ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เจษฎา วรรณสินธุ์

จาก Thailand Science and Technology Wikipedia

ข้ามไปที่: นำทาง, ค้นหา
ผศ.ดร. เจษฎา วรรณสินธุ์ เป็นบุตรของนายปิยะวัฒน์ และนางอารีย์ วรรณสินธุ์ เกิดที่ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2520 จบการศึกษาระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนหลัก

เมืองมหาสารคาม เข้าศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสารคามพิทยาคม ขณะเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในปี พ.ศ. 2538 ได้รับทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เพื่อไปศึกษาระดับปริญญาตรี-โท-เอก ณ ประเทศ

สหรัฐอเมริกา ตามความต้องการของภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และวัสดุ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ โดยเริ่มการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาในระดับเกรด 12 ที่โรงเรียน Williston

Northampton School มลรัฐ Massachusetts เป็นเวลา 1 ปี จากนั้นเข้าศึกษาระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัย Case Western Reserve University มลรัฐ Ohio และจบการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขา

Materials Science and Engineering ในปี พ.ศ. 2543 โดยได้รับเกียรตินิยม Summa Cum Laude หรือเทียบเท่าเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากนั้นเข้าศึกษาในระดับปริญญาเอกที่ Massachusetts Institute of

Technology มลรัฐ Massachusetts และจบการศึกษาระดับปริญญาเอกในปี พ.ศ. 2547 ในสาขา Materials Science and Engineering โดยเน้นการวิจัยด้านการหล่อโลหะ หลังจากนั้นได้ไปทำงานใน

ตำำแหน่ง Postdoctoral Research Associate ที่ Case Western Reserve University มลรัฐ Ohio ด้านการหล่อโลหะ เป็นเวลา 1 ปี ก่อนที่จะกลับมาทำงานในตำแหน่งอาจารย์ที่ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และ

วัสดุ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในปี พ.ศ. 2548 และได้รับตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ในปี พ.ศ. 2550

ในระหว่างการทำงานได้รับรางวัลต่างๆที่สำคัญ เช่น รางวัลนักโลหะวิทยารุ่นใหม่ดีเด่น ระดับประเทศ ประจำปี 2550 รางวัลเสนอผลงานวิจัยดีเยี่ยมแบบโปสเตอร์ในการประชุมนักวิจัยรุ่นใหม่พบเมธีวิจัย

อาวุโส สกว. ปี 2551 รางวัลชนะเลิศการประกวดผลงานวิจัยด้านโลหะวิทยาระดับประเทศ รางวัล Thainox Metallurgy Award 2006 ปี 2549 รางวัลอาจารย์ตัวอย่างรุ่นใหม่ของคณะวิศวกรรมศาสตร์

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประจำปี 2552 รางวัลนักวิจัยดีเด่นของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประจำปี 2550 รางวัลผลงานดีเด่น สาขาการวิจัย ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประจำปี 2550 เป็นต้น

ผลงานเด่นเรื่องการขึ้นรูปโลหะด้วยกระบวนการหล่อโลหะกึ่งของแข็ง

อุตสาหกรรมในประเทศไทยกำลังมีความต้องการชิ้นส่วนอะลูมิเนียมเพิ่มขึ้นทุกปี ตามการเติบโตของอุตสาหกรรมประกอบยานยนต์ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แต่การที่ผู้ประกอบการในประเทศไทย

เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีของประเทศอื่น จึงขาดองค์ความรู้ในด้านการผลิตและขาดเทคโนโลยีที่สามารถพัฒนามาใช้ในการแข่งขันได้ ปัจจุบันการแข่งขันทางธุรกิจได้เปิดเสรีทั่วโลกดังนั้นผู้ประกอบการไทย

กำลังประสบปัญหาในการแข่งขันจากประเทศต่างๆ เช่น ประเทศจีนอินเดีย และ เวียดนาม ที่สามารถผลิตชิ้นส่วนต่างๆได้ในราคาที่ถูกกว่า และ ประเทศอุตสาหกรรมหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี

ยุโรป และ อเมริกา ที่สามารถผลิตชิ้นส่วนที่มีคุณภาพสูง เพื่อการอยู่รอดในตลาดเสรี ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆในการผลิต เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์

