ศาสตราจารย์ ดร. ทัศนีย์ อัตตะนันทน์

จาก Thailand Science and Technology Wikipedia

ข้ามไปที่: นำทาง, ค้นหา

ประวัติความเป็นมา

ในปี 2550 ประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกพืชประมาณ 150 ล้านไร่ ใช้ปลูกข้าว พืชไร่ พืชผัก และไม้ยืนต้นร้อยละ 59.5, 20.8, 3.8 และ 15.9 ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด ตามลำดับ ปุ๋ยจึงมีความสำคัญ

ในการผลิตพืชเหล่านั้น แต่ปุ๋ยเคมีเป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศและมีการใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2543 นำเข้า 2.62 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเป็น 4.39 ล้านตันในปี 2550 และในจำนวนนี้ปุ๋ยเคมีร้อยละ 42.7

ใช้ในการปลูกข้าว (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 2551)

ในปี 2528 ใช้ปุ๋ยเคมีในการปลูกข้าว 589,697 ตัน (เฉลี่ยไร่ละ 9.92 กก.) และในปี 2549 ใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้นเป็น 1,623,123 ตัน (เฉลี่ยไร่ละ 28.21 กก.) อัตราการใช้ปุ๋ยเคมีต่อไร่ในนาข้าวเพิ่มขึ้นเกือบ

3 เท่า แต่ผลผลิตของข้าวเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 34.7 (จาก 317 เป็น 427 กก.ต่อไร่)

เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงใช้คำแนะนำปุ๋ย โดยเฉพาะไนโตรเจน (เอ็น) ฟอสฟอรัส (พี) และโพแทสเซียม (เค) เป็นแบบกว้างๆ ตัวอย่างเช่น ใช้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 หรือ 15-15-15 อัตรา 30-50 กก.ต่อไร่

สำหรับการปลูกข้าวหรือข้าวโพดในดินทุกชนิดและทุกจังหวัด ที่เรียกว่า “การใช้ปุ๋ยเสื้อโหล” (เสื้อมีขนาดเดียว) ไม่มีการวิเคราะห์ดิน แม้ว่าต่อมาจะพัฒนาเป็น “การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน” (เสื้อมีขนาด เล็ก

กลาง ใหญ่) โดยนำค่าวิเคราะห์ เอ็น-พี-เค ในดินขณะนั้น มากำหนดคำแนะนำการใช้ปุ๋ย แต่ในทางปฏิบัติก็ยังห่างไกลความเป็นจริง

ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การใช้ปุ๋ยเคมียังไม่มีประสิทธิภาพ หากใช้ปุ๋ยผิดสูตรและปริมาณไม่เหมาะสมย่อมส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของพืช แต่ถ้าใส่ปุ๋ยเกินความต้องการของ

พืช นอกจากจะสูญเสียทางเศรษฐกิจแล้ว ยังสร้างปัญหาให้แก่สิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ระหว่างปี 2540-2551 โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กลุ่มวิจัยจึงได้ริเริ่มและพัฒนาเทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยที่มีความแม่นยำสำหรับข้าว ข้าวโพด และอ้อย อีกทั้งต้องการให้

เป็นเทคโนโลยีที่เกษตรกรตัดสินใจใช้ปุ๋ยได้อย่างถูกต้องด้วยตนเอง

ในที่นี้เรียกว่า เทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” (เสื้อมีขนาดพอดีตัว) โดยนำข้อมูลพันธุ์พืช แสง อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน ชุดดิน และ เอ็น-พี-เค ในดินในขณะนั้น มากำหนดคำแนะนำการใช้ปุ๋ย เมื่อใช้ปุ๋ยถูกสูตร ถูก

ปริมาณ ถูกเวลา และถูกวิธี พืชย่อมแข็งแรง ส่งผลให้ปัญหาโรคและแมลงลดลง ผลผลิตเพิ่มขึ้น และต้นทุนการผลิตลดลง

บุคลากรของกลุ่มวิจัย

กลุ่มเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ประกอบด้วยบุคลากรจากหลากหลายองค์กร ได้แก่ Kyoto University, University of Hawaii, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการ

เกษตร กรมการข้าว และมูลนิธิพลังนิเวศและชุมชน

ทีมที่ปรึกษาประกอบด้วยบุคลากรระดับปริญญาเอก 4 คน ส่วนทีมวิจัยประกอบด้วยบุคลากรระดับปริญญาเอก 7 คน ระดับปริญญาโท 21 คน และระดับปริญญาตรี 4 คนต่ำกว่าปริญญาตรี 1 คนโดยมี ศ.ดร.

