ประโยชน์ของการจัดทำ OA

จาก Thailand Science and Technology Wikipedia

ข้ามไปที่: นำทาง, ค้นหา

การจัดทำ OA นั้นมีให้ผลกระทบโดยตรงต่อเหล่านักวิจัยกับสำนักพิมพ์ รวมไปถึงบรรดาห้องสมุดต่างๆ เนื่องจากทางออกในการเผยแพร่ข้อมูลให้กระจายไปได้กว้างไกลขึ้น ซึ่งในที่นี้จะอธิบายถึงประโยชน์ของการจัดทำ OA ที่มีต่อวงการต่างๆ ดังต่อไปนี้


1.  ประโยชน์ต่อวงการศึกษา วงการศึกษาได้รับประโยชน์จากการทำ OA อย่างมาก ซึ่งห้องสมุดซึ่งเป็นแหล่งรวมความรู้สำหรับการศึกษาได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาวะวิกฤตราคาวารสาร (Serial crisis) ที่การบอกรับการเป็นสมาชิกของวารสารทางด้านวิชาการมีราคาที่สูงขึ้นอย่างมาก แม้ว่าราคาค่าบอกรับเป็นสมาชิกจะเริ่มคงที่แต่ก็ยังคงเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ห้องสมุดจำเป็นต้องควบคุมค่าใช้จ่ายภายในห้องสมุดเองซึ่งอาจนำไปสู่การยกเลิกการบอกรับเป็นสมาชิก โดยเฉพาะวารสารในหมวดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์จะมีราคาที่สูงมากทำให้เป็นปัญหาในการจัดสรรงบประมาณ ด้วยเหตุผลข้างต้นเองทำให้ห้องสมุดต้องมีการปรับตัวเพื่อที่จะสามารถให้บริการผู้ใช้ได้อย่างทั่วถึง จึงทำให้เกิดความร่วมมือต่างๆ ขึ้น เช่น ภาคีห้องสมุด (Library consortia) บริการยืมระหว่างห้องสมุด เป็นต้น เพื่อให้มีอำนาจในการเจรจาต่อรองกับสำนักพิมพ์ต่างๆ ได้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามห้องสมุดเองยังคงต้องการให้เอกสารที่ให้บริการในห้องสมุดมีความน่าเชื่อถือและใช้อ้างถึงได้ การจัดทำ OA จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่จะเป็นศูนย์กลางของการจัดเก็บข้อมูลด้วยการทำคลังความรู้ (Repository) การแนะนำแหล่งข้อมูลที่เข้าถึงได้เสรี หรือการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่นักวิชาการหรือนักวิจัยในการผลิต Open Access Journal การสนับสนุนให้มีการทำ OA ในห้องสมุดจะช่วยแก้ไขปัญหาในเรื่องราคาของวารสารที่มีราคาสูง การขยาย OA ไปในวงกว้างจะทำให้ห้องสมุดสามารถกระจายการเข้าถึงตัวเอกสารได้ทั่วถึงขึ้นและช่วยให้ห้องสมุดสามารถดูแลการบริหารการเงินสำหรับการจัดหาวารสารสำหรับให้บริการในห้องสมุดได้ง่ายขึ้นโดยที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียสิ่งพิมพ์บางฉบับที่มีความจำเป็นของห้องสมุดออกไปได้ อีกทั้งยังส่งผลต่อการจัดอันดับจากมหาวิทยาลัยทั่วโลก ที่มีการประเมินคุณภาพของทรัพยากรสารสนเทศที่มีบนเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย เรียกว่า Webometrics ซึ่งการทำ OA เป็นการเพิ่มโอกาสที่ดีที่จะทำให้มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับใน Webometrics ที่สูงขึ้นอีกด้วย (OASIS, 2009)