ในการผลิตชิ้นส่วนอะลูมิเนียมส่วนใหญ่ใช้กระบวนการหล่อฉีด (Die Casting) ซึ่งผลิตได้จำนวนมาก แต่ก็มีข้อเสียหลายอย่างเช่น ชิ้นงานมีโพรงอากาศ ทำให้มีสมบัติเชิงกลต่ำและไม่สามารถเชื่อม หรือเคลือบ

ผิวได้ นอกจากนี้อายุการใช้งานของแม่พิมพ์สั้นจึงทำให้มีต้นทุนสูง เทคโนโลยีหนึ่งที่สามารถช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้คือเทคโนโลยีการหล่อโลหะกึ่งของแข็ง

กระบวนการหล่อโลหะกึ่งของแข็งถูกค้นพบมากว่า 30 ปีแล้ว ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งรัฐแมสซาชุเซตส์ (MIT) ซึ่งกระบวนการขึ้นรูปทำโดยการหล่อโลหะกึ่งของแข็งที่มีโครงสร้างแบบก้อนกลม (ดังรูปที่ 1

ซ้าย) ลงในแม่พิมพ์แทนการหล่อด้วยน้ำโลหะ (โครงสร้างเมื่อแข็งตัวแสดงในรูปที่ 1 ขวา) สมบัติของโลหะกึ่งของแข็งมีหลายประการ เช่น มีอุณหภูมิที่ต่ำกว่าโลหะเหลว โลหะเริ่มแข็งตัวบางส่วนแล้วขณะเทใส่

แม่พิมพ์ มีความหนืดที่สูงกว่าน้ำโลหะ มีความเค้นขณะไหลต่ำกว่าโลหะที่แข็งตัวแล้ว ทำให้ไม่ต้องใช้แรงในการขึ้นรูปมาก ดังแสดงได้จากการตัดแท่งอะลูมิเนียมด้วยมือได้ในสภาวะที่เป็นโลหะกึ่งของแข็ง (ดัง

รูปที่ 2) ซึ่งสมบัติดังกล่าวมีข้อดีหลายประการที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลายในกระบวนการผลิต เช่น ลดการเกิดของเสียจากปฏิกิริยาระหว่างออกซิเจนในขั้นตอนการหล่อโลหะลงในเบ้า และ

ลดการเกิดโพรงหดตัว อีกทั้งยังช่วยยืดอายุการใช้งานของแม่พิมพ์ด้วย

รูปที่ 1. โครงสร้างจุลภาคของโลหะกึ่งของแข็ง (ซ้าย) เปรียบเทียบกับการหล่อทั่วไป (ขวา)
รูปที่ 2. สมบัติของแท่งอลูมิเนียมกึ่งของแข็งที่ตัดด้วยมือ โดยใช้แรงเพียงเล็กน้อยก็ขึ้นรูปได้
กระบวนการผลิตโลหะกึ่งของแข็งมีหลายวิธีจากบริษัทต่างๆทั่วโลก โดยแต่ละวิธีก็ใช้เทคนิคต่างๆกันในการผลิตโลหะกึ่งของแข็ง เช่น การกวนโดยใช้ใบพัดหรือแท่งเย็น การกวนโดยใช้แรงแม่เหล็กไฟฟ้า

การสั่นด้วยเครื่อง Ultrasonic หรือการเทผ่านรางลงในเบ้า แต่กระบวนการเหล่านี้มีความซับซ้อน ควบคุมยาก และ เครื่องจักรมีราคาที่สูงมาก ประมาณ 10-80 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงเกินกว่าที่โรงงานหล่อใน

ประเทศไทยซึ่งมีขนาดเล็กและขนาดกลางจะนำมาใช้ได้

กระบวนการใหม่ที่คิดค้นขึ้นโดยผู้วิจัยและคณะ มีชื่อเรียกว่า กระบวนการ Gas Induced Semi-Solid หรือ GISS ซึ่งใช้เทคนิคใหม่ในการผลิตโลหะกึ่งของแข็งโดยการปล่อยฟองแก๊สที่ละเอียดมากผ่าน

