วิกฤติวารสารวิชาการ
จาก Thailand Science and Technology Wikipedia
ความสำคัญของวารสารวิชาการ
วารสารวิชาการ (Journals, Serials, Periodicals) คือ ทรัพยากรสารสนเทศ ความรู้ ที่มีความสำคัญและเป็นประโยชน์ในการติดตามความเคลื่อนไหวและความก้าวหน้าในเทคโนโลยีใหม่ และงานวิจัย วิชาการ เป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานวิจัย ความรู้ใหม่ ที่เป็นประโยชน์สามารถใช้ต่อยอดผลงานวิจัย วิชาการ ให้เป็นความรู้ และก่อเกิดนวัตกรรมใหม่ และการเป็นแหล่งอ้างอิงที่สำคัญ
วารสารวิชาการในรูปแบบฉบับพิมพ์ ได้ทำหน้าที่บริการแก่ชุมชนวิจัยในช่วงเวลา 300 ปีที่ผ่านมา (Bennion, Bruce C. 1994:1) (แม้ว่าในยุคปัจจุบันนี้ ข้อเท็จจริงเหล่านี้อาจไม่ถูกต้องแล้ว) ในฐานะ
- เป็นสื่อกลางในการสื่อสาร เผยแพร่ ความรู้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว (Communications)
- มีระบบควบคุมคุณภาพบทความวิจัย (Quality Control)
- เป็นแหล่งที่ให้ผู้แต่ง แสดง เผยแพร่ ผลงานเป็นครั้งแรก (Priority Claiming)
- เป็นคลังเก็บผลงานวิจัยวิทยาศาสตร์ (Archiving Scientific Work)
ความสำคัญและคุณค่าของวารสารวิชาการเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ส่งผลให้กระบวนการตีพิมพ์บทความวารสารวิชาการมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่ตีพิมพ์บทความในรูปแบบวารสารฉบับพิมพ์ ปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Journals) หรือออนไลน์ที่ผู้อ่านสามารถเข้าถึงบทความได้อย่างง่ายดาย สะดวกและรวดเร็ว ทุกที่และทุกเวลา
ในช่วงเวลา 20 ปี ที่ผ่านมา ห้องสมุดทั่วโลกโดยเฉพาะห้องสมุดในประเทศกำลังพัฒนา ประสบปัญหาเรื่องงบประมาณที่มีจำกัดในการบอกรับวารสารวิชาการที่มีราคาสูง เนื่องจากแนวโน้มราคาวารสารวิชาการมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง สูงกว่าภาวะอัตราเงินเฟ้อในสัดส่วนที่ไม่สมดุล โดยเฉพาะวารสารวิชาการในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์ (STM) ห้องสมุดในฐานะที่อยู่ต้นทางในการให้บริการแก่ผู้ใช้ จำเป็นต้องคำนึงถึงวิธีการกำหนดนโยบาย และมาตรการ เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว สถานภาพห้องสมุดปัจจุบันเสมือนตกอยู่ในสถานะจำยอมและยอมรับทุกเงื่อนไขที่สำนักพิมพ์เป็นผู้กำหนดทิศทางในเรื่องราคาแต่เพียงฝ่ายเดียวมาตลอด เป็นภาวะที่ท้าทายความสามารถของบรรณารักษ์ นักสารสนเทศ ในฐานะผู้จัดการความรู้ ในการหาแนวทาง วิธีการดำเนินการเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ ที่ผู้ใช้ต้องเข้าถึงข้อมูล ความรู้ ได้อย่างเท่าทัน และประหยัดงบประมาณของประเทศชาติ ซึ่งขณะนี้กระแสวารสารที่เข้าถึงได้แบบเปิด (Open Access) กำลังได้รับความสนใจและมีบทบาทสำคัญมาก จากผู้ที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากภาวะวิกฤติของวารสารวิชาการนั่นเอง
พัฒนาการของวารสารวิชาการ
