ภารกิจในการจัดทำเอกสารเปิดสาธารณะขององค์กรผู้ให้ทุนในการทำคลังเอกสาร
จาก Thailand Science and Technology Wikipedia
- องค์กรผู้ให้ทุนเป็นองค์กรที่มีความสำคัญต่อการจัดทำเอกสาร OA เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นผู้สนับสนุน และให้ทุนแก่ผู้ที่ทำวิจัยหรือต้องการมีผลงานทางวิชาการ โดยในการให้ทุนนั้นในปัจจุบันผู้ให้ทุนจะมีการ
จัดทำนโยบายในการจัดทำเอกสาร OA เช่นกัน เพื่อกำหนดเงื่อนไขและข้อกำหนดในการให้ทุน โดยในบทความนี้จะยกตัวอย่างองค์กรผู้ให้ทุน 2 แห่ง ได้แก่ National Institutes of Healthและ Wellcome Trust
ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
1. National Institutes of Health-NIH
- NIH เป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่ให้ทุนในการทำวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ ในการให้ทุนนั้น เป็นการให้ทุนเพื่อให้งานวิจัยดังกล่าวมาเผยแพร่เป็นเอกสาร OA ในรูปแบบดิจิทัล ฐานข้อมูลของสถาบันสุขภาพแห่งชาติที่ทำการจัดเก็บ
ข้อมูลหรืองานวิจัย คือ PubMed ซึ่งเป็นฐานข้อมูลทางด้านการแพทย์ ให้บริการวารสาร และเอกสารฉบับเต็มทางการแพทย์ออนไลน์โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม นอกจากนั้น PubMed ยังสามารถเชื่อมโยงไปยังฐานข้อมูลทางวิทยา
ศาสตร์อื่นๆ ได้เช่น GenBank ซึ่งเป็นฐานข้ออมูลที่เก็บรวบรวมข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ ในการนำผลงานทางการวิจัยเข้าสู่ฐานข้อมูล PubMed มีวัตถุประสงค์ คือทำให้งานวิจัย
นั้นเป็นที่รู้จักมากขึ้น เพราะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย เนื่องจากฐานข้อมูลดังกล่าวไม่มีการจำกัดกลุ่มผู้ใช้ และไม่คิดค่าค่าธรรมเนียม โดย NIH ได้ประกาศนโยบายในการสนับสนุนการทำบทความที่เกิดจากการวิจัยในวันที่ 2
พฤษภาคม 2005 ซึ่งนโยบายจะนำไปใช้กับสื่อสิ่งพิมพ์ที่ได้รับการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว(peer-reviewed) (NIH, 2009)
- ภารกิจในการจัดทำเอกสาร OA ของ NIH มีรายละเอียดดังนี้
- 1. บทความที่ทาง NIH จะนำมาทำเป็นเอกสาร OA ได้มีข้อกำหนดดังนี้
- 1. บทความที่ทาง NIH จะนำมาทำเป็นเอกสาร OA ได้มีข้อกำหนดดังนี้
- 1.1 เป็นบทความที่ได้รับการประเมินคุณภาพจากนักวิชาการ (peer-reviewed)
- 1.1 เป็นบทความที่ได้รับการประเมินคุณภาพจากนักวิชาการ (peer-reviewed)
- 1.2 เป็นบทความที่ได้รับการเผยแพร่ลงในวารสาร
- 1.2 เป็นบทความที่ได้รับการเผยแพร่ลงในวารสาร
- 1.3 บทความจะต้องเป็นบทความที่ใช้ภาษาสากล ไม่รวมถึงภาษาละติน เช่น ภาษารัสเซียและภาษาญี่ปุ่น
- 1.3 บทความจะต้องเป็นบทความที่ใช้ภาษาสากล ไม่รวมถึงภาษาละติน เช่น ภาษารัสเซียและภาษาญี่ปุ่น
- 2. นโยบายนี้ไม่รองรับเอกสารประเภทวิทยานิพนธ์ หนังสือเรียน และรายงานการประชุม
- 3. บทความที่จะสามารถนำมาฝากไว้ที่ฐานข้อมูลของ NIH ได้นั้นจะต้องเป็นบทความที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว ซึ่งบทความที่จะนำมาลงฐานข้อมูลมีอยู่ 2 ประเภทคือ
