ศาสตราจารย์ ดร. อารันต์ พัฒโนทัย
จาก Thailand Science and Technology Wikipedia
จากงานวิจัยเกษตรเชิงระบบ ไปสู่งานวิจัยพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการผลิตถั่วลิสง : บทเรียนจากประสบการณ์ในการดำเนินงาน
ตลอดเวลากว่า 30 ปี ศาสตราจารย์ ดร. อารันต์ พัฒโนทัยได้ทำงานวิจัย ทั้งที่เป็นงานวิจัยเพื่อปรับใช้ (adaptive research) ในช่วงแรกของการทำงานวิจัยเกษตรเชิงระบบ และงานวิจัยประยุกต์ (applied research) ในการปรับปรุงพันธุ์ถั่วลิสง และในระยะหลังได้ทำงานวิจัยพื้นฐาน (basic research)
งานวิจัยเกษตรเชิงระบบ
ศาสตราจารย์ ดร. อารันต์ พัฒโนทัย เริ่มทำงานวิจัยเกษตรเชิงระบบ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 จากโครงการระบบการปลูกพืชของมหาวิทยาลัยขอนแก่นซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิฟอร์ด โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนาระบบการปลูกพืชสำหรับพื้นที่ที่อาศัยน้ำฝนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตลอดช่วงปี พ.ศ. 2518-2523 โครงการฯ ได้ดำเนินการทดสอบระบบการปลูกพืชโดยอาศัยน้ำฝนหลายแบบ ทั้งในพื้นที่ดอน นาดอน และนาลุ่ม ทำทั้งในสถานีทดลองและในแปลงเกษตรกรควบคู่กันไป พบว่ามีระบบการปลูกพืชจำนวนหนึ่งที่มีศักยภาพ แต่การยอมรับของเกษตรกรมีค่อนข้างจำกัด เนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการขัดกับกิจกรรมอื่นของเกษตรกรและการมีความเสี่ยงสูง ประสบการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นชัดเจนว่า เกษตรกรจะยอมรับเทคโนโลยีก็ต่อเมื่อมีความเหมาะสมกับเงื่อนไขทรัพยากรและสภาพเศรษฐกิจและสังคมของเขา ฉะนั้น การพัฒนาเทคโนโลยี จำเป็นต้องเข้าใจปัจจัยต่างๆ ทั้งทางธรรมชาติและทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของเกษตรกร ประสบการณ์นี้ได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ที่มีคุณค่าอย่างมากแก่นักวิจัยในโครงการฯ
ในช่วงนั้น แนวทางงานวิจัยที่เรียกว่า “งานวิจัยระบบการทำฟาร์ม” ยังอยู่ในช่วงของการเริ่มพัฒนา และ ศาสตราจารย์ ดร. อารันต์ พัฒโนทัยได้มีโอกาสไปร่วมประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการปฏิบัติ กับนักวิจัยจากประเทศต่าง ๆในเอเซียหลายครั้ง โดยมีสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติเป็นแกนกลาง แนวทางนี้เป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลายในระยะนั้นเป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษ หลักการก็คือ การใช้แนวทางเชิงระบบ มองฟาร์มแบบองค์รวม การพัฒนาเทคโนโลยียึดถือความเหมาะสมกับปัญหาและเงื่อนไขของเกษตรกร และโดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกร ขั้นตอนการดำเนินงานเริ่มจากการศึกษาสภาพพื้นที่และวิเคราะห์ปัญหา วางแผน และดำเนินการทดสอบเทคโนโลยีในแปลงเกษตรกร โดยเกษตรกรเป็นผู้ดำเนินการ ประเมินผล และขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นหากได้ผลดี อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาอยู่มากในการปฏิบัติ โดยเฉพาะการวิเคราะห์ให้เข้าใจสภาพ เงื่อนไข และปัญหาของเกษตรกรอย่างแท้จริง
