ารักน้ำ เนื่องจากการที่ราษฎรถวายฎีกาว่าผู้ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ขาดที่ดินที่จะอยู่อาศัยและทำมาหากินเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกที ก็มักจะพาครอบครัว อพยพไปอยู่กับญาติ เบียดกันอยู่หาเลี้ยงชีพโดยการรับจ้างไปแต่ละวันบางวันก็ไม่ได้ เว้นแต่จะมีผู้จ้าง ได้อย่างมากที่สุดวันละ 20 บาท ข้าพเจ้ารับทราบถึงสภาพนี้ จึงได้ใช้เงินของมูลนิธิศิลปาชีพและทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ไปเช่าและซื้อที่ดินจากชาวบ้านตั้งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ติดต่อเชื่อมโยงกับหมู่บ้านใหญ่ และให้ราษฏรที่หมู่บ้านใหญ่เป็นผู้ตัดสินเองว่าคนยากจนในหมู่บ้านของเขาคนใดบ้างที่สมควรได้รับการสนับสนุนให้มาอยู่ในหมู่บ้านป่ารักน้ำ โดยที่สมาชิกฝ่ายขายหัวหน้าครอบครัว มีอาชีพปลูกป่าไม้เพาะกล้าไม้ต่างๆ ซึ่งเป็นต้นไม้โตเร็วทั้งนั้น จุดมุ่งหมายแรกคือ มุ่งให้รากของต้นไม้ น้ำรักษาความชุ่มชื่นในแผ่นดิน จุดที่สอง คือต้องการให้ชาวบ้านมีไม้สำหรับเป็นเชื้อเพลิงในการหุงหาอาหารนับว่าเป็นการช่วยตัวเองโดยที่ไม่ต้องไปซื้อหาจากข้างนอก จุดที่สามในเมื่อต้นไม้อายุได้ 3 ขวบขึ้นไป สามารถใช้ไม้นั่น ซ่อมแซมหรือปลูกเพิ่มเติมที่อยู่อาศัยได้นอกจากการปลูกป่า และเพาะกล้าต้นไม่แล้ว ก็ยังสนับสนุนให้ผู้ชายเลี้ยงสัตว์ มีบ่อปลา บ่อกุ้ง เป็นช่างไม้ ช่างปั้น ในขณะที่ภรรยาเป็นสมาชิกทอผ้า ตัดเย็บเสื้อผ้า ทอผ้าห่มทอฝ้ายปนไหมพรมทำนวมสำหรับขายและสำหรับใช้ในหน้าหนาว ด้วยประการฉะนี้ เราทั้งหลายที่ได้รับความสุขความสมบูรณ์จะสบายใจได้ว่า เราได้มีส่วนช่วยกันจัดสังคมที่สามารถเลี้ยงตัวเองเป็นอิสระ"
- "กระจงนี่ชาวบ้านบอกกับข้าพเจ้าว่า เนื้ออร่อยมากเชียวท่าน อร่อยเหลือเกิน บอกเขาว่าอย่าอร่อยเลยมันหายาก ต่างประเทศเขาบอกว่าเป็นกวางที่เล็กที่สุดในโลก เพราะฉะนั้นเราช่วยกันแพร่พันธุ์ดีกว่า อย่าไปกินมันเลยปรากฏว่าเขาเลี้ยงได้อย่างถูกต้อง เขาเลี้ยงได้ถูกใกล้เคียงธรรมชาติมาโดยเขาค้นคว้าเอง"
- "ชาวบ้านได้มีน้ำใจนำเต่ามาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็เลยบอกเขาว่าขอบใจที่ไม่ได้ฆ่าเต่า เป็นการอนุรักษ์สัตว์และนี่ก็เป็นนกที่หาได้ยากแล้วในประเทศไทย ไม่ใช่แต่ในประเทศไทย รู้สึกในหลายๆ ประเทศที่ป่ากำลังจะหมดไป ชาวบ้านก็ทราบว่ามีนโยบายโครงการรักษาอนุรักษ์สัตว์ป่า"
พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าถวายชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต วันที่ 10 สิงหาคม 2527
- "เมื่อคราวที่ข้าพเจ้ารับมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยไว้ในความอุปถัมภ์นั้น ข้าพเจ้ายังไม่ประจักษ์อย่างถ่องแท้ถึงความสูญเสียของทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าของเรา แต่มาบัดนี้ข้าพเจ้ารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นว่าเราหันมาตื่นตัวในการอนุรักษ์มากขึ้น จนถึงกับบรรจุลงในแผนพัฒนาแห่งชาติ แม้ว่ากว่าที่เราจะเริ่มตระหนักนั้นจะกินเวลาหลายสิบปีและสัตว์ป่ารวมทั้งพันธุ์ไม้ซึ่งเคยมีอยู่ในประเทศไทยเพียงแห่งเดียวในโลกอย่างเช่นเนื้อสมัน ได้สูญพันธุ์ไปแล้วหลายชนิดก็ตาม แต่ความผิดพลาดเหล่านี้คงจะเป็นบทเรียนให้เราอนุรักษ์ต่อไปด้วยความรอบคอบและถูกหลักวิธียิ่งขึ้น ข้าพเจ้าเองพยายามสนับสนุนโครงการนี้อีกทางหนึ่ง โดยการช่วยเลี้ยงดูและส่งเสริมการวิจัยสัตว์ป่าที่หายากหลายชนิด เช่น กระจง ละอง ละมั่ง นกกระเรียน ไก่ฟ้า และเป็ดก่า เป็นต้น ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และสมควรจะขอบคุณคณะบุคคลหลายฝ่าย ที่ได้ทุ่มเทอุทิศตนเพื่องานนี้ไว้ด้วย แต่จะให้งานอนุรักษ์สำเร็จได้อย่างแท้จริง เราก็ยังต้องช่วยกันอีกมาก ชาวไทยทุกคนจะต้องเข้าใจว่า การอนุรักษ์นี้มิใช่จะไปขัดขวางการพัฒนา แท้ที่จริงแล้วการพัฒนาระยะยาวกลับจะสำเร็จได้ก็ด้วยการอนุรักษ์ที่ถูกต้อง เราทั้งหลายคงไม่ลืมตัวอย่างที่พลโลกบางประเทศต้องอดอยากล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการไม่สงวนรักษาทรัพยากรธรรมชาตินั่นเอง ประเทศไทยของเราโชคดีที่สามารถจะอนุรักษ์ต่อไปได้อย่างมีความหวังและมีกำลังใจเพราะเรายังเหลือทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็นเพียงพิสำหรับการพัฒนาชาติทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจและวิทยาการ ดังนั้นขอให้เราทุกคนตั้งใจมั่นที่จะปกป้องมรดกอันล้ำค่าของชาตินี้ไว้ให้ดีที่สุด ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะให้คนไทยเราภาคภูมิใจในความงดงามของธรรมชาติและอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดิน ขอให้เราร่วมมือร่วมใจกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่เป็นสมบัติของบ้านเมืองเราตลอดไป "