แท่งกราไฟต์พรุนในน้ำโลหะขณะที่มีการแข็งตัวบางส่วน (ดูรูปที่ 3) ซึ่งทำให้กระบวนการใหม่นี้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมตัวแปรต่างๆ ได้ง่าย และผลิตโลหะกึ่งของแข็งที่มีคุณภาพสูงได้อย่างดี

ผู้วิจัยและคณะได้พัฒนาเครื่องต้นแบบของกรรมวิธี GISS (รูปที่ 4) ซึ่งสามารถผลิตโลหะกึ่งของแข็งได้อย่างมีประสิทธิภาพในราคาที่ถูกกว่าเครื่องจักรที่นำเข้าจากต่างประเทศหลายสิบเท่า

ผู้วิจัยและคณะนักวิจัยจากหน่วยงานต่างๆกำลังร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีนี้ไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศเพื่อให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง

และการพัฒนาประเทศ โดยผลงานนี้จะทำให้อุตสาหกรรมหล่อโลหะไทยมีศักยภาพในการผลิตที่เพิ่มขึ้นมากและช่วยในการแข่งขันกับประเทศอื่น ซึ่งอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์จากการนำไปใช้ได้แก่

อุตสาหกรรมการผลิตโลหะสำหรับชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนการเกษตร ชิ้นส่วนโครงสร้างในการก่อสร้างและการตกแต่ง และชิ้นส่วนในงานอื่นๆที่ต้องการสมบัติเชิงกลสูง น้ำหนักเบา

และต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง นอกจากนี้ผลงานนี้ยังประยุกต์ใช้ในการผลิตชิ้นส่วนที่ใช้กับการทหารได้ เช่น เกราะกันกระสุนและเกราะกันระเบิดน้ำหนักเบา และชิ้นส่วนอาวุธและเครื่องมือต่างๆที่ต้องการน้ำหนัก

เบา ซึ่งจะเกิดประโยชน์ในด้านความมั่นคงของประเทศ ในด้านสังคมและการพัฒนาประเทศ ผลงานนี้ได้สร้างองค์ความรู้ใหม่หลายเรื่องและได้ผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถให้กับอุตสาหกรรมหลายคน

ตัวอย่างของการวิจัยและพัฒนาที่กำลังดำเนินการเพื่อประยุกต์ใช้ผลงานนี้ในอุตสาหกรรมต่างๆ มีดังนี้

1) การหล่อฉีด (Die Casting)

ผู้วิจัยและคณะร่วมกับนักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ กำลังพัฒนาการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์โดยใช้กระบวนการ GISS ในการหล่อฉีด (ดูรูปที่ 5) โดยได้รับการสนับสนุนจาก โครงการ

สมองไหลกลับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ งานวิจัยนี้เน้นการแสดงให้อุตสาหกรรมหล่อโลหะไทยเห็นถึงข้อได้เปรียบของกระบวนการหล่อโลหะกึ่งของแข็งเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ

ในการนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตชิ้นส่วนต่างๆในอนาคตอันใกล้นี้

2) การหล่ออัด (Squeeze Casting)

โดยทั่วไปแล้วการผลิตชิ้นส่วนที่มีขนาดใหญ่ให้มีคุณภาพสูงจำเป็นต้องใช้เครื่องจักรที่มีราคาสูงมาก แต่ผลงานนี้สามารถประยุกต์ใช้กับกระบวนการหล่ออัดในการผลิตชิ้นงานที่มีสมบัติเชิงกลและ

คุณภาพสูงโดยไม่จำเป็นต้องใช้การลงทุนสูงและกระบวนการไม่ซับซ้อน งานวิจัยนี้เน้นเปิดตลาดการผลิตใหม่ๆ ให้กับอุตสาหกรรมไทย โดยผู้วิจัยและคณะได้ผลิตเครื่องต้นแบบและชิ้นงานต้นแบบ (รูปที่ 6)

ซึ่งทีมวิจัยกำลังต่อยอดเพื่อผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมต่อไปในอนาคต

3) การผลิตวัสดุเชิงประกอบของโลหะ (Metal Matrix Composite)

