ค่าผลกระทบของวารสารวิชาการ
จาก Thailand Science and Technology Wikipedia
เนื้อหา |
ค่าผลกระทบของวารสารวิชาการ ( Journal Impact Factor, JIF)
เป็นที่ทราบกันดีถึงหลักการวัดค่าจำนวนการอ้างอิง เพื่อเป็นการประเมินคุณค่า คุณภาพของวารสาร วิธีการวัดที่เป็นรู้จักมากที่สุด คือ การนับจำนวนการได้รับอ้างอิง (Citation Count) และค่าผลกระทบ (impact factor) วารสารที่มีค่าผลกระทบสูงย่อมเป็นที่สนใจแก่นักวิจัยชั้นนำต้องการตีพิมพ์เพื่อเปิดให้มองเห็นได้กว้างยิ่งขึ้น ตัวอย่าง วารสาร Physical Review Letters ในปี 2005 มีค่า IF = 7.489 หมายถึง วารสารนี้ในปี 2003 และ 2004 ได้รับการอ้างอิง 7.489 เท่าในปี 2005 ค่า IF พัฒนาขึ้นโดย ISI ในปี 1975 มีการตีพิมพ์แบบรายปีโดยมีพัฒนาการมาจากไมโครชิพ ต่อมาในช่วงปี 1980s เป็น CD-ROM และสุดท้ายพัฒนาและบริการอยู่บนเว็บในปี 1997 เปิดให้สืบค้นแบบบอกรับเป็นสมาชิก ปัจจุบัน ISI ให้บริการค่า IF สำหรับวารสารมากกว่า 5,900 ชื่อในสาขา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และในสาขาสังคมศาสตร์ 1,700 ชื่อ ในบริการที่ชื่อว่า Journal Citation Reports , JCR
ค่า IF มีจุดอ่อน หลายด้านคือ
- ค่า IF สามารถมีอิทธิพลอย่างสำคัญยิ่งสำหรับบทความจำนวนน้อยที่ได้รับการอ้างอิงสูงมาก หรือมีอิทธิพลต่อบทความที่ไม่ได้รับการอ้างอิง/ได้รับการอ้างอิงจำนวนน้อย
- ผู้แต่งบทความ/วารสารที่ตีพิมพ์บทความประเภทวิจารณ์ (Review) ดูเหมือนจะได้รับการอ้างอิงสูง เพราะบทความ Review มักจะได้รับการอ้างอิงสูง
- มีบทความถูกนำไปใช้ แต่ไม่ได้รับการอ้างอิงจำนวนหนึ่ง
- สูตรหาค่า IF คำนวณในช่วง 2 ปี เท่านั้น ไม่ได้เป็นค่าที่วัดในระยะยาว
จากการศึกษาของนักวิจัยจาก University Southamton, UK. พบว่า จำนวน download จำนวนการได้รับการอ้างอิงและค่า Impact Factor มีความสัมพันธ์กัน โดยทั้งนี้มีค่าแตกต่างกันไปในบทความวิจัยของแต่ละสาขาวิชา
ประวัติการผลิตแหล่งสารสนเทศ Citation Index
ดัชนีการอ้างอิง คือ ตัวชี้วัดถึงการอ้างอิงระหว่างกันของบทความวิจัยที่เกิดที่หลังอ้างอิงไปยังเอกสารก่อนหน้า ซึ่งสามารถทำให้ผู้ใช้สืบค้นได้อย่างสะดวกง่าย ดัชนีการอ้างอิงลำดับแรกสุดของโลกคือ Shepard’s citation เกิดในปี 1873 ในสาขากฎหมาย ต่อมาในปี 1960 Eugene Garfield แห่งสถาบัน ISI ได้นำเสนอดัชนีการอ้างอิงของบทความวารสารวิชาการ เริ่มด้วย Science Citation Index (SCI) ต่อมาขยายในสาขา Social Science และ Arts and Humanities
แหล่งบริการดัชนีการอ้างอิงที่สำคัญในปัจจุบัน (Major Current Citation Indexing Service) ขณะนี้มี 2 สำนักพิมพ์จัดบริการข้อมูลดัชนีอ้างอิงให้บริการแบบการบอกรับเป็นสมาชิกคือ ISI บริการ Web of Science และ สำนักพิมพ์ Elsevier บริการ Scopus มีราคาค่าบอกรับค่อนข้างสูง จ่ายค่าสมาชิกแบบรายปี นอกจากนี้ยังมีแหล่งดัชนีอ้างอิงที่มีบริการฟรีอยู่ในขณะนี้ เช่น
- Citeseer แสดงข้อมูลการอ้างอิงของบทความวิชาในสาขา Computer Science
- RePec แสดงข้อมูลการอ้างอิงของบทความสาขาเศรษฐศาสตร์
- Google Scholar (GS) มีแนวโน้มที่จะแปลงตัวเป็นบริการเชิงพาณิชย์
ในแต่ละบริการ มีรูปแบบวิธีการเข้าถึง และการใช้แตกต่างกันไป
การวิเคราะห์การอ้างอิง