ทัศนีย์ อัตตะนันทน์ เป็นหัวหน้าทีม

กรอบแนวความคิดของกลุ่มเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด”

หลักคิดพื้นฐานของการพัฒนาเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ได้จาก “การเกษตรแม่นยำ” ที่เกษตรกรในประเทศสหรัฐอเมริกาถือปฏิบัติมากว่า 10 ปี โดยนำมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับสภาพไร่นาขนาดเล็กใน

ประเทศไทย (Attanandana et al., 1999)

เริ่มจากการใช้แบบจำลอง DSSAT (Decision Support System for Agrotechnology Transfer) พัฒนาคำแนะนำปุ๋ยไนโตรเจน ใช้โปรแกรม PDSS (Phosphorus Decision Support System) พัฒนาคำ

แนะนำปุ๋ยฟอสฟอรัส และใช้สมการ Mitscherlich-Bray พัฒนาคำแนะนำปุ๋ยโพแทสเซียม ซึ่งต่อมาได้พัฒนาคำแนะนำปุ๋ยโพแทสเซียมเฉพาะพื้นที่ขึ้น (Yost and Attanandana, 2006)

ประดิษฐ์ชุดตรวจสอบ NPK และ pH ในดินแบบรวดเร็ว และคู่มือสำรวจชุดดินในภาคสนามอย่างง่าย เพื่อให้เกษตรกรสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง ทั้งยังแก้ปัญหาค่าใช้จ่ายที่สูงและความล่าช้าของการ

วิเคราะห์ดินในห้องปฏิบัติการ

พัฒนาโปรแกรมจำลองการปลูกพืชที่สลับซับซ้อนให้มาอยู่ในรูปที่ง่ายสำหรับการใช้งานของเกษตรกร พร้อมกับพัฒนาโปรแกรมคำแนะนำ “ปุ๋ยสั่งตัด” สำหรับข้าว ข้าวโพด และอ้อย (เฉพาะภาคอีสาน)

เสร็จเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ ยังพัฒนากระบวนการคัดเลือกเกษตรกรผู้นำให้ร่วมทำแปลงทดสอบและแปลงสาธิต ซึ่งจะช่วยให้การถ่ายทอดเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ไปในวงกว้างได้ง่ายขึ้น รวมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถ

ของเกษตรกร ด้วยการปรับกระบวนทัศน์ของเกษตรกรให้หันกลับมาพึ่งตนเอง ให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาท้องถิ่น และกระตุ้นให้สร้างเครือข่ายเกษตรกร เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

เป็นรูปแบบการบูรณาการงานวิจัยพัฒนาและงานส่งเสริมการเกษตรเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นตัวอย่างหนึ่งของ “นวัตกรรมระบบการวิจัย”

จุดเด่นของกลุ่มเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด”

ขุดตรวจสอบ NPK ในดินช่วยให้เกษตรกรวิเคราะห์ดินได้ด้วยตนเอง สะดวก รวดเร็ว ประหยัด และราคาถูกกว่าของต่างประเทศ ทั้งยังใช้จัดการเรียนการสอนในระดับมัธยมได้ด้วย
เทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ช่วยให้ใช้ปุ๋ยได้เหมาะกับดินและพืช ทำให้การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชลดลง ไม่สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม ส่วนโปรแกรมคำแนะนำ “ปุ๋ยสั่งตัด” ช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจได้

ตั้งแต่ก่อนปลูกพืช ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ตอบได้ว่า ถ้าใช้ปุ๋ยตามคำแนะนำ จะได้ผลผลิตเท่าไร? และเมื่อคีย์ข้อมูลราคาปุ๋ย ค่าใช้จ่ายอื่นๆ และราคาขายผลผลิต ก็จะได้คำตอบว่า กำไรเท่าไร?