ด้วยความตระหนักถึงปัญหานี้ ในโครงการต่อเนื่อง คือโครงการระบบการทำฟาร์ม ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก USAID ศาสตราจารย์ ดร. อารันต์ พัฒโนทัย และคณะจึงได้หันมาเน้นการพัฒนาวิธีการในการดำเนินงานโดยใช้การปฏิบัติจริงเป็นเครื่องมือ งานที่ทำมีทั้งการทดสอบเทคโนโลยีในฟาร์มเกษตรกร และการศึกษาเจาะลึกเป็นเรื่องๆ โดยใช้วิธีการเชิงระบบ โดยได้นำแนวคิด หลักการ และวิธีปฏิบัติจากหลายแหล่งมาผสมผสานและปรับใช้ ที่สำคัญได้แก่ แนวคิดในเรื่องนิเวศวิทยาของมนุษย์ (human ecology) หลักการและวิธีการวิเคราะห์ระบบนิเวศเกษตร (agroecosystem analysis) และเทคนิคต่าง ๆ ในการประเมินสภาวะชนบทแบบเร่งด่วน (rapid rural appraisal) จนพัฒนาได้วิธีการวิเคราะห์พื้นที่ และวิธีการประเมินสภาวะชนบทแบบเร่งด่วน ที่มีลักษณะเฉพาะของทีมวิจัยเกษตรเชิงระบบของมหาวิทยาลัยขอนแก่น
ในช่วงนั้น ทีมวิจัยได้ใช้เวลาค่อนข้างมาก ในการอบรมเผยแพร่วิธีการเหล่านี้ แก่บุคลากรขององค์กรปฏิบัติหลายแห่ง ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งองค์กรต่างประเทศ ที่สำคัญคือ นักวิจัยของสถาบันวิจัยระบบการทำฟาร์ม (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร) และของศูนย์วิจัยพืชไร่และสถานีเครือข่าย และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรหลายจังหวัด การฝึกอบรมและการดำเนินการร่วมกัน มีส่วนสำคัญที่ทำให้หน่วยงานเหล่านี้ ปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัติในการดำเนินงาน โดยเฉพาะกรมส่งเสริมการเกษตร ภายหลังได้กำหนดเป็นนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ ใช้การวิเคราะห์พื้นที่ เป็นขั้นตอนหนึ่งในการวางแผนงานส่งเสริมการเกษตร
งานอีกด้านหนึ่ง คือการศึกษาเทคโนโลยีชาวบ้าน เรื่องหนึ่งที่ศึกษา คือ การปลูกถั่วลิสงหลังนาโดยไม่ใช้น้ำชลประทาน ของเกษตรกรที่อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งมีเทคนิคการเตรียมดินที่ชาญฉลาด การศึกษาต้องใช้เวลาพอสมควร ต้องศึกษาพื้นฐานประกอบ รวมทั้งต้องเฝ้าดูการปฏิบัติด้วยตาตนเอง จึงได้เข้าใจเทคนิควิธีการปฏิบัติของเกษตรกร แต่พบว่าเมื่อนำกลับมาทำที่ขอนแก่น ต้องมีการปรับ เพราะสภาพดินต่างกัน และต้องมีการใส่ปูนขาวในบางพื้นที่จึงจะได้ผล ระบบนี้ได้มีการทดสอบขยายผลร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร และทางกรมฯ ได้นำไปขยายผลต่อในหลายพื้นที่ จากการศึกษาเรื่องนี้และเรื่องอื่น ๆ อีกหลายเรื่อง ส่งผลให้การศึกษาองค์ความรู้ฝังลึกและเทคโนโลยีของชาวบ้าน การนำมาต่อยอด และการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากเกษตรกรไปสู่เกษตรกร (farmer-to-farmer transfer of technology) เป็นแนวทางหลักอย่างหนึ่งที่กลุ่มวิจัยเกษตรเชิงระบบของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ผลักดันส่งเสริมมาเป็นเวลาช้านาน
การปรับปรุงพันธุ์ถั่วลิสงและการวิจัยพื้นฐานเพื่อสนับสนุน