- 3.1 บทความต้นฉบับที่ได้รับการประเมินคุณภาพแล้ว (Final peer-reviewed manuscript) บทความประเภทนี้จะได้รับการตรวจสอบ และเป็นบทความได้รับการยอมรับให้ตีพิมพ์ในวารสาร
- 3.2 บทความฉบับสมบูรณ์ (Final published article) เป็นบทความที่ได้รับการประเมินคุณภาพ หรือได้รับการแก้ไข ปรับเปลี่ยนสำนวนภาษาให้มีความสมบูรณ์ ถูกต้องตามความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิพร้อมเผยแพร่
- 3.1 บทความต้นฉบับที่ได้รับการประเมินคุณภาพแล้ว (Final peer-reviewed manuscript) บทความประเภทนี้จะได้รับการตรวจสอบ และเป็นบทความได้รับการยอมรับให้ตีพิมพ์ในวารสาร
- 2. นโยบายนี้ไม่รองรับเอกสารประเภทวิทยานิพนธ์ หนังสือเรียน และรายงานการประชุม
ได้ทันทีสำหรับ NIH จะรับเฉพาะบทความประเภทนี้เท่านั้น
- 4. สำหรับผู้ที่ขอทุนของ NIH ไปเพื่อทำการวิจัยหรือเพื่อสร้างผลงานทางวิชาการจะต้องนำผลงานมาลงในฐานข้อมูลเพื่อเผยแพร่เป็นเอกสาร OA
- 5. บทความหรือผลงานทางวิชาการจะถูกเผยแพร่ยังฐานข้อมูล Pub Med Central (PMC) ออนไลน์ ซึ่งได้รับการดูแลโดย NIH สำหรับการให้บริการของฐานข้อมูล PMC ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลหรือทำสำเนา
- 4. สำหรับผู้ที่ขอทุนของ NIH ไปเพื่อทำการวิจัยหรือเพื่อสร้างผลงานทางวิชาการจะต้องนำผลงานมาลงในฐานข้อมูลเพื่อเผยแพร่เป็นเอกสาร OA
บทความทางวิชาการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
- 6. หลังจากนำบทความหรือผลงานวิชาการมาฝากไว้ที่ NIH ผลงานจะถูกเผยแพร่เป็นเอกสาร OA ในทันทีหรือถูกนำออกเผยแพร่ไม่เกิน 12 เดือนหลังจากผลงานถูกนำมาลงในฐานข้อมูล (NIH, 2009)
- 6. หลังจากนำบทความหรือผลงานวิชาการมาฝากไว้ที่ NIH ผลงานจะถูกเผยแพร่เป็นเอกสาร OA ในทันทีหรือถูกนำออกเผยแพร่ไม่เกิน 12 เดือนหลังจากผลงานถูกนำมาลงในฐานข้อมูล (NIH, 2009)
2. Wellcome Trust
- Wellcome Trust เป็นองค์กรเอกชนที่ให้การสนับสนุนและให้เงินทุนในทำเอกสาร OA ซึ่ง Wellcome Trust นับว่าเป็นองค์กรผู้ให้ทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอังกฤษที่ให้ทุนสำหรับงานวิจัยทางด้านการแพทย์ โดยการ
จัดทำเอกสาร OA นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่งานวิจัย ตามพันธกิจขององค์กรที่จะช่วยให้เกิดผู้เชี่ยวชาญการวิจัยทางด้านการแพทย์และชีววิทยา ผลงานวิจัยนี้เป็นความคิดและความรู้ใหม่ที่มีความน่าเชื่อถือและ
ได้รับการตรวจสอบจากนักวิชาการแล้ว ซึ่ง Wellcome Trust เชื่อว่าการนำบทความมาเผยแพร่ให้บุคคลทั่วไปได้อ่านโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายบนอินเทอร์เน็ต จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถข้าถึงบทความได้อย่าง
สะดวก อีกทั้งองค์กรยังมีนโยบายในการให้เงินทุนสนับสนุนผู้ทำการวิจัยทุกประเภท ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการทุนในการทำงานวิจัย แต่การรับเอกสารเพื่อนำเข้าในฐานข้อมูลของ Wellcome Trust จะเปิดรับเฉพาะ
เอกสารทางด้านการวิจัยหรืองานวิจัยเท่านั้น โดยจะสามารถเข้าถึงข้อมูลการวิจัยได้จากฐานข้อมูล PMC ซึ่งเป็นฐานข้อมูลทางด้านการแพทย์ที่น่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับในสากล (Wellcome trust, n.d.)