คำแนะนำ “ปุ๋ยสั่งตัด” สามารถนำไปใช้ในพื้นที่อื่นๆ ชุดดินอื่นๆ หรือพันธุ์พืชอื่นๆ ได้ โดยการปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน และเปลี่ยนฐานข้อมูลหลักที่สำคัญ เช่นเดียวกับระบบสนับสนุนการตัดสินใจ

หรือแบบจำลองการปลูกพืชที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ

การเสริมสร้างขีดความสามารถของเกษตรกรทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ คิดพึ่งตนเอง คิดอย่างเป็นระบบ เห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นและการทดลองในไร่นาด้วยตนเอง รวมทั้งการยกระดับ

ความรู้เรื่องดินและปุ๋ยให้แก่เกษตรกร สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญยิ่งในการพัฒนาภาคเกษตรกรรมของไทยให้มั่นคงยั่งยืน

รูปแบบการบูรณาการงานวิจัยพัฒนาเข้ากับงานส่งเสริมการเกษตร ให้เกษตรกรผู้นำทำแปลงทดสอบและแปลงสาธิต นับเป็นตัวอย่างหนึ่งของ “นวัตกรรมระบบการวิจัย” ที่เพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพ

ในการทำงาน ทำให้การขยายผลงานวิจัยได้ง่ายขึ้น เกิดผลงานวิชาการตีพิมพ์ ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ รวมทั้งผลพลอยได้จากงานวิจัยในรูปของสื่อการศึกษาสำหรับเกษตร

ขั้นตอนการใช้เทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด”

การใช้เทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” มี 3 ขั้นตอน
1. ตรวจสอบข้อมูลชุดดิน (Soil series) ใช้คู่มือสำรวจชุดดินในภาคสนามอย่างง่าย สอบถามได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด หรือตรวจสอบจากเว็บไซต์ www.soil.doae.go.th
2. ตรวจสอบปริมาณ เอ็น-พี-เค ในดิน ใช้ชุดตรวจสอบ เอ็น-พี-เค ในดินแบบรวดเร็ว ซึ่งเกษตรกรวิเคราะห์ได้ด้วยตนเองภายใน 30 นาที สอบถามได้ที่ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัย

เกษตรศาสตร์ โทรศัพท์ 02 942 8104 – 5

3. ใช้ปุ๋ยตามคำแนะนำ ศึกษาจากคู่มือคำแนะนำการใช้ “ปุ๋ยสั่งตัด” หรือโปรแกรมคำแนะนำการใช้ “ปุ๋ยสั่งตัด” ซึ่งดาวน์โหลดโปรแกรมได้ฟรีจากเว็บไซต์ www.ssnm.agr.ku.ac.th

หมายเหตุ ควรวิเคราะห์ดินก่อนปลูกพืช 3 ฤดูปลูกติดต่อกัน เพื่อปรับการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จากนั้นแนะนำให้วิเคราะห์ดินทุก 2 ปี

ผลการดำเนินงาน

1. ด้านเศรษฐกิจของเกษตรกร
1.1 ลดต้นทุนการผลิต ในปี 2550 กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำโครงการบูรณาการลดต้นทุนการปลูกข้าวในเขตชลประทานภาคกลาง 8 จังหวัด เทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ช่วยประหยัดค่าปุ๋ย 241 บาท

ต่อไร่ ขณะที่ค่าสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชลดลง 178 บาทต่อไร่ และค่าเมล็ดพันธุ์ลดลง 91 บาทต่อไร่ รวมต้นทุนการผลิตลดลง 510 บาทต่อไร่ต่อฤดูปลูก (ตารางที่ 1)

นอกจากนี้ พบว่าชาวนาใช้ปุ๋ยไนโตรเจนและปุ๋ยฟอสฟอรัสเกินความต้องการของข้าวถึง 65% และ 43% ตามลำดับ แต่ใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมไม่เพียงพอ เกิดปัญหาเมล็ดลีบ ต้องเพิ่มปุ๋ยโพแทสเซียม 48%

ส่วนผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น 7% (ตารางที่ 2) ฉะนั้น ในนาข้าวชลประทาน 10 ล้านไร่ ต้นทุนการผลิตข้าวจะลดลงมากกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี

ตารางที่ 1 ต้นทุนการผลิตข้าวที่ลดลง (บาทต่อไร่ต่อฤดูปลูก)

จังหวัด เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมี สารฆ่าแมลง รวม
อ่างทอง 60 157 210 427
ชัยนาท 120 275 330 725
อยุธยา 120 311 120 551
นครปฐม 62 220 50 332
เฉลี่ย 91 241 178 510

ที่มา: 1. เวทีสรุปผลของโครงการบูรณาการลดต้นทุนการปลูกข้าวในเขตชลประทานภาคกลาง 2. ราคาปัจจัยการผลิต ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2550

ตารางที่ 2 ปุ๋ยเคมี (กก./ไร่) และผลผลิตข้าว (กก./ไร่)
จังหวัด เอ็น พี เค ผลผลิต



1.2 เพิ่มผลผลิต เทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 35-200% ในพื้นที่เพาะปลูก 6 ล้านไร่ ถ้าผลผลิตข้าวโพดเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเพียง 50% เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 9,000