วารสารเริ่มต้นมาจากหนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์ขึ้นในภาษาอิยิปต์ โรมัน และจีน (Johnson Kay,G. 2006:35) สำหรับประวัติของการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ (Peer Review) เริ่มมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ1655 (353 ปีที่ผ่านมา) ในวารสารชื่อ Philosophical Transactions of the Royal Society และ Journal de Scavans และในอีก 350 ปี ต่อมา ช่วงปลายศตวรรษที่ 19มีการเปลี่ยนแปลงในสำนักพิมพ์สถาบันการศึกษา โดยมีการขยาย เพิ่มจำนวนบทความวารสารเป็นจำนวนมาก ประกอบกับเทคโนโลยีการพิมพ์ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วโดยในปี ค.ศ1870 มีจำนวนบทความวารสารของประเทศสหรัฐอเมริกา 65 ล้านเรื่อง ต่อมาในปี ค.ศ1900 มีเพิ่มมากกว่า 391 ล้านเรื่อง ในแวดวงการอุตสาหกรรมการพิมพ์ในปี ค.ศ.2000 มีการเพิ่มขึ้นของจำนวนสำนักพิมพ์เป็นจำนวนมาก การเปลี่ยนแปลงข้อมูลวารสารเกิดขึ้นพร้อมกับสำนักพิมพ์ภาคธุรกิจเชิงพาณิชย์และการเกิดขึ้นของบริษัทนายหน้า ผู้แทนจำหน่าย (Subscription Agents)ในการจัดหา บอกรับวารสาร และฐานข้อมูลดรรชนีและสาระสังเขป โดยบริษัทนายหน้า ผู้แทนจำหน่ายนี้ เกิดขึ้นในราวศตวรรษที่ 19 และในช่วงเดียวกันนี้เองที่วารสารอิเล็กทรอนิกส์เกิดขึ้นแล้ว
การปฏิวัติของวารสารอิเล็กทรอนิกส์ควบคู่ไปกับการปฏิวัติวารสารฉบับพิมพ์ ที่เริ่มจากการพัฒนาแบบไม่หวังผลกำไร ขยายออกสู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์มากขึ้น หลายทศวรรษที่ผ่านมาจากรูปแบบเดิมในยุคฉบับพิมพ์ขยับสู่ยุคอิเล็กทรอนิกส์ จากพัฒนาการของอินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยีสารสนเทศที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว มีคำถามถึงกระบวนการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ (Peer Review) จะทำอย่างไร ในระบบการตีพิมพ์บทความอิเล็กทรอนิกส์ และเรื่องราคาจะพิจารณาอย่างเป็นธรรมได้อย่างไร
สำนักพิมพ์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ของโลก เช่น Elsevier Science, SpringerLink, John & Wiley InterScience และสมาคมวิชาชีพที่สำคัญ เช่น American Chemical Society (ACS) American Society of Microbiology (ASM) ซึ่งได้ดำเนินการธุรกิจการพิมพ์ รวบรวมและให้บริการวารสารอิเล็กทรอนิกส์ของตนเองในรูปแบบฐานข้อมูล เสนอเงื่อนไขการซื้อขาย บอกรับ ชุดของวารสารที่ประกอบหลายชื่อ (Big Deals) ในหลากหลายวิธี เช่น บอกรับในนามห้องสมุด องค์กร สถาบัน หรือส่วนตัว และจำกัดสิทธิเฉพาะผู้ที่มิสิทธิใช้เท่านั้น ซึ่งราคาก็จะแตกต่างกันตามโมเดลที่สำนักพิมพ์ หรือเจ้าของ เป็นผู้กำหนดแต่เพียงฝ่ายเดียว
หน่วยงาน SPARC : Scholarly Publishing and Academic Resources Coalition ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ 1997จากการรวมตัวกันของสำนักพิมพ์สถาบันการศึกษา วัตถุประสงค์เพื่อเป็นทางเลือกในการเจรจาต่อรองราคากับสำนักพิมพ์เชิงพาณิชย์ พันธมิตร คือ มหาวิทยาลัย ห้องสมุดหน่วยงานวิจัย และองค์กรอื่นๆ เริ่มจากหน่วยงาน The Association of Research Libraries (ARL) บทบาทของ SPARC ที่สำคัญ คือการผลักดัน Open Accessให้เผยแพร่แบบเปิดและเข้าถึงได้ฟรีตลอดไป (Johnson Kay, G. 2006:36)