พระราชดำรัส พระราชทานเพื่อเชิญลงพิมพ์ในหนังสือรายงานผลงานของมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ วันที่ 27 ธันวาคม 2528
- "ในวันนี้ของทุกปี โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติได้เชิญชวนประชาชนทั่วโลก ให้ร่วมเฉลิมฉลองและอุทิศคนเพื่อสิ่งแวดล้อม ยิ่งกว่านั้น บัดนี้ทุกๆคน ได้ตระหนักแล้วว่าธรรมชาติแวดล้อมเรา ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดิน ป่าไม้ แมน้ำ ทะเล และอากาศ มิได้เป็นเพียงสิ่งสวยๆ งามๆ เท่านั้น หากแต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของเรา และการคุมครองสิ่งแวดล้อมของเราไว้ให้ดีนี้เท่ากับเป็นการปกป้องรักษาอนาคตไว้ให้ลูกหลานของเราด้วย นี่แหละคือ ความสำคัญของวันสิ่งแวดล้อมในโลกที่เราได้มาร่วมชุมนุมฉลองกันในวันนี้ ข้าพเจ้าจึงขออวยพรให้โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติประสบความสำเร็จลุล่วงด้วยดีตลอดไป.."
พระราชดำรัส พระราชทานเนื่องในโอกาสเสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานในรายการภาคค่ำของงานวันสื่งแวดล้อมโลก ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย วันที่ 5 มิถุนายน 2531
- "ถ้าเราตัดป่ามากๆ ข้าพเจ้าก็เกรงว่าน้ำของเรานี่ก็จะหมดไป ค่อยๆ ร่อยหรอไป ไม่สมดุลกับการเกิดของประชากรที่ต้องใช้น้ำ ป่าไม้นี้ช่วยซึมซับน้ำฝนไว้ใต้ดิน เรียกว่า ทำนำใต้ดินแล้วค่อยๆ ระบายลงมาเป็นธารน้ำเป็นลำคลองเป็นแม่น้ำที่ให้เราใช้ได้เสมอมา เราจึงควรถนอมรักษาป่าไว้ให้คงอยู่เป็นต้นน้ำลำธาร เพื่อว่าลูกหลานเราจะได้ไม่ลำบาก"
พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าถวายชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต วันที่ 11 สิงหาคม 2534
- "คนไทยทุกคนตระหนักในความสำคัญของป่าไม้ว่ามีประโยชน์นานาประการ นอกเหนือจากจะช่วยขจัดอากาศที่เป็นพิษ เป็นที่อยู่อาศัยของสรรพสัตว์ และเป็นคลังแห่งยารักษาโรคหลายพันหลายหมื่นชนิดที่เราได้ใช้กันอยู่ ตลอดจนที่กำลังรอการค้นคว้าวิจัยอีกเป็นจำนวนมากแล้ว เรายังทราบดีว่า ป่าไม้ทรงคุณค่ามหาศาลในการผลิตำน้ำให้แก่เรา น้ำซึ่งเป็นความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ รวมไปถึงการเกษตรกรรม อุตสาหกรรมและ การพัฒนาต่างๆของชาติ เราจึงมีการรณรงค์ให้ปลูกป่าและปลูกต้นไม้ตามสถานที่ทั่วไปอย่างขันแข็ง เพื่อทำนุบำรุงสภาพแวดล้อม อันจะส่งผลดีไปถึงชาวโลกทั้งมวลต่อไปด้วย"
พระราชดำรัส ในพิธีเปิดการประชุมครั้งที่ 26 ของสภาสตรีระหว่างประเทศ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย วันที่ 24 กันยายน 2534
- "เดี๋ยวนี้เนื่องจาก ป่าไม้ถูกทำลายมาก ก็อยากให้ทุกท่านสนับสนุนการรักษาป่าไม่ใช่เพื่อรักษาสัตว์ป่าอย่างเดียว แต่เพื่อป่าจะได้เป็นที่เก็บน้ำ ป่าจะได้เก็บน้ำไว้ใต้ดิน นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งที่เรียกว่ามีพืชต่างๆ นานา ซึ่งเป็นยาสมุนไพร อะไรก็ได้ที่เราจะค้นคว้าได้เป็นที่พึ่งของพืชเศรษฐกิจต่างๆ .."
พระราชดำรัส ในโอกาสที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ชาวไทยในสหรัฐอเมริกา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมเดอะพล่าซ่า นครนิวยอร์ค วันที่ 9 พฤศจิกายน 2534
- "ประชาชนที่พูดกันว่าฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดุกาลนั้น ความจริงเป็นฝีมือมนุษย์นั่นเอง เพราะฉะนั้นเราจะให้สภาพธรรมชาติกลับคืนมาเหมือนเดิมมีแม่น้ำธารมีน้ำจืด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่อชีวิตมนุษย์และัการพัฒนาประเทศชาติ พวกเราต้องเข้าใจและช่วยกันรักษาป่า เพื่อเราจะได้มีอนาคตและความหวังร่วมกัน ข้าพเจ้าอาจจะได้ทำหน้าที่เพื่อประชาชนมาแล้วหลายเรื่อง แต่ถ้าข้าพเจ้าไม่สามารถทำให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของการรักษษป่าว่าป่านี้ได้ช่วยพิทักษ์น้ำและเก็บน้ำไว้ในดินเพื่อเรา ก็เหมือนกับข้าพเจ้าทำหน้าที่ยังไม่สมบูรณ์ ดังนั้น การที่ท่านทั้งหลายปลูกป่าเพื่อเป็นเกียรติแก่ข้าพเจ้าจึงเป็นสิ่งที่นำความปลาบปลื้มใจมาให้ข้าพเจ้าอย่างมาก.."
พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าถวายชัยมงคลเนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต วันที่ 10 สิงหาคม 2527
- "ข้าพเจ้าจะเล่าให้ท่านทั้งหลายฟัง ถึงป่าดงดิบผืนใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งยังเหลืออยู่ใกล้ๆ กรุงเทพฯ นี้เองป่าแห่งนี้เรียกว่า ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ของภาคตะวันออก คือจังหวัดฉะเชิงเทรา สระแก้ว จันทบุรี ระยอง และชลบุรี มีเนื้อที่กว่า 6 แสนไร่ เป็นต้นน้ำลำธารของแม่น้ำบางปะกง แม่น้ำปราจีนบุรี และแม่น้ำประแสร์ เดิมเคยมีเนื้อที่กว่า 8 แสนไร่ แต่ราษฎรเข้าไปตัดไม้จนทำให้ป่าไม้หายไปประมาณ 2 แสนไร่.."
พระราชเสาวนีย์ พระราชทานอก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา วันที่ 10 สิงหาคม 2537
- "ป่าไม้จะเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญ เป็นแหล่งเก็บกักน้ำตามธรรมชาติที่จะคอยปล่อยน้ำมาให้มนุษย์ได้ใช้อุปโภคบริโภคและทำการเกษตร คือ ถ้ามีน้ำก็สามารถที่จะทำการเกษตรแบบเพียงพอได้เป็นอย่างดีอย่างที่เราเคยดำรงชีวิตอยู่อย่างแต่ก่อนที่มีข้าวในนา มีปลาแม่น้ำลำห้วย มีผักกิน ซึ่งจะเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียงสามารถทำให้เราอยู้ได้อย่างสบายสมควรตามอัตภาพแห่งตน..."
พระราชดำรัส เดือน พฤศจิกายน 2542
- "..เราอยู่กับแผ่นดินนี้มานาน แต่เราไม่ทะนุถนอมไม่อะไรเลย เราอยู่อย่างฟุ่มเฟือยสุรุ่ย สุร่าย เช่น ในแม่น้ำ ลำคลอง พวกเราก็ทิ้งของเสีย แล้วเดี๋ยวนี้ทะเลกลายเป็นถังขยะ ทิ้งลงไปทำให้ของที่หายากอยู่แล้วคือน้ำจืดก็เสียไป น้ำเน่า แม่น้ำเจ้าพระยาก็เน่าไปเยอะ และการเน่าของแม่น้ำเจ้าพระยาก็หมายถึงการสูญเสียสูญสิ้นพันธุ๋ปลาต่างๆ ไปหลายสายพันธุ์ ซึ่งอันนี้น่าตกใจมาก เพราะว่าพวกเราก็รับประทานปลา
ปลาดูจะเป็นอาหารที่ถูกที่สุดสำหรับคนยากคนจน เราก็ปล่อยให้ปลาสูญไปหลายสายพันธุ์แล้ว..."
พระราชดำรัส วันที่ 11 สิงหาคม 2542
- ".. เมื่อป่าหมดไปคนเราก็จะอยู่ไม่ได้ คนกับป่าจึงต้องอยู่ด้วยกัน คือคนคอยดูแลรักษาป่า และป่าก็จะอำนวยประโยชน์ให้แก่คน เป็นการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน..."
พระราชดำรัส วันที่ 26 พฤษภาคม 2543
- "..พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่าอธิบายให้ข้าพเจ้าฟังว่าป่าไม้ชายเลนก็คือที่ที่เพาะพันธุ์ปลา ปลาจะมาวางไข่ ปลาตัวเล็กตัวน้อยจะอาศัยป่าไม้ชายเลนที่อาศัยจนกว่าจะเติบโตแข็งแรงออกไป เรียนที่ละเล็กละน้อย เวลาอยู่ใกล้พระองค์แล้วก็พยายามไปอธิบายให้ชาวบ้านเขา อย่างที่กระบี่ ที่ข้าพเจ้าก็ไปขอกับชาวกระบี่ว่าป่าไม้ชายเลนอันนี้อย่าทำลายเลยขอให้ข้าพเจ้าเถอะ ขอให้เป็นป่าไม้ชายเลนอย่างเดิมเพื่อความนั้งยืนของประเทศไทยเอง.."
พระราชดำรัส วันที่ 11 สิงหาคม 2543
- "..ป่าทุกประเภท เป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติของคนเรา หากปราศจากป่าเสียแล้วคนเราคงจะอยู่กันไม่ได้ จึงต้องรักษาป่าไว้เพื่อให้อยู่ด้วยกันได้ทั้งคนและป่า.."