ศาสตราจารย์ ดร. อารันต์ พัฒโนทัย และคณะได้ดำเนินงานปรับปรุงพันธุ์ถั่วลิสงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 และเป็นแกนนำในการรวมนักวิจัยจากกรมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ก่อตั้งเป็นโครงการถั่วลิสงแห่งชาติ โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก International Development Research Centre (IDRC) ของประเทศแคนาดา และ Peanut Collaborative Research Support Program (Peanut CRSP) ของ USAID จนถึงปี พ.ศ. 2529 ในด้านการปรับปรุงพันธุ์มีการร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ North Carolina State University และ International Crops Research Institute for the Semi-Arid Tropics งานในช่วงนี้เป็นการดำเนินงานปรับปรุงพันธุ์ตามปกติ แต่มีสายพันธุ์ที่คัดเลือกและทดสอบเป็นจำนวนมาก และไม่มีงานศึกษาพื้นฐานสนับสนุน ผลงานที่สำคัญในช่วงนี้ คือ คือ ถั่วลิสงพันธุ์ ขอนแก่น 60-1 และพันธุ์ขอนแก่น 60-3 ซึ่งดำเนินการร่วมกับกรมวิชาการเกษตร พันธุ์ขอนแก่น 60-3 เป็นถั่วลิสงเมล็ดโตพันธุ์แรกที่เผยแพร่เป็นทางการในประเทศไทย
เมื่อได้รับทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัย สำนักกองทุนสนับสนุนการวิจัย (เมธีวิจัยอาวุโส สกว.) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ศาสตราจารย์ ดร. อารันต์ พัฒโนทัย จึงได้หันมาทำงานวิจัยพื้นฐานเต็มตัว เพื่อสนับสนุนการผลิตถั่วลิสง มีการศึกษาพื้นฐานเชิงลึกเพื่อสร้างองค์ความรู้และวิธีการที่จะสนับสนุนการปรับปรุงพันธุ์ถั่วลิสงเพื่อให้ต้านทานต่อโรคยอดไหม้ และเพื่อให้ทนแล้ง การศึกษาการนำแบบจำลองการเจริญเติบโตของพืชมาใช้ในงานปรับปรุงพันธุ์พืช รวมทั้งการศึกษาเบื้องลึกเกี่ยวกับการจัดการซากถั่วลิสงในการปรับปรุงบำรุงดิน ซึ่งแต่ละเรื่องมีประเด็นศึกษาหลายประเด็น การศึกษาเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นงานวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาเอก และปริญญาโท เฉพาะที่เป็นนักศึกษาทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) รวม 17 คน มีผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติจำนวนมาก งานวิจัยเหล่านี้ได้ช่วยให้การปรับปรุงพันธุ์ถั่วลิสงก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ถั่วลิสงพันธุ์ใหม่ที่ ศาสตราจารย์ ดร. อารันต์ พัฒโนทัย และทีมงานได้พัฒนาและเผยแพร่ในช่วงนี้ ได้แก่พันธุ์ มข. 1 มข. 72-1 มข. 72-2 และ มข. 60 ปัจจุบันมีพันธุ์ถั่วลิสงที่ต้านทานต่อโรคยอดไหม้ และที่ทนแล้ง ที่อยู่ในการทดสอบขั้นท้าย ๆ ก่อนที่จะเผยแพร่ออกสู่เกษตรกร
ในระยะหลัง ศาสตราจารย์ ดร. อารันต์ พัฒโนทัยได้เน้นการศึกษาการนำแบบจำลองการเจริญเติบโตของถั่วลิสง มาใช้ในงานปรับปรุงพันธุ์ถั่วลิสง ซึ่งยังมีผู้ศึกษาน้อยมากในโลก งานในระยะแรกมุ่งไปที่การใช้แบบจำลองช่วยในการประเมินความดีเด่นของสายพันธุ์ถั่วลิสงในหลายสภาพแวดล้อม ต่อมาขยายขอบเขตไปถึงการศึกษาเกี่ยวกับปฏิกิริยาสัมพันธุ์ระหว่างพันธุ์กับสภาพแวดล้อม และการหาลักษณะทางสรีรวิทยาที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการให้ผลผลิตของพันธุ์ถั่วลิสง งานเหล่านี้เป็นวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาเอก 5 คน และผลงานได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติกว่า 15 เรื่อง