พันธกิจ
- สนับสนุนการทำวิจัยทางการแพทย์เพื่อนำมาซึ่งแนวคิดใหม่และก่อให้เกิดวัฒนธรรมการวิจัย
- ภารกิจในการจัดทำเอกสาร OA ของ Wellcome Trust มีรายละเอียดดังนี้
- 1. ผู้ที่ได้รับทุนในการทำวิจัยจะต้องนำผลงานวิจัยกลับมาให้ทาง Wellcome Trust เผยแพร่เป็นเอกสาร OA
- 2. บทความของผู้ได้รับทุนจะถูกเผยแพร่ในฐานข้อมูล PMC และ UK PubMed Central (UK PMC) การนำเอกสารต้นฉบับต้องอยู่ในรูปแบบดิจิทัลและให้ Wellcome Trust ตรวจสอบก่อน และจะนำไปเผยแพร่ยัง
- 1. ผู้ที่ได้รับทุนในการทำวิจัยจะต้องนำผลงานวิจัยกลับมาให้ทาง Wellcome Trust เผยแพร่เป็นเอกสาร OA
ฐานข้อมูลที่กล่าวมาภายในเวลา 6 เดือน หลังจากเจ้าของผลงานส่งผลงานฉบับสมบูรณ์ (Postprint) กลับมา
- 3. ผู้ขอรับทุนสามารถขอรับทุนเพิ่มเติมได้ โดยทาง Wellcome Trust จะให้เงินทุนเพิ่มเติมผ่านสถาบันของผู้รับทุน เพื่อประโยชน์ต่อการแสวงหาความรู้อันจะนำมาซึ่งความรู้ที่มีคุณภาพและ ก่อให้เกิดความน่า
- 3. ผู้ขอรับทุนสามารถขอรับทุนเพิ่มเติมได้ โดยทาง Wellcome Trust จะให้เงินทุนเพิ่มเติมผ่านสถาบันของผู้รับทุน เพื่อประโยชน์ต่อการแสวงหาความรู้อันจะนำมาซึ่งความรู้ที่มีคุณภาพและ ก่อให้เกิดความน่า
เชื่อถือของสถาบัน
- 4. การเผยแพร่ข้อมูลจะเป็นการเผยแพร่เอกสารฉบับเต็มที่ผู้ใช้สามารถคัดลอกได้อย่างอิสระภายใต้สัญญาอนุญาต ซึ่งจะต้องมีการอ้างถึงเมื่อนำบทความหรือข้อมูลทางวิชาการไปใช้
- 5. หากผลงานที่ผู้รับทุนนำมาฝากเป็นผลงานที่มีคุณภาพ และมีผู้อ้างถึงมาก ทางองค์กรจะมีการพิจารณาให้ทุนแก่เจ้าของผลงานคนดังกล่าวในคราวต่อไป
- 4. การเผยแพร่ข้อมูลจะเป็นการเผยแพร่เอกสารฉบับเต็มที่ผู้ใช้สามารถคัดลอกได้อย่างอิสระภายใต้สัญญาอนุญาต ซึ่งจะต้องมีการอ้างถึงเมื่อนำบทความหรือข้อมูลทางวิชาการไปใช้
- ซึ่งนักวิจัยจะได้รับผลประโยชน์สองประการ ประการแรก คือ ผลงานของผู้เขียนจะได้รับการเผยแพร่ลงในฐานข้อมูลเอกสาร OA ออนไลน์ ซึ่งเป็นสื่อที่ผู้อ่านสามารถเข้าถึงได้ง่ายและไม่เสียค่าใช้จ่าย ประการที่สอง
เมื่อผลงานของผู้เขียนได้รับการอ้างถึงบ่อยครั้งจะทำให้บทความของผู้เขียนมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น และได้รับทุนต่อเนื่อง (Wellcome trust, n.d.)