ล้านบาทต่อปี (ทัศนีย์ อัตตะนันทน์ และคณะ 2543 2544 และ 2546)

สำหรับอ้อย คำแนะนำ “ปุ๋ยสั่งตัด” เพิ่งเสร็จเฉพาะในภาคอีสาน พบว่า ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากไร่ละ 15.2 ตัน เป็น 17.1 ตัน ขณะที่ต้นทุนการผลิตไม่แตกต่างกัน ทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้นไร่

ละ 2,023 บาท

2. ด้านสิ่งแวดล้อม

2.1 ลดการปนเปื้อนของปุ๋ยเคมีสู่สิ่งแวดล้อม การใส่ปุ๋ยเกินความต้องการของพืชย่อมมีส่วนที่หลงเหลือตกค้างอยู่ในดิน ปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำใต้ดิน ระเหยกลายเป็นแก๊สสู่บรรยากาศ และถูกชะล้างเคลื่อน

ย้ายไปกับหน้าดินที่ถูกกัดเซาะ(Ruan and Johnson, 1999) การใช้ปุ๋ยเคมีให้พอดีกับความต้องการของพืชจึงช่วยลดการปนเปื้อนของปุ๋ยเคมีสู่สิ่งแวดล้อม

2.2 เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ในการวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรไถกลบตอซังข้าวและปลูกปุ๋ยพืชสดบำรุงดิน เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน เป็นการเพิ่มความ

อุดมสมบูรณ์ของดินไปพร้อมๆ กัน (กรมพัฒนาที่ดิน, 2551)

2.3 ลดการเสื่อมโทรมของดิน เกษตรกรในพื้นที่เขตชลประทานปลูกข้าวโดยเฉลี่ย 5 ครั้งใน 2 ปี ทำให้ดินเสื่อมโทรมและศักยภาพในการให้ผลผลิตของดินลดลงในระยะยาว (Morris et al., 2000) อีกทั้ง

ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เกิดการระบาดของโรคแมลง ได้แนะนำให้เกษตรกรปลูกข้าวปีละ 2 ครั้ง ซึ่งส่งผลดีต่อการปรับปรุงคุณภาพดิน ดินได้พักตัวจากสภาพน้ำขัง การสลายตัวของสารอินทรีย์บางชนิด

สมบูรณ์ขึ้น ลดการเป็นพิษจากกรดอินทรีย์และก๊าซมีเทน และช่วยตัดวงจรชีวิตของศัตรูพืช เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่นสีเขียว และหอยเชอรี่ เป็นต้น การระบาดของศัตรูพืชจึงลดลง

3. ด้านสังคมของชุมชน

3.1 เพิ่มความเข้มแข็งให้กับชุมชน (empowerment) การเสริมสร้างศักยภาพให้กับเกษตรกรโดยการจัดเวทีหลักคิด เวทีหลักวิชาการ และเวทีหลักปฏิบัติ มุ่งเน้นการปรับทัศนคติ ให้ความรู้ในเชิงวิชาการ

และให้เกษตรกรผู้นำมีส่วนร่วมทำการวิจัย โดยทำแปลงทดลองในไร่นาของตนเอง พบว่าส่งผลกระทบในทางบวกต่อสังคมเกษตรกร นอกจากเพิ่มความรู้และทักษะให้แก่เกษตรกรแล้ว ยังสร้างทัศนคติในการ

พึ่งพาตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นด้วย (ดูตัวอย่างจาก website:ssnm.agr.ku.ac.th)

3.2 เพิ่มพูนความรู้และทักษะในการจัดการฟาร์ม เกษตรกรส่วนใหญ่จบการศึกษาในระดับประถมศึกษา เรียนรู้วิธีเพาะปลูกจากคนรุ่นก่อน ไม่มีโอกาสหาความรู้เพิ่มเติมจากภายนอกชุมชน เมื่อได้เข้าร่วม

โครงการ เกษตรกรมีความตื่นตัวในการหาความรู้เพิ่มมากขึ้น

ในปี 2547 และ 2548 เกิดเกษตรกรผู้นำจำนวน 125 คน มีความสามารถใช้เทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ได้ด้วยตนเอง ใช้คู่มือสำรวจดินอย่างง่ายในการระบุชุดดินได้ถูกต้อง เก็บตัวอย่างดิน และตรวจสอบ NPK