การวัดค่าการอ้างอิงที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดคือ ค่า Impact Factor (IF) วัตถุประสงค์แรกเริ่มของการจัดทำดัชนีอ้างอิง คือเพื่อการสืบค้นถึงเอกสารก่อนหน้า ต่อมาถูกนำไปใช้ในการศึกษา Bibliometrics เพื่อประเมินคุณค่างานวิจัยเพิ่มมากยิ่งขึ้น ค่าผลกระทบวารสาร (Journal Impact Factor) ที่เป็นรู้จักกันอย่างดีที่ใช้หลักการมาจากข้อมูลการอ้างอิงนี้
IF = จำนวนครั้งที่ได้รับการอ้างอิงในปี 2005 หารด้วย จำนวนบทความที่ตีพิมพ์ในปี 2003 และ 2004
วิธีค่า IF ของวารสาร Nature = 50,848 หารด้วย 1,737 (859 + 878)= 29.273
เทคนิคที่ใช้กันช่วงแรกของศตวรรษที่ 19 คือการใช้วิธีการนับจำนวนการอ้างอิงเพื่อจัดอันดับวารสาร ต่อมามีการเสนอวิธีการวัดที่เป็นอย่างมีระบบ เพื่อการนับสำหรับบทความวารสารวิชาการ พัฒนาริเริ่มโดย Eugene Garfield แห่ง ISI ถือเป็นผู้บุกเบิกในการจัดอันดับผู้แต่งบทความ และอันดับบทความ (paper) ในการศึกษาของ Eugene เมื่อปี 1965 พบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่าง ความถี่ของการอ้างอิงกับความมีชื่อเสียงสูงส่ง คือนักวิทยาศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบล ตีพิมพ์บทความเฉลี่ย 5 เท่า ในขณะที่งานพิมพ์นั้นได้รับการอ้างอิงเฉลี่ย 30 – 50 เท่า Garfield รายงานว่าพบ ปรากฏการณ์เช่นนี้กับนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลอื่นๆ
ดัชนีค่าใหม่ H – index
พัฒนาโดย Jorge E Hirsch นักฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเคลิฟอร์เนีย ซานดิโก สหรัฐอเมริกา ในปี 2005 เพื่อหาจำนวนของค่าผลกระทบ/คุณภาพบทความวิจัย ของนักวิจัยแต่ละคน ยกตัวอย่างเช่น หากนักวิจัยได้รับค่า H – index = 10 หมายความว่า นักวิจัยผู้นั้นมีผลงานตีพิมพ์ 10 บทความ และได้รับการอ้างอิงอย่างต่ำสุด 10 ครั้ง/บทความ วิธีการคำนวณหาค่า h – index ขั้นต้นคือระบุหาบทความของผู้แต่งในฐานข้อมูลการอ้างอิง
ค่า H – index เป็นวิธีการวัดแบบง่าย นับจากจำนวนบทความที่ตีพิมพ์ (publications) และจำนวนครั้งที่ได้รับการอ้างอิงสูงสุดใน 1 บทความ Hirsch ได้ประมาณการว่า
- นักวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพ/ความสำเร็จในระยะเวลาผ่านไป 20 ปีควร มีค่า H – index = 20
- นักวิทยาศาสตร์ที่โดดเด่น (Outstanding Scientist) ควรมีค่า H – index = 40
- นักวิทยาศาสตร์แบบ Truly Unique ควรมีค่า H – index = 60
อย่างไรก็ตามค่า H – index มีความผันแปรไปตามสาขาวิชาต่างๆ การศึกษาเพื่อจัดอันดับ ค่า H – index พบว่า นักวิทยาศาสตร์ชื่อ Ed Witten แห่งมหาวิทยาลัยพริ้นซ์ตัน มีค่า H – index สูงสุด = 107 นอกจากนี้พบอีกว่า ค่า H – index มีความสัมพันธ์ในทางบวกกับจำนวนการอ้างอิง/ค่า Impact Factor/จำนวนบทความและผลการประเมินคุณภาพบทความวิจัยจากการตรวจสอบ (peer evaluation) การหาค่า H – index เป็นวิธีที่ง่ายมากและรวดเร็วโดยในฐานข้อมูลเช่น Web of Science/Scopus และ Google Scholar ได้มีบริการให้คำนวณหาค่า H – index ได้อย่างอัตโนมัติหลังจากได้รับผลลัพธ์ของการสืบค้นของนักวิจัยชื่อหนึ่งๆ เช่นในฐานข้อมูล Web of Science มีบริการ Citation Report ผู้ใช้เพียงกดปุ่มระบบจะแสดงผลให้แบบอัตโนมัติทันที วารสารที่มีชื่อเสียงในสาขา Bibliometrics ในฉนับล่าสุด นำเสนอบทความที่เกี่ยวข้องกับ H – index ทั้งหมด
H -index
