ความแปรปรวนสภาพภูมิอากาศ
จาก Thailand Science and Technology Wikipedia
เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (ศรภอ) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย (Thai SMC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนา เรื่อง "ร้อนปนฝน เกิดอะไรขึ้นกับหน้าหนาวในเมืองไทยปี 2553" เพื่อร่วมกันวิเคราะห์และสรุปบทเรียนถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับสภาพอากาศของประเทศไทยเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา
ดร.สมชาย ใบม่วง รองอธิบดี กรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า การที่มีฝนตกในช่วงฤดูหนาว เป็นเหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้เป็นปกติอยู่แล้ว ทั้งนี้เนื่องจากมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมายังตอนล่างสู่ประเทศไทยและบริเวณใกล้เคียง มวลอากาศเย็นนี้ถ้าเข้าสู่ประเทศไทยจะทำให้เกิดเป็นลมตะวันออกเฉียงเหนือพัดนำเอาความหนาวเย็นมาด้วย ถ้าเคลื่อนลงสู่ ทะเลจีนใต้ จะทำให้เกิดเป็นลมตะวันออกเฉียงใต้ พัดนำเอาความชื้นจากทะเลจีนใต้เข้าสู่ คาบสมุทรอินโดจีน ทำให้เกิดฝนตกได้ โดยแต่ละปีจะมีความหนักเบาแตกต่างกันไป แต่ปีนี้ถือว่ามีฝนตกมากกว่าปกติโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ สาเหตุนั้นหากมองปัจจัยกว้างๆ ก็อาจมาจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้ภูมิอากาศโลกแปรปรวน และโลกพยายามปรับสภาพเพื่อเข้าสู่ภาวะสมดุลของตัวมันเอง ดังนั้นในพื้นที่บางแห่งจะมีฝนมาก บางแห่งมีน้อย บางแห่งร้อนมาก บางแห่งหนาวมาก เป็นต้น
"สำหรับคนกรุงเทพฯ บางทีอาจจะรู้สึกว่า เดี๋ยวนี้หน้าหนาว รู้สึกไม่หนาว หรือหนาวเป็นช่วงสั้นๆ ทั้งนี้เพราะสภาพบ้านเมือง สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป กรุงเทพฯ มีการสร้างตึกเกิดขึ้นมากมาย สภาพอากาศจึงเปลี่ยนไป การที่จะให้กรุงเทพฯ หนาวเหมือนเมื่อ 20 ปีก่อนนั้น คงเป็นไปไม่ได้แล้ว แต่ถ้าดูในต่างจังหวัดบริเวณที่ราบสูง บนยอดเขาบนยอดดอย จะเห็นว่าช่วงหน้าหนาว อากาศก็ยังคงหนาวอยู่ แต่กลางวันจะร้อนเพราะเมฆก้อนใหญ่ๆ ที่คอยบังแสงแดดมักจะไม่ค่อยมี
โดยสรุปคือ ช่วงเวลาการเกิดของแต่ละฤดูในประเทศไทยยังคงดำเนินไปตามปกติ เพียงแต่ความแปรปรวนสภาพภูมิอากาศ (Climate variability) ที่เกิดขึ้นในแต่ละฤดูนั้น เกิดขึ้นได้โดยมีความหนักเบาแตกต่างกันไป และหากอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกยังสูงขึ้น ความแปรปรวนสภาพภูมิอากาศนี้ก็มีแนวโน้มมากขึ้น ซึ่งเป็นเพราะโลกพยายามปรับสภาพเพื่อให้เข้าสู่ภาวะสมดุลนั่นเอง"
ขณะที่ ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในช่วงหน้าหนาว มักจะมีฝนตกได้เป็นปกติอยู่แล้ว เพราะ ความกดอากาศ สูงตอนบนแผ่ลงมายังประเทศไทย ทำให้เกิดอากาศเย็นพร้อมกับความชื้นสูง และเกิดฝนตก แต่สภาพอากาศของกรุงเทพฯ ก็จะแตกต่างจากที่อื่น เพราะสภาพภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อมในแต่ละพื้นที่แตกต่างกันไป ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเรามีจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น สิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญซึ่งมีมากกว่า ภาวะโลกร้อน เสียอีก ดังนั้นถ้าจะบอกว่าสภาพอากาศร้อนปนฝนในหน้าหนาว จะมองแค่กรุงเทพฯ ไม่ได้ เพราะสภาพแวดล้อมแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน แต่ปัจจัยสำคัญยังเห็นว่ามาจากตัวแปรของจำนวนประชากรและการบริโภคพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติที่แตกต่างกัน
สำหรับ ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ นักวิชาการจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ และที่ปรึกษาวิชาการศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้มุมมองในฐานะนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ว่า ทุกวันนี้ความแปรปรวนของภูมิอากาศมักจะถูกเชื่อมโยงกับภาวะโลกร้อน เนื่องจากประชาชนและสื่อมวลชนต่างมีความตื่นตัวต่อผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนมากขึ้น จึงมีการตั้งข้อสังเกตถึงลักษณะสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลมฟ้าอากาศ หรือการเกิดโรคระบาดใหม่ๆ ในแง่ดี คือเมื่อทุกคนตระหนักว่าภัยพิบบัติอาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา เท่ากับเป็นการกระตุ้นให้สังคมเกิดการเตรียมความพร้อมในการรับมือได้อย่างถี่ถ้วน แต่ในขณะเดียวกันการที่ประชาชนไม่รู้หรือเข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริง ก็นำไปสู่ภาวะความตื่นตระหนก หลงเชื่อต่อคำทำนายหรือคำคาดการณ์บางอย่างที่น่ากลัวเกินความเป็นจริงและไม่ได้อยู่บนพื้นฐานข้อมูลทางวิชาการที่ถูกต้อง
"การอธิบายถึงเรื่องดินฟ้าอากาศ บางครั้งมักจะมีศัพท์วิชาการที่เข้าใจยาก เช่น อาร์กติก ออสซิลเลชัน (Arctic oscillation) และ กระแสลมกรดหรือเจ็ทสตรีม (Jet Stream) ฯลฯ แนวทางหนึ่งที่น่าจะช่วยให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายขึ้นก็คือการใช้ภาพประกอบ หรือภาพเคลื่อนไหวในการนำเสนอ ดังเช่น ภาพกราฟิกประกอบคำอธิบายของหนังสือพิมพ์ USA Today ในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังควรมีการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันได้อย่างทันท่วงที ที่สำคัญยังเป็นฐานข้อมูลในการวางแผนจัดทำเอกสารความรู้และการเตือนภัยล่วงหน้าให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่องอันจะก่อให้เกิดการเตรียมรับมือได้อย่างเหมาะสม เช่น ในฤดูร้อนซึ่งจะมีพายุฤดูร้อนเข้ามา เกิดลมแรง ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ลูกเห็บตก ก็ควรที่จะมีการเตือนกันตั้งแต่เนิ่นๆ อย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ เพราะจะเตือนตอนช่วงที่อาจเกิดเหตุแล้วไม่ทันการ
หากประชาชนมีความเข้าใจพื้นฐานที่ถูกต้อง และติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง ก็จะสามารถแยกแยะได้ว่าข้อมูลและคำแนะนำใดที่น่าเชื่อถือ อีกทั้งยังสามารถเตรียมการรับมือได้อย่างเหมาะสม ทำให้ลดความเสี่ยงต่อภัยอันตรายต่างๆ ได้"
แหล่งที่มาข้อมูล: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. ศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย. http://nstda.or.th/index.php/nstda-knowledge/1242-climate-variability เข้าถึงเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2553