ในดินได้ด้วยตนเอง ในจำนวนนี้มีส่วนหนึ่งที่อาสาสมัครทำแปลงทดลองร่วมกับนักวิจัย และสามารถเผยแพร่ความรู้ดังกล่าวให้เพื่อนเกษตรกรได้ (Attanandana et al., 2005, Attanandana et al., 2007)

3.3 เสริมสร้างทัศนคติที่ดีต่อชีวิต ก่อนเข้าร่วมโครงการ เกษตรกรมากกว่าร้อยละ 90 ไม่มีการจดบันทึกต้นทุนการเพาะปลูกพืช มีปัญหาหนี้สิน หลังจากการเข้าร่วมโครงการ เกษตรกรมีการเปลี่ยนแปลง

พฤติกรรม เริ่มจดบันทึกต้นทุนการผลิตและรายรับรายจ่ายของครัวเรือน พยายามหาทางลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิต ยอมรับคำแนะนำจากทีมวิจัย ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ลดปัญหาหนี้สิน

คุณภาพชีวิตดีขึ้น และสร้างเครือข่ายกลุ่มเกษตรกร เพื่อเรียนรู้ร่วมกันและช่วยกันแก้ปัญหาด้านการทำการเกษตรด้วยตัวเองภายในกลุ่มและชุมชน รวมทั้งร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กลุ่มสำนักตะค่า

พัฒนา ต.สนามคลี อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี (กรกัญญา อักษรเนียม, 2551)

4. ด้านความรู้ทางวิชาการ

ผลงานวิจัยที่ขอสิทธิบัตร จำนวน 1 เรื่อง คือ “ชุดตรวจสอบปริมาณ เอ็น พี เค ในดิน” เลขที่ 23255 ซึ่งนำไปสู่การผลิตชุดตรวจสอบธาตุอาหารในดิน “KU-Soil Test Kit” ในเชิงการค้า
เอกสารวิชาการที่ตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ จำนวน 6 เรื่อง และภายในประเทศ จำนวน 5 เรื่อง เอกสารวิชาการที่นำเสนอในการประชุมประจำปีและเชิงปฏิบัติการระหว่างประเทศ จำนวน 11 เรื่อง และ

ภายในประเทศ จำนวน 4 เรื่อง รายงานวิจัย จำนวน 6 เรื่อง บทความภาษาไทย จำนวน 41 เรื่อง วิทยานิพนธ์นิสิตระดับปริญญาเอก จำนวน 2 เรื่อง และระดับปริญญาโท จำนวน 4 เรื่อง คำแนะนำในรูปของ

คู่มือต่างๆ หนังสือ 1 เรื่อง คู่มือสำรวจชุดดินในภาคสนามอย่างง่าย VDO เทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” และ CD โปรแกรมคำแนะนำ “ปุ๋ยสั่งตัด” และบทความต่างๆ ที่ได้เผยแพร่ไปแล้ว นอกจากนี้ ยังได้นำ

เทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ไปเผยแพร่ความรู้ให้กับผู้สนใจในต่างประเทศในรูปของการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ 4.1 เอกสารวิชาการตีพิมพ์ใน International journal

1. Attanandana, T. and R.S. Yost. 2003. A site specific nutrient management approach for maize-Thailand. Better Crop International. Vol. 17, No1. (3-7), May 2003. Potash and

Phosphate Institution/ Potash and Phosphate Institution Canada.

2. Yost, R.S. and T. Attanandana. 2006. Predicting and testing site-specific potassium fertilization of maize in soil of the Tropics-An example from Thailand. Soil Science 171(12):

968-980.

3. Attanandana, T., R.S. Yost, and P. Verapattananirund. 2007. Empowering farmer leaders to acquire and practice site-specific nutrient management technology. J. of Sustainable

Agriculture. 30(1): 87-104.

4. Sipaseuth, N., T. Attanandana, V. Vichukit, and R.S. Yost. 2007. Subsoil nitrate and maize root distribution in two important maize soils in Thailand. Soil Science 172(11): 861-875.
5. Attanandana, T., P. Verapattananirund and R.S. Yost. 2008. Refining and disseminating site-specific nutrient management technology in Thailand. Agronomy for Sustainable

Development 28: 291-297.

6. Boonsompoppan, B., T. Verasilp, R.S. Yost and T. Attanandana. 2008. Field identification of soil series- indexing and retrieving soil information whale sharing experience and

knowledge. Soil Science Soil Science 173 (10): 736-744.

เครื่องมือส่วนตัว