คือดัชนีหาจำนวนผลผลิตด้านวิทยาศาสตร์ (บทความวิจัย) ของนักวิทยาศาสตร์ที่อยู่บนหลักการ จำนวนบทความตีพิมพ์ของนักวิจัยชื่อหนึ่งๆ และจำนวนการได้รับการอ้างอิง อาจประยุกต์ใช้กับนักวิจัยเป็นกลุ่ม เช่น ภาควิชา มหาวิทยาลัย ประเทศ ได้ด้วยค่า H – index นี้ พัฒนาโดย Jorege E – Hirsch ในปี 2005 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือวัดหาค่าผลผลิตของนักวิจัยในสาขาทฤษฎีฟิสิกส์ (Theoretical Physicists) ขณะนี้ค่านี้เป็นที่ยอมรับในวงกว้างถือเป็นวิธีหนึ่งที่มีความเป็นไปได้ คำจำกัดความ และวัตถุประสงค์ ค่านี้มาจากสูตรที่มาจากค่าจำนวนบทความวิจัยและจำนวนการได้รับการอ้างอิง Hirsch เขียนไว้ว่า A scientist has index h if h of his Np papers have at least h citation each and the other (Np – h) paper have at most h citation each หรือ หมายความว่า นักวิทยาศาสตร์ที่มีค่าดัชนี h คือ มีบทความวิจัย h ซึ่งได้รับการอ้างอิงอย่างน้อย = h ต่อแต่ละบทความหนึ่งๆ ดังนั้นค่า h เป็นผลลัพธ์มาจากความสมดุล (Balance) ระหว่าง จำนวนบทความที่ตีพิมพ์ กับจำนวนการได้รับการอ้างอิงของแต่ละบทความที่ตีพิมพ์หนึ่ง (number of citations per publication)
ค่า H นี้ออกแบบเพื่อปรับปรุงวิธีการวัดใช้ง่ายยิ่งขึ้น เพื่อให้แสดงถึงความมีอิทธิพลสูง Distinguish truly influential ต่อนักวิจัย ค่านี้สามารถแสดงได้อย่างเหมาะสม ด้วยการเปรียบเทียบงานวิจัยที่อยู่ในสาขาเดียวกันเท่านั้น และไม่เหมาะสมในการวัดบทความวิจัยเพียง 1 บทความที่แม้ได้รับการอ้างอิงจำนวนมาก
มีบริการออนไลน์เพื่อคำนวณหาค่า H และแสดงแผนภูมิหลายแห่ง เช่น
- ฐานข้อมูล Scopus ของสำนักพิมพ์ Elsevier (เป็นบริการบอกรับเป็นสมาชิก)
- Thomson ISI : Web of Science
- MetaSearch Engine ชื่อ Quad Search
- H – index calculator
- H – index calculator mirror
- Google Scholar
ค่า H – index ถือเป็นทางเลือกใหม่เพิ่มขึ้นจากค่าดั้งเดิม คือ ค่า Impact Factor ของวารสาร ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีค่าใช้จ่ายในการบอกรับไม่ให้ฟรี Hirsch ได้แสดงให้เห็นว่าค่า H ทำนายได้ถูกต้องมากขึ้นกับนักวิจัยที่มีชื่อเสียงที่ได้รับรางวัลโนเบล
ข้อเด่นของ H – index
จากข้อด้อยของดัชนีชี้วัด Bibliometrics รุ่นดั้งเดิม เช่นค่าจำนวนรวมของบทความตีพิมพ์ หรือจำนวนรวมของการได้รับการอ้างอิง นั้นไม่สามารถอธิบายถึงคุณภาพของบทความวิจัยได้ H – index มีวัตถุประสงค์ เพื่อวัดพร้อมๆ กันทั้งในแง่คุณภาพและจำนวนของบทความวิจัย ตัวอย่าง บทความวิจัยสาขา Condensed Matter Theory โดย J.P.Perdew ที่มีความสำเร็จสูงในการนำไปใช้ประโยชน์ในการประดิษฐ์ในเรื่อง Density Functional Theory อย่างกว้างขวาง Perdew มีบทความ 3 บทความ ที่ได้รับการอ้างอิงมากกว่า 5,000 ครั้งและ 2 บทความที่ได้รับการอ้างอิงมากกว่า 4,000 ครั้ง รวมการได้รับการอ้างอิงทั้งหมดเกือบ = 39,000 ครั้ง เมื่อคิดค่า h – index ได้ค่า = 51 แต่เมื่อเปรียบเทียบกับนัก Condensed Matter Theorist อีกคนคือ Marvin L. ได้ค่า H – index สูงสุดในสาขานี้ = 94 โดยมีจำนวนรวมการได้รับการอ้างอิงน้อยกว่า 35,000 ครั้ง ค่า H – index สามารถคำนวณได้ถึงในช่วงเวลาอีกด้วย ใน 2 วิธีที่แตกต่างกัน ค่า H ขึ้นกับอายุของนักวิจัยในแบบเส้นตรงตามระยะเวลา โดยทั้งนี้สามารถศึกษาเปรียบเทียบนักวิทยาศาสตร์ที่มีอายุแตกต่างกันได้ และอีกวิธีคือ การคำนวณหาค่า H โดยดูจากบทความตีพิมพ์ในช่วงเวลาช่วงหนึ่งๆ เช่นในช่วง 10 ปี ดังนั้นการวัดผลผลิตบทความวิทยาศาสตร์ของช่วงปัจจุบันขัดแย้งกับความสำเร็จกับนักวิทยาศาสตร์ทั้งช่วงชีวิต (lifetime)