ผู้วิจัยและคณะร่วมกับนักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติและหน่วยงานอื่นๆ ได้พัฒนาวัสดุเชิงประกอบของโลหะโดยใช้เทคโนโลยีนี้ เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยขณะนี้เน้น

การผลิตแผ่นเกราะกันกระสุนน้ำหนักเบาราคาถูก เพื่อแทนเกราะเหล็กที่มีน้ำหนักมาก (รูปที่ 7) ผลการวิจัยเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าวัสดุที่ผลิตขึ้นได้มีน้ำหนักเบากว่าเหล็กและต้นทุนการผลิตก็ต่ำกว่าด้วย

ผู้วิจัยและคณะร่วมกับนักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติกำลังพัฒนาต่อยอดร่วมกับทางกองทัพและตำรวจเพื่อผลิตเป็นเกราะกันกระสุนสำหรับบุคคลและเกราะกันกระสุนในยานพาหนะ

เพื่อใช้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

4) การหล่อทราย (Sand Casting)

ผู้วิจัยและคณะกำลังพัฒนากระบวนการ GISS เพื่อใช้ในการหล่อทรายซึ่งเป็นกระบวนการหล่อที่นิยมใช้ในการผลิตชิ้นส่วนต่างๆในประเทศไทย ผลการวิจัยเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่า ชิ้นงานที่หล่อโดยการ

หล่อกึ่งของแข็ง (รูปที่ 8) มีสมบัติเชิงกลสูงกว่าการหล่อแบบทั่วไป อีกทั้งมีจำนวนของเสียน้อยกว่า ทำให้ช่วยประหยัดพลังงานในการหลอม และช่วยลดต้นทุนในการผลิตลงได้อีกด้วย

5) การหล่อแม่พิมพ์เหล็กแบบเท (Permanent Mold Casting)

ทีมวิจัยกำลังร่วมมือกับบริษัทเอกชนภายใต้การสนับสนุนจากโครงการกาญจนาภิเษก (อุตสาหกรรม) เพื่อวิจัยและพัฒนากระบวนการหล่อโลหะกึ่งของแข็งในการผลิตชิ้นส่วนอะลูมิเนียมโดยใช้แม่พิมพ์

เหล็กแบบเท (รูปที่ 9) โดยงานวิจัยนี้เน้นการพัฒนากับอะลูมิเนียมเกรดอื่นๆที่มีสมบัติเด่น เช่น ความต้านทานการกัดกร่อนที่สูงมาก เพื่อเปิดตลาดชิ้นงานใหม่ๆให้กับผู้ผลิตไทย

6) การอัดรีด (Extrusion)

ผู้วิจัยและคณะกำลังประยุกต์ใช้กระบวนการ GISS ในการผลิตชิ้นส่วนอะลูมิเนียมที่มีรูปทรงมาตรฐานโดยวิธีการอัดรีด (รูปที่ 10) ซึ่งในการผลิตทั่วไปต้องใช้เครื่องจักรราคาสูงมาก รวมทั้งเกรดของ

อะลูมิเนียมที่ผลิตขายในประเทศไทยยังจำกัดเพียงไม่กี่เกรด เพราะต้องใช้แท่งอะลูมิเนียมที่นำเข้ามาใช้ในการผลิต งานวิจัยนี้เน้นการใช้โลหะกึ่งของแข็งในการผลิตชิ้นส่วนอัดรีด ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้แรง

ในการอัดมาก ซึ่งหมายถึงเครื่องจักรที่เล็กลงมาก นอกจากนี้ยังสามารถผลิตชิ้นส่วนอะลูมิเนียมเกรดต่างๆ โดยเฉพาะเกรดที่ให้สมบัติเชิงกลที่สูงมากได้ ในเบื้องต้นทีมวิจัยกำลังพัฒนากระบวนการนี้เพื่อ

ผลิตชิ้นส่วนขาเทียมที่มีคุณภาพสูงและราคาถูก

7) การผลิตโลหะกันกร่อน (Sacrificial Anode)

ผู้วิจัยร่วมกับนักวิจัยจากกรมอู่ทหารเรือและศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติกำลังวิจัยและพัฒนาการผลิตโลหะกันกร่อนที่มีประสิทธิภาพสูงและราคาถูกเพื่อใช้ในการป้องกันการกัดกร่อนของเรือและ