นักเรียน/นักศึกษาก็เป็นกลุ่มหนึ่งที่มีความต้องการใช้ผลงานวิชาการเช่นเดียวกันสำหรับการนำไปใช้ในการค้นคว้าหรือทำการวิจัยของตนเอง และเช่นเดียวกันในบางครั้งนั้นนักศึกษาก็ขาดโอกาสที่จะเข้าถึงงานวิชาการบางชิ้นเนื่องด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น ไม่ได้เป็นสมาชิกของวารสารนั้นๆ ทำให้เข้าถึงเอกสารฉบับเต็มไม่ได้ หรือถึงแม้จะเข้าได้ในบางฉบับแต่สถาบันที่นักศึกษาสังกัดอยู่ก็ไม่สามารถที่จะจัดสรรมาให้บริการได้ทุกคนเนื่องด้วยงบประมาณที่มีจำกัด ทั้งที่บทความในวารสารวิชาการมีเป็นจำนวนมาก จากการศึกษาของ Jinha (2010) พบว่ามีวารสารที่มีการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิมากกว่า 26,000 ชื่อและบทความวิชาการ/วิจัยกว่า 50 ล้านบทความที่ถูกตีพิมพ์ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลมหาศาลที่นักเรียนหรือนักศึกษาสามารถนำไปใช้ในการศึกษาค้นคว้าได้ จากปัญหาดังกล่าว OA จึงเป็นทางเลือกที่จะเปิดโอกาสนักเรียน/นักศึกษา มีโอกาสเข้าถึงเอกสารหรือบทความได้มากขึ้น ทำให้การทำงานต่างๆ ทำได้ง่ายขึ้นและมีคุณค่ามากขึ้น ซึ่งประโยชน์ของ OA ที่มีต่อนักเรียน/นักศึกษา ทำให้การเข้าถึงเอกสารบทความต่างๆ ได้มากขึ้นทำให้การค้นคว้าสำหรับการทำงานหรือการศึกษาวิจัยต่างๆ ทำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมไปถึงการเข้าถึงเอกสารเหล่านั้นจากภายนอกสถาบันด้วยการใช้อินเทอร์เน็ตซึ่งทำให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายโดยไม่มีข้อจำกัดด้านสถานที่ (SPARC, 2008)


2.  ประโยชน์ต่อวงการวิจัย การทำ OA จะเป็นประโยชน์วงการวิจัยเพราะผลงานที่ถูกทำเป็น OA จะเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผู้คนสามารถเข้าถึงและนำไปใช้ได้ง่ายขึ้น ทำให้มีการอ่านและนำไปอ้างถึงหรือพัฒนาต่อยอดในอนาคตที่จะทำให้งานวิจัยหรืองานวิชาการเหล่านั้นมีคุณค่าและเป็นที่ยอมรับในด้านวิชาการของผู้เขียน (SPARC, 2008) ทำให้เกิดการขับเคลื่อนในการสร้างผลงานดีๆ อย่างต่อเนื่อง ด้วยพัฒนาการทางด้านทางด้านอินเทอร์เน็ต ทำให้คนที่สนใจในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับงานที่มีการทำการวิจัยหรือค้นคว้าไว้อยู่แล้ว (ที่ถูกทำเป็น OA แล้ว) สามารถเข้าถึงตัวเอกสารเหล่านั้นได้โดยผ่านโปรแกรมค้นหา (Search engine) เช่น Google หรือคลังจัดเก็บเอกสาร (Repository) ทั้งที่เป็นเว็บไซต์ส่วนตัวหรือเป็นของหน่วยงาน/องค์กรที่เป็นต้นสังกัดของนักวิจัยนั้นๆ ซึ่งสร้างความสะดวกแก่ผู้ใช้ได้ง่ายกว่าการสืบค้นบทความที่จัดทำเป็นฐานข้อมูลวารสารเชิงพาณิชย์ที่ห้องสมุดบอกรับเป็นสมาชิก (OASIS, 2010)