Open Access : OA หมายถึง เอกสารวิชาการในเนื้อหารูปแบบดิจิทัล ที่มีการเผยแพร่ให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงแบบออนไลน์ได้แบบเสรี หรือ ฟรี โดยไม่มีการกีดกันจากระบบลิขสิทธิ์ (รังสิมา เพ็ชรเม็ดใหญ่. 2551:49)
ปัจจุบันได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก จากทั้งผู้แต่ง ผู้เขียนบทความ ที่ต้องการเผยแพร่บทความของตนเองออกไปสู่สาธารณชน นอกเหนือจากการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่มีราคาแพง และเข้าถึงได้ยากสำหรับห้องสมุด และหน่วยงานที่ไม่มีงบประมาณในการจัดหา
วิกฤติวารสารวิชาการ
บรรณารักษ์ให้ความสนใจความเคลื่อนไหวในตลาดวารสารวิชาการ หน่วยงาน The Association of Research Libraries, (ARL) Washington DC, USA ได้รายงานว่าระหว่างปี ค.ศ 1986 -1997 ราคาวารสารวิชาการเพิ่มขึ้นถึง 169 % (Webster, Duane. 1999:2)
วิกฤติวารสารเกิดขึ้นเนื่องจากอัตราราคาการบอกรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่าการขยายตัวของภาวะเงินเฟ้อปกติ รวมถึงจำนวนวารสารวิชาการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ส่วนแบ่งการตลาดของสำนักพิมพ์เชิงพาณิชย์ที่เติบโตขึ้น ในขณะที่สถานการณ์งบประมาณห้องสมุดยังคงเดิมและหยุดนิ่ง
จากการศึกษาของกระทรวงยุติธรรม ประเทศสหรัฐอเมริกา (www.usdoj.gov) เรื่องค่าบอกรับวารสาร 3,000 ชื่อ ในช่วงเวลา 10 ปี ผลการศึกษาสรุปว่า สำนักพิมพ์มีผลประโยชน์เนื่องจากไม่มีการแข่งขันในตลาด (Monopolistic) เสนอควรหาระบบใหม่ให้ผู้แต่งมีทางเลือกสำหรับการสื่อสารวิชาการ มากกว่าการพึ่งพาสำนักพิมพ์ (Webster, Duane. 1999:3)
ห้องสมุดในระดับชาติ นานาชาติ ได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้ มีการศึกษาหาวิธีแก้ไขเรื่องราคาที่บอกรับวารสารที่สูงมากนี้ โดยได้แจ้งให้ชุมชนวิจัยรับทราบ เพื่อให้ตระหนักว่าระบบการสื่อสารวิชาการอยู่ในภาวะอันตราย อาจจะล้มครืน (Collapsing) หากไม่มีความพยายามใด ๆ ในการแก้ไขวิกฤตการณ์นี้
สาเหตุหลักของราคาวารสารวิชาการที่มีอัตราสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
- ความไม่สมบูรณ์ของตลาด สำนักพิมพ์ทำการควบคุมปริมาณและราคา ส่วนวงการวิจัยมองว่าผลงานวิจัยเป็นสินค้าฟรีที่แลกเปลี่ยนความรู้กัน
- วารสารวิชาการแต่ละรายชื่อมีความเป็นเอกภาพในตัว ไม่สามารถแทนที่หรือเปรียบเทียบกันได้กับวารสารวิชาการสาขาเดียวกันที่ราคาถูกกว่า โดยสำนักพิมพ์ผู้ผลิตมีเอกสิทธิ์เป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว
- อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรามีส่วนช่วยสำคัญที่ทำให้ราคาสูงขึ้น โดยที่ไม่สามารถคาดเดา หรือทำนายล่วงหน้า เช่น สำนักพิมพ์หลายแห่งในยุโรปและอเมริกา เมื่อสกุลเงินดอลลาร์แข็งขึ้น ราคาของวารสารก็จะขยับสูงขึ้นตามทันที และไม่เคยลดลงแม้ว่าสกุลเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลง
- การมีอิทธิพล ครอบงำจากสำนักพิมพ์เชิงพาณิชย์ ซึ่งดำเนินธุรกิจการค้าอย่างเต็มรูปแบบ
- การรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งของสำนักพิมพ์เชิงพาณิชย์ ที่มีมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน
สถานการณ์วิกฤติวารสารวิชาการมีสาเหตุจาก
- ความอ่อนแอของการรวมตัวกันของสถาบันการศึกษา ที่ปัจจุบันพบแต่ในมหาวิทยาลัย แต่ไม่พบในสถาบันอื่น ๆ เช่น สถาบันวิจัย
- การขยายตัวเพิ่มขึ้นของสาขาวิชาย่อยภายในสถาบันการศึกษา
- ความก้าวหน้าของงานวิจัยในสถาบันการศึกษาระดับสูง
- การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรในหลายประเทศ ที่มีระดับการศึกษาที่สูงขึ้น
- การเจิญเติบโตและศักยภาพเทคโนโลยีสารสนเทศที่สูงขึ้น
การแก้ไขปัญหาวิกฤติวารสาร
ห้องสมุดทั่วโลกได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาวิกฤติวารสาร ในช่วงเวลาที่ผ่านมาหลายวิธี ดังต่อไปนี้
- ให้บริการยืม – คืน ระหว่างห้องสมุด จากแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ให้มากขึ้น
- บริการจัดหาบทความวารสารเฉพาะเรื่องที่ต้องการ ผ่านบริษัทนายหน้า ผู้แทนจำหน่าย ที่รับดำเนินการ แทนที่จะซื้อ จัดหา หรือบอกรับทั้งเล่ม หรือทั้งปี
- ยกเลิกการบอกรับวารสารที่มีการใช้น้อยและไม่คุ้มค่ากับราคาวารสาร
- ปรับเปลี่ยนการบอกรับจากรูปแบบวารสารฉบับพิมพ์ ตัวเล่ม เป็นวารสารอิเล็กทรอนิกส์ (ยกเว้นว่าสำนักพิมพ์คิดราคาสูงมากในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์)
- รวมตัว ร่วมมือกันเป็นเครือข่ายในการบอกรับ เพื่อสิทธิในการเจรจาต่อรองราคา อย่างมีเหตุและผลในการบอกรับ (Consortial Purchasing)
- ส่งเสริม กระตุ้น และสนับสนุนให้เกิดการใช้วารสารที่เข้าถึงได้แบบเปิด (Open Access Journal)
จากวารสารอิเล็กทรอนิกส์สู่ฐานข้อมูล
เมื่อสำนักพิมพ์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ซึ่งเป็นเจ้าของ สิทธิ ในการผลิตวารสารวิชาการ ได้รวบรวมและพัฒนาวารสารวิชาการสู่ฐานข้อมูล ด้วยศักยภาพเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและเติบโตอย่างรวดเร็วในการบริหารจัดการ เผยแพร่ให้บริการผ่านรูปแบบฐานข้อมูล เป็นวารสารอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ โดยบางสำนักพิมพ์ได้กำหนดเงื่อนไขที่สำคัญ คือ ห้องสมุดยังต้องคงการบอกรับฉบับพิมพ์ หรือตัวเล่ม ควบคู่กันไปด้วย หรือจะปรับเปลี่ยนรายชื่อนั้นเป็นอิเล็กทรอนิกส์ก็สามารถทำได้ แต่ให้คงการบอกรับรายชื่อนั้นอยู่ ซึ่งกลายเป็นว่าห้องสมุดต้องบอกรับวารสารอิเล็กทรอนิกส์รายชื่อนั้นซ้ำซ้อน ซึ่งสามารถใช้วารสารอิเล็กทรอนิกส์ได้อยู่แล้วภายใต้การบอกรับฐานข้อมูล (กรณีที่ห้องสมุดบอกรับทั้งฐานข้อมูล) ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สำคัญ ห้องสมุดไม่มีอำนาจต่อรองมากนัก โดยสำนักพิมพ์ที่เป็นต้แบบคือ Elsevier Science ซึ่งเป็นเจ้าของฐานข้อมูลขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์ คือ ฐานข้อมูล ScienceDirect at www.sciencedirect.com