บทสรุป
จากประสบการณ์ในการดำเนินงานที่ผ่านมา งานวิจัยแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยเพื่อปรับใช้ งานวิจัยประยุกต์ หรืองานวิจัยพื้นฐาน ต่างก็มีคุณค่า มีความยากลำบาก และมีความท้าทายไปคนละแบบ ที่เหมือนกันก็คือ ต้องการความมุ่งมั่น เกาะติด และกล้าเผชิญกับความท้าทายเหล่านั้น ศาสตราจารย์ ดร. อารันต์ พัฒโนทัยได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย จากการทำงานแต่ละด้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่า โดยเฉพาะการเรียนรู้จากเกษตรกร
การเกษตรมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องมากมาย และสัมพันธ์เกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน การใช้เฉพาะเทคโนโลยีอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาและการพัฒนาการเกษตร ต้องมีปัจจัยเกื้อหนุนอย่างอื่นอีกหลายด้าน การพัฒนาการเกษตรจึงต้องการความรู้ความเข้าใจในปัจจัยเงื่อนไขต่าง ๆ ทั้งที่เป็นผลกระทบในวงกว้าง และที่เป็นเงื่อนไขเฉพาะท้องที่ ต้องการงานวิจัยทั้งสามประเภท ที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน โดยไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยงานวิจัยประยุกต์ หรืองานวิจัยเพื่อปรับใช้ เมื่อทำไปได้ถึงขั้นหนึ่งก็มักจะถึงทางตัน ต้องการองค์ความรู้พื้นฐานมาสนับสนุน งานวิจัยที่ยิ่งใกล้เกษตรกร ยิ่งต้องการองค์ความรู้พื้นฐานที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นในการอธิบายหรือขยายผล เพราะมีปัจจัยที่ไม่อยู่ในการควบคุมเป็นจำนวนมาก แต่พบว่ายังขาดองค์ความรู้พื้นฐานเหล่านี้อยู่มาก การเชื่อมโยงงานวิจัยพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง หรือทำควบคู่กันไปกับงานวิจัยประยุกต์และงานวิจัยเพื่อปรับใช้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น
ขณะเดียวกัน ก็ยังมีความรู้ฝังลึกและเทคโนโลยีของชาวบ้านอยู่อีกมาก ที่รอการศึกษาเพื่อหาคำอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ และการนำมาใช้ประโยชน์และพัฒนาต่อยอดให้ดีขึ้น
ในการดำเนินงาน ประการสำคัญก็คือ ต้องมีกลุ่มนักวิจัยที่ทำงานร่วมกันเป็นทีมแบบสหสาขาวิชา มา ทีมงานที่ดี ทำงานสอดประสานและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ย่อมทำให้ผลงานก้าวหน้าไปด้วยดี และทำงานด้วยกันอย่างเป็นสุข
สุดท้ายนี้ใคร่ขอขอบคุณสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่ให้ทุนสนับสนุนการทำวิจัยพื้นฐาน และขอบคุณทีมวิจัยและนักศึกษาทุกท่านที่ร่วมในโครงการฯ รางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นอันเป็นเกียรติอย่างสูงในครั้งนี้ ก็มาจากผลงานที่ทุกท่านได้ร่วมสร้าง ทุกท่านจึงมีส่วนในรางวัลที่ได้รับครั้งนี้ด้วย