ตารางที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบข้อแตกต่างของภารกิจในการจัดทำเอกสาร OA ของ NIH และ Wellcome Trust
| 1. ให้ทุนแก่ผู้วิจัย $ 500,000 เพียงครั้งเดียว | 1. สามารถขอทุนเพิ่มได้ และหากผลงานของผู้วิจัยมีคุณภาพและมีผู้อ้างถึงมาก จะได้รับการพิจารณาให้รับทุนอย่างต่อเนื่อง |
| 2. ผู้ที่ได้รับทุนจะต้องรายงานความคืบหน้าของผลงานเป็นระยะต่อ NIH | 2. บทความวิชาการ หรือบทความงานวิจัยทางองค์กรเป็นผู้ประเมินและตรวจสอบบทความเอง |
| 3. บทความจะต้องได้รับการประเมินและตรวจสอบก่อนที่นำมาส่งให้กับ NIH | 3. บทความจะได้รับการเผยแพร่ภายใน 6 เดือน หลังจากผลงานหลังจากส่งผลงานให้กับ Wellcome Trust แล้ว |
| 4. หลังจากนำบทความหรือผลงานวิชาการมาฝากไว้ที่ NIH ผลงานจะถูกเผยแพร่เป็นเอกสาร OA ในทันทีหรือถูกนำออกเผยแพร่ไม่เกิน 12 เดือนหลังจากผลงานถูกนำมาลงในฐานข้อมูล | |
| 5. บทความจะต้องเป็นบทความที่ใช้ภาษาสากล ไม่รวมถึงภาษาละติน เช่น ภาษารัสเซียและภาษาญี่ปุ่น |
- ประเทศไทยยังไม่มีองค์กรผู้จัดทำเอกสาร OA จะมีก็แต่การจัดทำคลังความรู้หรือคลังเอกสาร ยกตัวอย่างเช่น คลังปัญญาจุฬาฯเพื่อประเทศไทย และฐานข้อมูลวิจัยอิเล็กทรอนิกส์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ซึ่งการจัดทำคลังความรู้ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยนั้น บทความหรือเอกสารทางวิชาการไม่ได้เผยแพร่ต่อสาธารณะ เหมือนการจัดทำเอกสาร OA ของต่างประเทศ ซึ่งในการทำเอกสาร OA นั้นจะมีผลต่อลำดับของ
มหาวิทยาลัย จากการจัดลำดับของ Webometrics ซึ่งเป็นเว็บไซต์สำรวจข้อมูลด้านวิชาการที่มีบนเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย (รุจเรขา วิทยาวุฑฒิกุลุ, 2552) โดยมหาวิทยาลัยที่มีข้อมูลทางวิชาการมากที่สุดของเอเชีย
คือ ไต้หวัน พบว่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่อยู่ลำดับที่ 75 ซึ่งถ้ามีการสนับสนุนให้ทำเอกสาร OA ก็จะทำให้เอกสารทางวิชาการได้ถูกนำไปไว้ในเว็บไซต์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยก็ควรจะมีระบบ
Interoperability ซึ่งเป็นวิธี หรือแนวทางที่จะทำให้ข้อมูลในระบบ หรือคอมโพเนนท์ต่าง ๆ สามารถพูดคุยกันได้ เพราะในโลกปัจจุบัน ระบบขององค์กรหนึ่ง ๆ อาจซื้อมาจากหลายบริษัทแล้วมาต่อเชื่อมเข้าด้วยกัน
แนวทางของ Interoperability คือระบบไม่จำเป็นต้องมาจากที่เดียวกัน แต่ต้องสามารถคุยกันได้ ติดต่อสื่อสารกันได้ แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ (ผู้จัดการออนไลน์, 2549) ซึ่ง Interoperability ในทางของการใช้เอกสาร
OA เครื่องมือนี้มีส่วนสำคัญ เพราะจะช่วยให้คลังเอกสารของมหาวิทยาลัยเป็นคลังจัดเก็บเอกสาร OA อย่างแท้จริง เนื่องจาก Interoperability ช่วยให้ผู้ใช้สามารถดึงข้อมูลทางบรรณานุกรม จากบทความไปได้ อาจเป็น
ส่วนที่ช่วยให้การจัดอันดับของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่สูงขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการศึกษา และพัฒนาความรู้ของคนในประเทศ จึงควรมีการจัดทำเอกสาร OA ซึ่งองค์กรหรือหน่วยงานที่ควรมีการจัดทำ
เอกสาร OA คือ มหาวิทยาลัย เพราะนอกจากเป็นการส่งเสริมการศึกษาแล้ว การจัดทำเอกสาร OA ยังจะช่วยให้ค่า Impact Factors ของอาจารย์หรือนักวิชาการสูงขึ้นอีกด้วย (Ranking Web of World Universities, 2011)