การบอกรับฐานข้อมูลวารสารวิชาการในประเทศไทย
ห้องสมุดสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของประเทศไทยเกือบทุกแห่งมีการบอกรับฐานข้อมูลต่างประเทศเพื่อให้บริการโดยการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแห่งชาติ(สกอ.) เช่น ฐานข้อมูล IEEE/IEL, ACM, Web of Science, ProQuest & Dissertations, H.W., Wilson และ ABI/Inform
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ศวท.) มีนโยบายในการดำเนินการจัดหา บอกรับฐานข้อมูล และวารสารวิชาการอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้บริการค้นคว้า สืบค้นข้อมูล เพื่อสนับสนุนงานวิจัยและวิชาการ ของนักวิจัย บุคลากร สวทช. เช่นเดียวกับบริการของห้องสมุดมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ราคาการบอกรับฐานข้อมูลที่สูงมากและเพิ่มขึ้นทุกปี สวทช.ใช้เกณฑ์ในการพิจารณาบอกรับในปีต่อ ๆ ไป จากสถิติการใช้บริการ และความต้องการใช้ข้อมูลของนักวิจัยเป็นสำคัญ
โดยสรุปสถานการณ์วิกฤติวารสารวิชาการได้ส่งผลกระทบออกไปอย่างกว้างขวาง เกี่ยวข้องสืบเนื่องกับหลายฝ่าย ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ ห้องสมุด หน่วยงานบริการสารสนเทศ ความรู้ รวมทั้งผู้แต่ง ผู้เขียนบทความ เจ้าของผลงานวิจัย วิชาการ โดยขอเสนอแนะแนวทางในการตั้งรับกับภาวะวิกฤติวารสารวิชาการ คือ การติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหว ในเรื่องดังกล่าวทุกระยะ โดยเฉพาะแหล่งสารสนเทศประเภท Open Access ถึงผลความสำเร็จ ความก้าวหน้า จะเป็นไปในทิศทางใด และห้องสมุดควรมีการรวมตัวกันอย่างเป็นรูปธรรม ชัดเจน และเข้มแข็ง ในการเจรจาต่อรองราคา และเงื่อนไขต่าง ๆ อย่างสมเหตุสมผล สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งประเทศไทยใช้งบประมาณที่ลงทุนไปกับการบอกรับวารสาร ฐานข้อมูล มีมูลค่ามหาศาล และเพิ่มขึ้นทุกปี ควรมีการพิจารณาทบทวนและหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน ในการรับมือกับวิกฤติดังกล่าว และดำเนินการหาวิธีการกระตุ้นและสนับสนุนให้นักวิจัย วิชาการ ครู อาจารย์ นิสิต นักศึกษา ได้ใช้วารสารวิชาการและฐานข้อมูลให้มากขึ้น
เอกสารอ้างอิง
รังสิมา เพ็ชรเม็ดใหญ่ (2551) “แหล่งสารสนเทศวิชาการที่เข้าถึงได้แบบเปิด : Open Access (OA) Resources.” สารเนคเทค ปีที่ 15 ฉบับที่ 75 (ม.ค.-ก.พ. 2551) : หน้า 49-56.
Bennion, Bruce C (1994) “ Why the science journal crisis.? ” Bulletin of the American Society for Information Science(February-March 1994) : P.1-4.
Johnson, Kay G (2006) “Serial- The Constant Midlife Crisis.” Serials Review Vol.32 (2006) : P.35-39. Available at www.sciencedirect.com on February 2008.
Webster, Duane (1999) “Emerging Responses to the Science Journal Crisis.” IFLA Conference Paper : 20-28 August 1999, Bangkok, Thailand.
Wikipedia “Serials Crisis.” Availbale at http://en.wikipedia.org/wiki/serials_crisis.