การวิพากษ์วิจารณ์
มีกลุ่มนักวิเคราะห์ Bibliometrics ชี้ว่าค่า H อาจชี้นำไปทางที่ผิด ถึงข้อมูลผลงานนักวิทยาศาสตร์ด้วย ความจริงที่สำคัญที่สุดคือ ค่า H มีขอบเขตจากจำนวนรวมบทความวิจัย ซึ่งหมายถึงนักวิทยาศาสตร์ ที่อยู่ในอาชีพการวิจัยช่วงสั้นได้รับข้อด้อยอย่างประจำตัว นอกจากนี้ยังพบว่า อุปสรรคที่เป็นไปได้ของค่า Impact Factor ที่ประยุกต์ให้เท่ากับค่า H – index ตัวอย่าง บทความวารสารแบบวิจารณ์ (review) ส่วนใหญ่มักได้รับการอ้างอิงสูงกว่าบทความทั่วไป ดังนั้น ต้องมีสมมุติฐานที่ว่า ผู้แต่งที่แต่งบทความวิจารณ์ควรมีค่า H – index สูงกว่าผู้แต่งประเภทอื่น
Glossary
Bibliometrics: the application of quantitative methods to books and other communication media. IF: Journal Impact Factor: basically a ratio between citations and citable items published in journals. ISI: Institute for Scientific Information: Philadelphia-based company providing scholarly information services including the citation indexes and the Journal Citation Reports. JCR: Journal Citation Reports: a publication of ISI providing bibliometric data for journals covered by their citation indexes including the journal impact factors. Mainstream journals: generally used to refer to a group of highly cited and highly visible journals covered by the ISI citation indexes. Peer review: evaluation of a scientist’s work by his/her colleagues with similar scientific interests and rank. SCI: Science Citation Index: a publication of ISI indicating who cites whom, used as a source of data for citation analysis and journal impact factors in science, technology and medicine. Scientometrics: the study of the measurement of scientific and technological progress. Bibliometrics: is a study or measurement of formal aspects of texts, documents, books and information. Scientometrics : analyses the quantitative aspects of the production, dissemination and use of scientific information with the aim of achieving a better understanding of the mechanisms of scientific research as a social activity. Informetrics is a subdiscipline of information sciences and is defined as the application of mathematical methods to the content of information science. Webometrics is the application of informetrical methods to the World Wide Web (WWW)
เอกสารอ้างอิง
- Dana L. Roth 2005 “The emergence of competitors to the Science Citation Index and the web of Science “ Current Science Vol.89, No 9, 10 November 2005 P.1531-1536
- Judit Bar-Ilan 2008 “ Informetrics at the beginning of the 21st century-A review “ Journal of Informetrics Volume 2 , Issue 1, January 2008 P. 1-52
- Meho, L I. 2007 “ The rise & rise of citation analysis “ Physics World V.20 Issue 1 Jan.2007 P.32-36
- Thomson Reuters “ White Paper Using Bibliometrics “ 2008
- Bibliometrics - Wikipedia : http://en.wikipedia.org/wiki/Bibliometrics- as of 21 July 2008
- H-index - http://en.wikipedia.org/wiki/H-index - as of 21 July 2008