พระราชดำรัส เดือนกุมภาพันธุ์ 2544
- "...ข้าพเจ้านึกฝันเสมอว่าจะทำยังไง ถึงจะทำแบบพระพุทธเจ้าหลวงได้ ที่ท่านช่วยทำให้เป็นป่า ป่าสำหรับประชาชนอาศัยอยู่ได้ไม่ต้องให้คนกับป่านี่ทะเลาะกัน ถ้าแม้มีป่าก็ไม่ต้องไล่คนออก พระเจ้าอยู่หัวท่านรับสั่งว่าไม่ควรต้องเป็นอย่างนี้เลยซึ่งก็ตอนนี้ก็เห็นทางสำเร็จแล้ว โดยที่ทางกรมป่าไม้ได้สละพื้นที่ป่าไม้ ที่ไม่มีอะไรเลย ว่างเปล่า ไม้โดนตัดไปหมดแล้ว ให้ข้าพเจ้าทำหมู่บ้านในป่านั้น ซึ่งบัดนี้ก็ทำสำเร็จมา 3 แห่งแล้ว ก็ได้จัดประชาชนที่ยากไร้ที่ไม่มีที่อยู่เข้าไปอยู่ในหมู่บ้านเหล่านั้นๆ หมดแล้ว เรียกกันว่าบ้านเล็กในป่าใหญ่ เพราะตกลงกับเขาก่อนแล้ว ว่าจะไมมีการถ่งป่าหรือบุกรุกป่าเข้าไปอีก ถ้าอยากจะอยู่กับข้าพเจ้าในโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ก็ต้องหยุด ชาวบ้านแถวนี้ จะต้องเป็นผู้ที่สนับสนุนทะนุบำรุงดูแลป่าใปในตัว เขาก็สาบานตกลง เลยจัดเขาให้อยู่ในหมู่บ้านต่างๆ ทางเหนือแล้วก็ทางใต้ ทางอีสานยังทำไม่ถึงแล้วผู้เชี่ยวชาญของทางรัฐบาลได้ผลัดกันมาสอนให้ทำนาแบบขั้นบันไดแล้วปลูกพืชผักสวนครัว แล้วไม้ผลแบบเกษตรผสมผลาน แล้วก็ลองปลูกพืชเมืองหนาวเพราะว่าอยู่ในพื้นที่สูงได้รับการ่วยเหลือและเห็นผลสำเร็จ ปีเดียวนี่ยังกับเนรมิต.."
"..โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ก็มี บ้านห้วยหญ้าไซ อยู่ที่ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย รายแรกนี่ก็อยู่ 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทางรถยนต์ไม่มีเข้าถึงหมู่บ้าน เนื่องจากเป็นทางแคบลัดเลาะไปตามไหล่เขา ก็ใช้มอเตอร์ขาเอา ขืนขับรถยนต์รู้สึกจะตกเขาง่ายๆ แล้วยิ่งหน้าฝนยิ่งเดินทางลำบากแต่ข้าพเจ้าก็เตรียมพร้อมให้เขาว่าใครจะอาสาไปอย฿ที่นี่จะสะดวกสบายทุกอย่างนอกจากการเข้าออกไปในเมืองเท่านั้นเอง.."
พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าถวายrพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม 2544
- "..ข้าพเจ้าอยากจะเล่าถึงเมื่อข้าพเจ้าไปภาคเหนือคราวที่แล้ว ก็ไปจัดตังโครงการหมู่บ้านบ้านเล็กในป่าใหญ่ เพราะได้ไปเห็นว่า ชาวไทยภูเขาตามพื้นที่ชายแดนต่างๆ โดยมากมักจะไม่มีที่ทำกินหรือว่าไม่มีบ้านพักก็เตร็ดเตรไปเรื่อยๆ ข้าพเจ้าก็เลยขออนุญาตจากกรมป่าไม้ พื้นที่แต่ละแห่งที่เรียกว่ากลายเป็นไม่ใช่ป่าแล้วถูกตัดไปหมดแล้วนี่ ขอมาบ้างมาจัดตั้งหมู่บ้านโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ เช่น ได้ตั้งขึ้นที่ดอยผ้าห่มปกอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ แล้วก็รับชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่จะมาอยู่ในบ้านนั้น แล้วเราก็จะสอนทุกอย่างวิธีดำเนินชีวิตของเขาให้เขาเป็นสมาชิกศิลปาชีพแล้วในที่สุดก็ให้เขาเป็นผู้ดูแลป่าไม้ด้วย ให้เป็นหู เป็นตาและการตั้งหมู่บ้านนี้ บางครั้งก็โชคดีกลายเป็นหมู่บ้าน หมู่บ้านชาวเขากลายเป็นหู่เป็นตาในการจัดขวางเส้นทางการค้ายาเสพติดด้วย คือเขาก็เป็นหูเป็นตาให้ และก็ยังตั้งที่บ้านหนองห้า ตำบลร่มเย็น จังหวัดพะเยา.."
"..โดยมากชาวไทยภูเขาที่เขาอาสาข้าพเจ้าขึ้นไปอยู่ในหมู่บ้านก็จะมีความสามารถ แต่เขาจะต้องผ่านการสาบานว่าจะเลิกตัดไม้ทำลายป่าจะเลิกการล่าสัตว์ และทางกรมป่าไม้ก็จะช่วยจัดสรรที่ดินที่ไม่มีป่าแล้วนั่นนะ ให้เขาอยู่และให้ครอบครัวละ 2 ไร่ แล้วก็นักเกษตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเข้าไปอยู่ด้วยช่วยแนะนำชาวเขาเหล่านั้นแล้วก็นักเกษตรที่เก่งของกรมวิชาการเกษตร ก็จะไปช่วยทุกหน่วยได้ช่วยหมดก็ได้ใช้พื้นที่ได้ เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเราจะทดลองปลูกพืชผักผลไม้เมืองหนาวที่ไม่เคยปลูกได้ ในเมืองไทยได้อยู่แห่งเดียวคือที่อ่างขาง คือโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อ่างขางที่เชียงใหม่และก็ลองทดลองเลี้ยงสัตว์ที่ทนกับอากาศหนาวเย็นได้.."
"..เมื่อข้าพเจ้าไปอยู่ที่ภาคใต้ ประชาชนมาหาเองมาบอกว่าชาวประมงน้ำตื่นไม่มรเรือใหญ่ที่จะออกไปจับปลา อาชีพเขาคือว่าจับปลาที่น้ำตื้น เขมาบอกว่าเดี๋ยวนี้มันไม่ปลาที่จะให้จับแล้ว เพราะว่าหมดแล้ว ข้าพเจ้าปรึกษาผู้ที่มีความรู้ต่างๆ ที่ประชุมเสนอให้ลองทำปะการังเทียม ซึ่งห่างจากชายฝั่ง 5 กิโลเมตร ระดับความลึกของน้ำราวๆ 10-15 เมตรก็ได้รับความช่วยเหลือจากส่วนราชการต่างๆ มาก เดี๋ยวนี้สามารถวางปะการังเทียมที่ชายฝั่งจังหวัดปัตตานีได้เป็นจำนวนมาก.."
พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าถวายrพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต วันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม 2545
- "..เราทิ้งปะการังเทียมต่างๆ ทำที่จังหวัดปัตตานี นราธิวาส ปัตตานีทำมากแล้วก็เฝ้าดูแล ปรากฏผลได้ดีมากพอไปชาวบ้านก็บอกว่าจับปลาได้ เกิดปลาเล็ก ปลาน้อย ปลาต่างๆ ในที่ที่ไม่เคยมีปลา.."
"..ตั้งแต่ทิ้งปะการังนี่ ปลาต่างๆ มามากขึ้นทุกที ชาวบ้านก็เป็นอันว่าสบายใจได้ จับปลาได้พอมีพอกิน เขาก็มาขอบใจข้าพเจ้า.." "..พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สอนข้าพเจ้าเสมอว่าป่าชายเลนให้ช่วยกันระมัดระวังรักษา เพราะว่าป่าชายเลนเหมือนสถานอนุบาลของสัตว์น้ำเล็กๆ เขายังไมาสามารถเลี้ยงตัวได้ การที่มีป่าชายเลน ก็ทำให้ เขาเลี้ยงตัวได้ และรอดชีวิตเป็นปลาใหญ่ขึ้นมา เป็นกุ้งใหญ่ ปูใหญ่ เจริญเติบโต เป็นอาหารของมนุษย์ต่อไป แต่ถ้าไม่มีป่าชายเลนแล้ว พันธุ์ปลา พันธุ์กุ้ง พันธุ์ปู ก็คงจะค่อยๆสูญไป เพราะเท่ากับเป็นสถานอนุบาล นี่เป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอนข้าพเจ้าไว้ ก็เลยตั้งหน้าตั้งตาสนับสนุนป่าชายเลนและป่าต่างๆ.."
พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าถวายrพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม 2546
- "..อีกเรื่องที่ข้าพเจ้าอยากจะมีความชื่นอกชื่นใจเหลือเกิน คือเรื่องโครงการปะการังเทียมธรรมดาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและข้าพเจ้าไปเยี่ยมทุกภาคของประเทศไทยก็รู้สึกว่า ภาคใต้ที่ยังมีความยากจนอยู่ไม่ใช่น้อย เมื่อ 2 ปีมาแล้ว พระเจ้าอยู่หัวฯ ไม่ได้เสด็จไปที่นราธิวาส ข้าพเจ้าก็ไปคนเดียว ประชาชนก็มาคอยดักพบแล้วบอกว่า ท่านเดี๋ยวนี้นะพวกเรายื่งยากจนมากขึ้นทุกที เพราะว่าออกเรือไปในท้องทะเลหาปลา จะตกปลามาสำหรับรับประทาน และสำหรับขายก็ไม่มีปลา พวกเรามีแต่เรือชนิดที่เรียกว่าเล็กไม่ใช่เรือใหญ่ เป็นชาวประมงทั่วๆ ไปที่ยังยากจน ข้าพเจ้ารู้สึกกลุ้มใจไม่ทราบว่าช่วยเหลือ เพราะว่าประชาชนมาดักพบมาขอความช่วยเหลือด้วยตนเอง เคราะห์ดีจำได้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รับสั่งว่า ประเทศไทยมีนักวิชาการต่างๆ ที่เก่งมาก เก่งเหลือเกิน ข้าพเจ้าก็เลยเชิญนักวิชาการต่างๆ ตั้งแต่ปี 2546 มาร่วมพูดพันถึงว่า ทำยังไงจะให้ประมงเรือเล็กๆไม่ใช่เรือใหญ่ เขาไม่มีทุนพอที่จะมีเรือใหญ่ ก็มีเรือเล็กๆ นี่ ทำยังไงถึงจะให้เขาจับปลาได้ และขายปลา และได้มีปลารับประทาน เช่น ที่น้ำลึก 15-25 เมตร ข้าพเจ้าก็ซาบซึ้งมากเพราะว่าได้พบกับผู้เชี่ยวชาญนักวิชาการของไทยหลายคน ที่มาพบข้าพเจ้าและก็พูดกัน เช่น ดร.จรัญธาดา กรรณสูต รองอธิบดีกรมประมง ดร.ปลอดประสพฯ และพวกของข้าพเจ้าเอง มีท่านองคมนตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เราก็ประชุมกันว่า ทำยังไงดี ทางประมงก็บอกว่า ลองดู ลองทรงทิ้งปะการังเทียมไป ซึ่งสามารถจะช่วยให้มีปลาในที่ติ้นๆ หน่อยนึงได้ และตั้งแต่นั้นข้าพเจ้าก็ได้รับความช่วยเหลือจากทุกหน่วย หลายหน่วยงาน บางหน่วยงานก็ให้รถไฟมา ที่ไม่ได้ใช้แล้ว แล้วก็เรือต่างๆ ที่เก่า ไม่ได้ใช้แล้ว ก็เอามาทำเป็นปะการังเทียม ลองทิ้งลงไป แล้วรองอธิบดีกรมประมงก็ส่งเจ้าหน้าที่ประดาน้ำลงไปถ่ายภาพ หลังจากการทิ้งปะการังเทียมไปแล้วประมาณสักเกือบเดือน ก็ลองส่งเจ้าหน้าที่ประดาน้ำลงไปถ่ายภาพ ก็พบว่าปลานานาชนิดมาชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก ที่ปะการังเทียมอันนี้ข้าพเจ้าไม่เคยทราบ ไม่เคยมีความรู้เลย เช่น ปลาช่อนทะเล ปลาเก๋า ปลากะพงชนิดต่างๆ นี่ข้าพเจ้าดูจากภาพยนตร์ที่นักประดาน้ำของเราไปถ่ายมาแล้ว ดร.จรัญธาดาฯ ก็ปลื้มใจมาก ว่าที่ได้เห็นปลากระทงแทง และปลาหมอทะเล ข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลยในชีวิต ทั้งๆที่ 70 กว่าแล้ว ปลากระทงแทง ปลาใหญ่ ใหญ่เท่ากับคน หนักประมาณ 200 กิโลฯ ดร.จรัญธาดาฯ บอกว่า ปลาที่หายไปนานแล้ว คงจะไม่เข้ามาในบริเวณที่น้ำแค่ 1.5-2.5 เมตร แต่ตอนนี้กลับเข้ามา ปลาหมอทะเล ซึ่งเป็นป่าใหญ่มากทั้งสองชนิด น้ำหนักเป็น 100 กิโลกรัม ราษฏรก็มาหาข้าพเจ้ามาเล่าให้ฟังว่า จากที่ไม่สามารถจะจับปลาได้ และรายได้ไม่พอเลี้ยงครอบครัว เดี๋ยวนี้จับปลาได้มาก มีรายได้เดือนละกว่า 10,000 บาท น่าปลื้มเป็นที่สุด ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณรัฐบาล กรมประมง การรถไฟฯ ที่ช่วยเอาตู้รถไฟเก่าๆ ให้ข้าพเจ้าไปทิ้งในทะเล ปลามันเห็นเป็นอพาร์ทเมนต์สวยมาก มากันเต็ม มาแย่งกันเต็ม ประหลาดมากเลย เดี๋ยวนี้ที่ปลาแปลกๆ มากันเต็มก็กลาย เกิดกลายเป็นที่ว่ายน้ำ ที่นักว่ายน้ำต่างๆ นักประดาน้ำ พากันลงไปดู เห็นปลาต่างๆ มากมายก่ายกอง.."
พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้า ฯ ถวายrชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม 2548
- "..เมื่อข้าพเจ้าแต่งงานก็ได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเอาพระทัยใส่ในทุกข์สุขของราษฎรทุกขณะ ทรงคิดถึงแต่แระโยชน์ของประชาชน ทรงสอนข้าพเจ้าและลูกๆ ทุกอย่าง เช่น สอนถึงประโยชน์ของป่าชายเลน ว่าป่าชายเลนนี่ต้องระวังให้ดี เป็นแหล่งวางไข่ของสัตว์น้ำพวกกุ้ง หอย ปู ปลา ที่ยังเป็นตัวเล็ก ตัวน้อยได้อาศัยอยู่ที่ป่าชายเลนนี้จนกว่าจะเติบโตแข็งแรง ฉะนั้นคุณค่าของป่าชายเลนมีมาก ต้องช่วยกันรักษาเอาไว้ให้ดี ก็ขอให้ทางรัฐบาลช่วยด้วย ขอให้ทุกท่านช่วยด้วย ต่อมาข้าพเจ้าก็นำมาถ่ายทอดสู่ประชาชนให้ช่วยกันรักษาป่า รักษาแหล่งน้ำ รักษาความสะอาด รักษาสิ่งแวดล้อม ได้ผลมั่งไม่ได้ผลมั่ง ตลอดเวลานี่ตั้งแต่สาวๆ จนเจ็ดสิบห้านี่ท่านและอีกอย่างขอวอนทางรัฐบาลและขอวอนทุกท่านหมดเลย ว่าขอให้ช่วยกันรักษาแม่น้ำต่างๆ ไว้ด้วย โดยเฉพาะแมน้ำเจ้าพระยาก็ขอให้คนทางกรุงเทพฯ ช่วยกันรักษา เพราะว่าแต่ก่อนแมน้ำเจ้าพระยานี้เรียกว่าเป็นแหล่งอาหาร ที่ยอดของคนทั้งหลาย และขอให้ช่วยกันประหยัดแหล่งน้ำจืด ก็คือ แม่น้ำเจ้าพระยาก็เป็นแหล่งน้ำจืด ให้ใช้น้ำจืดอย่างรู้คุณค่า.."
พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายrชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม 2550
- "..ทั้งนี้มีเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งที่ประชาชนชาวไทยร่วมกันทำเพื่อเป็นของขวัญให้ข้าพเจ้า คือการปลูกป่า หลังจากที่ข้าพเจ้าได้เรียกร้องประชาชนให้เห็นความสำคัญของป่าไม้ต่อเนื่องกันมาเป็นสิบๆ ปี บัดนี้เป็นที่น่าชื่นใจ มากกว่าประชาชนก็เข้าใจ ข้าพเจ้าพยายามอ่านหนังสือต่างประเทศอยู่ตลอดเวลา เพราะได้ทรายว่าปัญกาต่อไปของชาวโลก ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่เขว่าประมาณอีก 15 ปี น้ำจืดที่พวกเรารับประทานกัน จะเป็นของที่หายากมาก ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่า เมื่ออ่านทราบแล้วก็เกิดความร้อนใจว่า บ้านเราไม่มีแหล่งน้ำใหญ่ๆ มีแต่ป่า ถ้าคนไทยไม่ทราบว่าป่าไม้คืออะไร ป่าไม้ก็คือที่สะสมน้ำไว้ใต้ดินนี่เอง ที่ฤดูฝนแทนที่น้ำฝนจะไหลหลากลงไปที่ทะเล ถ้ามีป่า ป่าเหล่านั้น ต้นไม้ใหญ่ๆ เหล่านั้น จะดูดน้ำไว้ใต้ดิน ใต้ต้นไว้เป็นจำนวนมาก และตามกิ่งก้านทั้งหลายของเขาจะดูดไว้เรียกว่าเป็นแหล่งน้ำที่ดี แล้วก็ออกมาเป็นลำธารน้อยใหญ่.."
พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลที่มาเข้าเฝ้าฯถวายrชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาพระราชวังดุสิตฯ วันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม 2551
- ".. ปีนี้ กลุ่มประมงพื้นบ้านตั้งแต่ปัตตานี ถึงนราธิวาส หลายร้อยคนเขียนจดหมายถึงข้าพเจ้า และก็เซ็นต์ชื่อเป็นบัญชีหางว่าวเลย ขอให้ข้าพเจ้าช่วยจัดการทำปะการังเทียมเพิ่มเติมขึ้นอีก และตอนนี้ใครจะช่วยข้าพเจ้าล่ะ ตอนนี้จะเอาอะไรไปทิ้งให้ปลามันอยู่ ข้าพเจ้าจึงนำมาเล่าให้ท่านทั้งหลายฟังว่า ปะการังเทียมนั้นน่ะ ใช้ได้ผลจริงๆ น่าภูมิใจแทนหน่วยงานทั้งหลาย ที่ช่วยเหลือประชาชนนั้นประสบผลสำเร็จ และข้าพเจ้าก็เลยขอถืโอกาสนี้ส่งข่าวถึงกลุ่มประมงพื้นบ้าน ที่เขาเขียนจดหมายถึงข้าพเจ้า ขอปะการังเทียมเพิ่มด้วยว่า ข้าพเจ้าจะพยายามขอร้อง ขอให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และก็ทุกแห่ง ช่วยกันประสานงาน เชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอก็คงจะเริ่มจัดสร้างพื้นที่บริเวณปะการังเทียมได้อีก เพื่อประชาชนจะได้ไปตกปลา ไปทำมาหากินได้เพิ่ม..."
พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลที่มาเข้าเฝ้าฯถวายrชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาพระราชวังดุสิตฯ วันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2552
- "..โครงการปะการังเทียมนี้ ช่วยประหยัดน้ำมันให้ชาวประมงพื้นบ้านได้ 10 -20 เปอร์เซ็นต์ และมีรายได้เพิ่มขึ้น 20-30 เปอร์เซ็นต์ ทำให้กลุ่มประมงพื้นบ้าน ตั้งแต่ปัตตานี ถึงนราธิวาส หลายร้อยคน ลงชื่อกัน
เป็นหางว่าว เขียนจดหมายมาขอให้ข้าพเจ้า ช่วยจัดทำปะการังเทียมเพิ่มเติม ข้าพเจ้ายังปรารภกับทุกคนว่า ข้าพเจ้าเองไม่รู้เรื่องเลย เกี่ยวกับปะการังเทีม เป็นกรมประมงทั้งนั้น ท่านทั้งหลายก็ว่า คราวนี้หน่วยงานไหนเล่า จะมาช่วยข้าพเจ้าได้ ปรารภไปไม่นาน ผู้ช่วยก็มา หลายหน่วยร่วมมือกัน ร่วมใจบริจาคสิ่งของที่ชำรุด ใช้การไม่ได้ สำหรับทำปะการังเทียม การรถไฟแห่งประเทศไทย สนับสนุนตู้รถสินค้าเพิ่มขึ้นอีก จำนวน 273 ตู้กรุงเทพมหานคร สนับสนุนรถเก็บขยะ ที่ใช้ไม่ได้แล้ว อีกจำนวน 198 คัน กองทัพบก สนับสนุนรถถังจำนวน 25 คัน กองบัญชาการกองทัพไทย สนับสนุนรถบรรทุก 3 คัน สำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สนับสนุนงบประมาณดำเนินการ และกรมประมงเป็นหน่วยงานประสานงาน ปีนี้ จัดทำที่ จังหวัดปัตตานี 9 จุดและจังหวัดนราธิวาส 6 จุด เริ่งงานวันที่ 30 กรกฎาคม ที่ผ่านมา และสร็จเรียบร้อยแล้ว ในช่วงวันเกิดของข้าพเจ้านี่เอง การทำปะการังเทียมนี้ มีคณะกรรมการดูแลทางด้านยุทธศาสตร์การเดินเรือ การประมง และสิ่งแวดล้อม ซึ่งศึกษาผลกระทบต่อคุณภาพน้ำ และแหล่งอาศัยของสัตว์ทะเล อย่างรอบคอบ พบว่าไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อน ของโลหะหนักในสัตว์น้ำ สาวนรถชุดใหม๋ ที่ส่งไปทำปะการังเทียม ก็ผ่านการทำความสะอาดเป็นอย่างดี ไม่มีคราบน้ำมัน คราวนี้มีรถชนิดต่างๆ ให้เลือกมากมาย คงต้องดูว่าปลาจะชอบอาศัยอยู่ในรถชนิดไหน แล้วปีหน้า ข้าพเจ้าจะมาเล่าให้ท่านฟังอีก คราวนี้รถไฟ ของการรถไฟฯ.."
"..โครงการฟาร์มทะเลตัวอย่าง หลายปีมาแล้ว มีผู้ที่ใจบุญมากคือ คุณวาสนา เทพหัสดิน ณ อยุธยา ได้ยกที่ดินให้ข้าพเจ้าแปลงหนึ่ง ที่ตำบลบางแก้ว อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ถึง 82 ไร่เศษ เป็นเนื้อที่ติดชายทะเลข้าพเจ้าปรึกษา ดร.จรัลธาดา กรรณสูตร ผู้เชี่ยวชาญการประมง ดร.จรัลธาดา บัดนี้ ได้มาทำงาน ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อยู่ เธอก็วางแผนงานและดูแลให้ โโยได้รับความร่วมมือ จากนักวิชาการของกรมประมง และช่วยสนับสนุนที่ดิน 82 ไร่นั้น ให้เป็นฟาร์มทะเลตัวอย่าง โครงการนี้รัฐบาลของนายกรัฐมาตรีโโยคุณกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำเงินจากโครงการเพื่อสาธารณประโยชน์ มาสนับสนุน และอีกส่วนหนึ่งมาจากเงินที่ประชาชนมอบให้ข้าพเจ้า ไปทำการกุศล ฟาร์ทะเลตัวอย่างนี้ จะเพาะเลี้ยงสัตว์ทะเลและพืชทนเค็มนานาพันธ์ เพื่อให้ชาวประมง และผู้สนใจ ได้ใช้เป็นแหล่งศึกษา และเรียนรู้ และนำไปปรับใช้ให้เหมาะสแก่สภาพท้องถิ่นของตนต่อไป และยังเปฯที่ที่ช่วยให้ คนมีงานทำเพิ่มขึ้นด้วย ฟาร์ทะเลตัวอย่าง ดร.จรัลธาดาฯ แบ่งเป็น 4 เขต ตามช่วงความเค็มของน้ำทะเล คือ
1) เขตน้ำกร่อย ใช้เพาะเลี้ยงปลาที่เติบโตในน้ำกร่อยได้ เช่น ปลากะพงขาว ปลานวลจันทร์ทะเล ปลากระบอก ปลาม้า เป็นต้น
2) เขตน้ำปกติ ใช้เพาะเลี้ยงปลาทะเล เช่นปลาหมอทะเล ปลาช่อนทะเล ปลาตะคองเหลือง และปลาทู อันนี้ข้าพเจ้าไม่ได้ทราบเอง เขาให้มา บอกมาอย่างนี้ ในคลองผันน้ำของ 2 เขตนี้ ปลูกสาหร่ายทะเลหลายชนิด เช่น สาหร่ายมงกุฏหนาม สาหร่ายเม็ดพริก และสาหร่ายผมนาง เพื่อต่อไปจะได้ทดลอง เลี้ยงหอยเป๋าฮื้อเป็นครั้งแรก ปลูกพืชทนเค็มสูง ตามคันบ่อ เช่นมะพร้าว ผักเบี้ย และโกงกาง
3) เขต้ำเค็มจัดมาก เพาะเลี้ยงไรน้ำเค็ม
4) เขตนาเกลือ ใช้ทำน้ำทะเลผง สำหรับนำไปผสมน้ำจืด ให้เป็นน้ำะเล เพื่อเลี้ยงสัตว์ทะเลในที่ต่างๆ ได้ โครงการนี้ คาดแล้วว่า จะเสร็จต้นปี 2554 และจะเปิดให้ประชาชน เข่าไปศึกษาดูงาน ซึ่งข้าพเจ้าหวังว่า ต่อไปจะช่วยเพิ่มปริมาณสัตว์ทะเล และเป็นอาหารให้กับประชาชนได้.."
พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลที่มาเข้าเฝ้าฯถวายrชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาพระราชวังดุสิตฯ วันพุธที่ 11 สิงหาคม 2553
โครงการในพระราชดำริที่สำคัญ และอนุรักษ์พรรณไม้และป่าไม้้อย่างยั่งยืน
จากพระราชดำรัสที่ทรงพระราชทานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีการดำเนินโครงการพระราชดำริและขยายผลอย่างเป็นรูปธรรม ในด้านต่างๆ ดังนี้
- ในด้านการคุ้มครองพรรณไม้และป่าไม้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า สนับสนุนให้มีการอนุรักษ์ฝื้นฟูป่าไม้และพรรณไม้ตลอดมา โครงการในพราชดำริที่สำคัญและส่งผลให้สามารถอนุรักษ์พรรณไม้และป่าไม้ ไว้ได้อย่างยั่งยืน ได้แก่
1.โครงการคืนชีวิตกล้วยไม้ไทยสู่ไพรพฤกษ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จนพัฒนาเป็นการก่อตั้งมูลนิธิกล้วยไม้ไทย รวบรวม เพาะและขยายพันธุ์กล้วยไม้ไทย จำนวนไม่น้อยกว่า 500 ชนิดและขยายพันธุ์จำนวนไม่น้อยกว่า 2,000,000 ต้น ตามแนวพราะราชดำริของพระบาทสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรกล้วยไม้ให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยตลอดไป และเพื่อเป็นการอนุรักษ์และป้องกันมิให้นำกล้วยไม้ที่ขึ้นตามป่าธรรมชาติอกมาจากป่า เพาะขยายพันธุ์ กล้วยไม้ไทยให้เพิ่มปริมาณมากขึ้น และเพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัยด้านการอนุรักษ์พัธุกรรมตลอดจนการปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ไทย รวมทั้งน้ำกล้วยไม้ไทยที่กำลังสูญพันธุ์ไปจากป่าคืนกลับสู่ธรรมชาติ
2.โครงการอนุรักษ์พันธ์กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ ตามพระราชดำริ ในพื้นที่ภาคเหนือ (ดอยอินทนนท์) จังหวัดเชียงใหม่ สามารถขยายพันธุ์กล้วยไม้ป่าหายากได้เพิ่มมากขึ้น และนำคืนสู่ป่าธรรมชาติ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้นจาการท่องเที่ยว และลดปัญหาการลักลอบนำกล้วยไม้ป่าออกมาจำหน่าย
3.โครงการสวนพฤกษศาสตร์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สนองพระราชดำริจัดตั้งขึ้นในเขตตำบลกละวอ และตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เพื่อให้เป็นที่รวบรวมพันธุ์ไม้ที่ใกล้จะสูญพันธุ์และหายาก
4.โครงการพัฒนาการป่าไม้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สวนป่าสิริกิติ์ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่มีสภาพป่าควรสงวนเป็นแหล้งต้นน้ำลำธาร ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่ให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น โดยน้อมนำนโยบาย ตามแนวพระราชดำริในโครงการป่ารักน้ำ เข้ามาปฎิบัติในพื้นที่โดยให้ "คนอยู่คู่กับป่า" ด้วยการส่งเสริมให้ราษฎรมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของป่าไม้ ที่เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร และในแนวทางที่จะเพาะปลูกโดยไม่ต้องบุกรุกทำลายป่าสนับสนุนให้ราษฎรในพื้นที่มรแนวคิดในการอนุรักษ์ป่า ให้มีศักยภาพในการดูแลป่าด้วยตนเอง
5.โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟู้สภาพป่าไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าละเมิง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำให้รักษาสภาพป่าที่ยังคงสมบูรณ์ไม่ให้ถูกทำลายได้ในพื้นที่ 567,500 ไร่ อนุรักษ์และแพร่ขยายพันธุ์สัตว์ป่าเพื่อปล่อยเข้าสู่ป่า เช่น เก้ง กวาง และเนื้อทราย เป็นต้น และฟื้นฟูสภาพป่าที่ถูกทำลายจนเสื่อโทรมให้สมบูรณ์ดังเดิม รวมทั้งทำให้ราษฎรมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และเข้ามามีสาวนร่วมในการอนุรักษ์ป่า สัตว์ป่า และต้นน้ำลำธารให้มีความสมบูรณ์ต่อไป