โครงสร้างต่างๆที่อยู่ในน้ำทะเลและน้ำกร่อย (รูปที่ 11) โดยวัตถุประสงค์เพื่อลดการนำเข้าและสร้างองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตโลหะกันกร่อนชนิดต่างๆใช้เองในประเทศไทยในอนาคต

8) การหล่อแมกนีเซียมผสมแบบกึ่งของแข็ง (Semi-Solid Casting of Magnesium Alloys)

ผู้วิจัยและคณะกำลังวิจัยและพัฒนากระบวนการหล่อแมกนีเซียมผสมด้วยกระบวนการโลหะกึ่งของแข็งเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมในประเทศ แมกนีเซียมผสมเป็นโลหะโครงสร้างที่มีความหนาแน่นต่ำที่สุดจึง

นิยมใช้ในงานที่ต้องการน้ำหนักเบา แต่การหล่อขึ้นรูปทำได้ยากมากเนื่องจากแมกนีเซียมจะทำปฏิกิริยากับอากาศอย่างรุนแรง จึงยังไม่มีการผลิตใช้อย่างแพร่หลายภายในประเทศ ผลการวิจัยเบื้องต้นแสดง

ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการหล่อขึ้นรูปเป็นชิ้นงานโดยใช้เทคโนโลยีนี้ (รูปที่ 12)

ผลงานมีผลกระทบทางบวกต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชากรไทย

ผลงานนี้จะทำให้อุตสาหกรรมหล่อโลหะไทยมีศักยภาพในการผลิตที่เพิ่มขึ้นมากและช่วยในการแข่งขันกับประเทศอื่น ซึ่งจะเป็นการสร้างงานให้กับคนในประเทศ ลดการนำเข้าชิ้นส่วนและเทคโนโลยีจาก

ต่างประเทศ และเพิ่มมูลค่าของสินค้าที่ผลิตในประเทศ

อุตสาหกรรมต่างๆที่จะได้รับประโยชน์จากการนำไปใช้ของผลงานนี้ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตโลหะสำหรับชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนการเกษตร ชิ้นส่วนโครงสร้างในการก่อสร้างและ

การตกแต่ง และชิ้นส่วนในงานอื่นๆที่ต้องการสมบัติเชิงกลสูง น้ำหนักเบา และต้นทุนในการผลิตที่ต่ำลง นอกจากนี้ผลงานนี้ยังประยุกต์ใช้ในการผลิตชิ้นส่วนที่ใช้กับการทหารได้ เช่น เกราะกันกระสุนและเกราะ

กันระเบิดน้ำหนักเบา ชิ้นส่วนอาวุธและเครื่องมือต่างๆที่ต้องการน้ำหนักเบา ซึ่งก็จะเกิดประโยชน์ในด้านความมั่นคงของประเทศ

ผลงานมีผลกระทบทางบวกต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่นำไปสู่การคิดค้น และการพัฒนาที่สำคัญต่อไป

ผลงานนี้ได้สร้างองค์ความรู้ใหม่และสร้างเทคโนโลยีใหม่ในการผลิตโดยโลหะกึ่งของแข็งหลายเรื่อง ผลจากผลงานนี้ทำให้เกิดการวิจัยและพัฒนาในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก ซึ่งจะเห็น

ได้จากการที่ผลงานนี้ทำให้เกิดโครงการวิจัยที่เกี่ยวข้องมากกว่า 12 โครงการ รวมเป็นงบประมาณวิจัยทั้งสิ้นมากกว่า 20 ล้านบาทในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา และได้ผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถให้กับ

อุุตสาหกรรมหลายคน เช่น มีการผลิตและกำลังผลิตนักศึกษาปริญญาตรีปริญญาโทและเอกรวมมากกว่า 30 คน นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการวิจัยและพัฒนาร่วมกันของหลายหน่วยงานในประเทศ เช่น ศูนย์

เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ กรมอู่ทหารเรือ กองทัพไทย เป็นต้น

การปรับปรุงเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้ประเทศไทยมีความได้เปรียบในการแข่งขันในเวทีอุตสาหกรรม

ปัจจุบันผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนโลหะไทยส่วนใหญ่รับเทคโนโลยีมาจากต่างประเทศและรับจ้างผลิตให้กับลูกค้าต่างๆ ทำให้ต้องมีการแข่งขันด้านราคาเป็นอย่างมาก แต่ปัจจุบันการค้าเป็นไปอย่างเสรี

ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศคู่แข่งเช่น จีน อินเดีย และเวียดนาม มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าประเทศไทย ทำให้สามารถแย่งตลาดไปจากผู้ประกอบการไทยได้เป็นอย่างมาก หากผู้ประกอบการไทยต้องการความ

ได้เปรียบในการแข่งขันในเวทีอุตสาหกรรมจำเป็นมากที่จะต้องมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ผลงานนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโดยคนไทย ทำให้ต้นทุนของเทคโนโลยีต่ำกว่าการนำเข้าเทคโนโลยี

อื่นๆ จากต่างประเทศเป็นอย่างมาก นอกจากนี้องค์ความรู้จากการวิจัยและพัฒนาโดยคนไทยในประเทศไทย ทำให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมต่างๆของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่น

ในการปรับปรุงและพัฒนาเทคโนโลยีนี้ได้ ทำให้อุตสาหกรรมไทยมีความได้เปรียบในการแข่งขันในเวทีอุตสาหกรรมได้อย่างยั่งยืน

ผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ มีดังนี้

1. Wannasin J, Canyook R, Burapa R, Flemings MC. “Evaluation of Solid Fraction in a Rheocast Aluminum Die Casting Alloy by a Rapid Quenching Method.” Scripta Materialia. 59

(2008) Pages 1091-1094.

2. Wannasin J, Junudom S, Rattanochaikul T, Flemings MC. “Development of the Gas Induced Semi-Solid Metal Process for Aluminum Die Casting Applications.” Solid State

Phenomena. 141-143 (2008) Pages 97-102.

3. Wannasin J, Schwam D, and Wallace JF, “Evaluation of Methods for Metal Cleanliness Assessment in Die Casting,” Journal of Materials Processing Technology, Volume 191, Issue

1-3, August 2007, Pages 242-246.

4. Wannasin J, Schwam D, Yurko JA, Rohloff C, and Woycik GG, “Hot Tearing Susceptibility and Fluidity of Semi-Solid Cast Al-Cu Alloy,” Solid State Phenomena, Vol.116, October

2006, Pages 76-79.

5. Wannasin J, Martinez RA, and Flemings MC, “A Novel Technique to Produce Metal Slurries for Semi-Solid Metal Processing,” Solid State Phenomena, Vol.116, October 2006, Pages

366-369.

6. Wannasin J, Martinez RA, Flemings MC, “Grain Refinement of an Aluminum Alloy by Introducing Gas Bubbles during Solidification,” Scripta Materialia, Volume 55, Issue 2,

July 2006, Pages 115-118.

7. Wannasin J, Thanabumrungkul S. “Development of a semi-solid metal processing technique for aluminium casting applications.” Songklanakarin J. Sci. Technol. Volume 30, Issue 2

(2008), Pages 215-220.

ผลงานวิจัยที่ยื่นขอจดสิทธิบัตร

1. สิทธิบัตรนานาชาติ (PCT Patent Application) เรื่อง “Method to Prepare Metal Structure Suitable for Semi-Solid Metal Processing.” เลขที่คำขอ PCT/US2007/002503 ยื่นจดทะเบียนเมื่อวันที่

31 มกราคม 2550

2. สิทธิบัตรไทย เรื่อง “กรรมวิธีการเตรียมโลหะกึ่งของแข็งที่มีโครงสร้างเกรนไม่เป็นแบบกิ่งไม้ โดยใช้ฟองแก๊สในการกวน” เลขที่คำขอ 109065 ยื่นจดทะเบียนเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549
3. สิทธิบัตรสหรัฐอเมริกา เรื่อง “High Pressure Centrifugal Infiltration of Composite.” เลขที่สิทธิบัตร US Patent No. 6,935,406 ออกให้เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2548

ที่มา: รางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2552

เครื่องมือส่วนตัว