นอกจากนี้แล้วการทำโครงการวิจัยแต่ละครั้งมีต้นทุนในการทำที่ค่อนข้างสูงและใช้ระยะเวลาในการจัดทำเป็นเวลานาน ด้วยเหตุนี้เหล่านักวิจัยเองต้องการให้ความรู้ที่ได้จากการศึกษาวิจัยถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็วและทั่วถึง และในอดีตเองความร่วมมือระหว่างเหล่านักวิจัยที่มีอยู่ทุกมุมโลกเองทำได้ยากเพราะปัญหาด้านการสื่อสารและข้อจำกัดในการเข้าถึงงานวิจัยเหล่านั้น การที่นักวิจัยทำผลงานการศึกษาของตนให้เป็น OA จะส่งเสริมให้มีการแบ่งปันข้อมูลได้ง่ายและกว้างไกลมากขึ้น ซึ่งช่วยให้เหล่านักวิจัยหรือนักวิชาการที่ศึกษางานในด้านเดียวกันสามารถเข้าถึงเอกสารได้ง่ายมากขึ้น ช่วยให้การศึกษางานด้านนั้นๆ มีความคืบหน้าได้รวดเร็วขึ้น (OASIS, 2010)

นอกจากที่นักวิจัย/นักวิชาการจะได้รับประโยชน์จากการจัดทำ OA แล้ว สถาบันต้นสังกัดเองยังได้รับประโยชน์ด้วยเช่นกัน เช่นเดียวกันมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นแหล่งที่สำคัญที่มีการวิจัยและเผยแพร่องค์ความรู้แห่งหนึ่ง การจัดทำ OA ทำให้มีการเข้าถึงผ่านเว็บไซต์ซึ่งจะช่วยสร้างผลกระทบ ต่องานวิจัยทั้งในแง่การเข้าถึงและการอ้างถึง ข้อมูลต่างๆ ที่ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบทำให้ง่ายต่อการสืบค้นและเผยแพร่ การประเมินคุณภาพของงานวิจัยและบุคลากรทำได้สะดวกขึ้นและช่วยให้การจัดการดูแลงานวิจัยต่างๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น ถือเป็นช่องทางของสถาบันทางหนึ่งในการเผยแพร่งานวิจัยและพัฒนาคุณภาพของสถาบันได้เป็นอย่างดี (OASIS, 2009)


3.  ประโยชน์ต่อองค์กรธุรกิจ องค์กรธุรกิจก็ได้รับประโยชน์จากการทำ OA เช่นกัน เริ่มต้นจากการที่สำนักพิมพ์เชิงพาณิชย์เองปรับตัวเองจากการตีพิมพ์วารสารวิชาการเชิงพาณิชย์เพียงอย่างเดียว มาเป็นการรับทำ OA ในรูปแบบ Open Access Journal มากขึ้น ทำให้สำนักพิมพ์เองสามารถเสนอทางเลือกให้เลือกรูปแบบในการจัดพิมพ์ให้แก่ผู้เขียน สำนักพิมพ์ยังสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนต่างๆ เช่น การจ้างผู้ทรงคุณวุฒิในการตรวจสอบคุณภาพของเนื้อหา ค่าจัดพิมพ์ ฯลฯ เพราะเป็นส่วนที่ผู้เขียนเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการทำเอกสาร OA นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมการทำประโยชน์กลับสู่สังคมได้อีกทางหนึ่งของหน่วยงาน/องค์กรธุรกิจต่างๆ ภายใต้แนวคิดเดียวกับนักวิจัย/นักวิชาการที่ต้องการคืนความรู้กลับสู่สังคมเพื่อการพัฒนาประเทศต่อไป (OASIS, 2010) รวมถึงมีผลประโยชน์ต่อโอกาสที่จะลดความเสี่ยงในการผลิตสินค้าเกินความต้องการได้เช่นกัน จากกรณีศึกษาสำนักพิมพ์ Bloomsbury ที่อนุญาตให้งานเขียนของสำนักพิมพ์ให้สามารถเข้าถึงบนอินเทอร์เน็ต ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons และจัดพิมพ์ในรูปแบบ Publish-on-demand (POD) หรือตีพิมพ์ตามคำสั่งซื้อ ซึ่งพบว่าสามารถขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้นเนื่องจากมีการเข้าถึงได้ง่ายขึ้นผ่านอินเทอร์เน็ต ทำให้ผู้ที่สนใจในตัวเล่มสามารถสั่งซื้อได้ในภายหลัง (Murphy, 2009)

เครื่องมือส่วนตัว