ครีมบำรุงผิวจากเห็ดแครง
จาก Thailand Science and Technology Wikipedia
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประสบผลสำเร็จวิจัยและพัฒนา “ครีมบำรุงผิวจากเห็ดแครง(Schizoderma beauty cream)” มีสารต้านอนุมูลอิสระชะลอผิวหนังแก่ก่อนวัยและช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนัง หวังลดการนำเข้าเวชสำอางบำรุงผิว เพิ่มมูลค่าผลผลิตการเกษตร พร้อมสร้างทางเลือกในการทำอาชีพเสริมของเกษตรกรสู่การเกิดธุรกิจ SMEs อย่างยั่งยืน
นางเกษมศรี หอมชื่น ผู้ว่าการ วว. กล่าวชี้แจงว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์โลชั่นบำรุงผิวคิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นโลชั่นบำรุงผิวเพื่อผิวขาว (48%) 2,000 ล้านบาท โลชั่นบำรุงผิวทั่วไป (43%) 1,900 ล้านบาท และโลชั่นบำรุงผิวที่มีประโยชน์เฉพาะ (9%) 300 ล้านบาท จากมูลค่าทางเศรษฐกิจดังกล่าวกอปรกับการที่ วว. มีความเชี่ยวชาญและความพร้อมด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากสมุนไพร และเล็งเห็นความสำคัญของการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบเห็ดและมูลค่าการตลาดของผลิตภัณฑ์สำหรับผิวพรรณ วว. โดยฝ่ายวิทยาศาสตร์ชีวภาพและฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ จึงได้บูรณาการโครงการวิจัยและพัฒนาเวชสำอางจากเห็ดสมุนไพรสำหรับการบำรุงผิวขึ้น โดยนำเห็ดเพื่อบริโภคมากกว่า 10 ชนิด มาทำการวิจัยทดสอบและพบว่าเห็ดแครง(หรือเห็ดตีนตุ๊กแก) เหมาะที่จะนำมาพัฒนาเป็นครีมบำรุงผิว เพราะอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และประสบผลสำเร็จในการนำมาเป็นวัตถุดิบสำคัญในการพัฒนาเป็น “ผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิวจากเห็ดแครง” (ซิโซเดอมา บิวตี้ครีม : Schizoderma beauty cream) มีคุณสมบัติช่วยให้ความอ่อนโยนต่อผิวหนัง โดยเนื้อครีมจะมีสีขาวนวลและมีความชุ่มชื้นสูง หากมีการใช้สม่ำเสมอจะช่วยให้ผิวหนังดูอ่อนวัย อาจช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งผิวหนังได้ เนื่องจากผิวหนังของมนุษย์นั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมและที่วัยเพิ่มขึ้น
“ผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิวจากเห็ดแครงอยู่ในรูปแบบครีมบำรุง ใช้ทาผิวได้บ่อยตามต้องการ เหมาะกับผิวทุกส่วนของร่างกาย ผลงานวิจัยของ วว. ชิ้นนี้ นอกจากจะช่วยในด้านสุขภาพผิวแล้ว ยังจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตเห็ดของไทย เนื่องจากมีเห็ดอีกหลายชนิดที่ยังไม่สามารถผลิตได้ในเชิงการค้า บางชนิดมีการผลิตเพื่อบริโภคเป็นการค้าแต่ยังไม่ได้ถูกพัฒนามาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ถ้ามีการนำมาพัฒนาให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค เกิดการขยายตัวของการเพาะเห็ดในเชิงอุตสาหกรรมมากขึ้น ทำให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มและนำเห็ดที่มีราคาไม่สูงมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ ก็จะทำให้เกิดการกระจายรายได้ เป็นเครือข่ายการผลิตของอุตสาหกรรม SMEs ที่ต่อเนื่องและยั่งยืนได้ นอกจากการพัฒนาครีมบำรุงผิวจากเห็ดแครงดังกล่าวแล้ว วว. ยังมีโครงการวิจัยและพัฒนาเวชสำอางจากเห็ดสมุนไพร ซึ่งอยู่ในระหว่างการวิจัยและพัฒนาและจะประชาสัมพันธ์เร็วๆนี้ เชื่อมั่นว่าจะช่วยลดการนำเข้าเวชสำอางจากต่างประเทศและเป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรด้วย” ผู้ว่าการ วว. กล่าว
ดร.ชนะ พรหมทอง นักวิชาการ ฝ่ายวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้เริ่มดำเนินงานเมื่อปี 2551 โดยอิงอยู่บนพื้นฐานความเชี่ยวชาญในการเพาะเลี้ยงและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเห็ดของ วว. รวมทั้งมีรายงานการศึกษาในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น จีน อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศสและอิสราเอล ถึงสรรพคุณของเห็ดด้านยารักษาโรค ซึ่งในโลกมีเห็ดมากกว่า 12,000 ชนิด โดยมีเห็ด 2,000 ชนิดเท่านั้นที่บริโภคได้ เป็นเห็ดที่สามารถเก็บจากป่าและมีสรรพคุณทางยา 200 ชนิด และมีเห็ดจำนวน 35 ชนิดสามารถเพาะเลี้ยงได้ โดยมีเพียง 20 ชนิดเท่านั้นที่เพาะในระดับอุตสาหกรรม เห็ดมีโปรตีนสูงรองจากผลิตภัณฑ์จากสัตว์และถั่วบางชนิด นอกจากนั้นยังช่วยในการรักษาโรค เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เป็นอาหารอายุวัฒนะ และใช้เป็นสารผสมในเครื่องสำอางบำรุงผิว เนื่องจากในปัจจุบันมนุษย์มีปัญหาเกี่ยวกับโรคทางผิวหนังเพิ่มขึ้น อันเป็นผลสืบเนื่องจากสภาวะมลพิษในอากาศสูง และความรุนแรงของรังสียูวี ทำให้มีผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมากมายหลายชนิดจำหน่ายในท้องตลาด
“ในเกาหลีได้มีการนำเห็ดหลินจือมาทำครีมบำรุงผิวกันแพร่หลาย ส่วนในประเทศไทย วว. พัฒนาเห็ดเขตร้อนคือเห็ดแครงให้มีมูลค่าเพิ่มหรือนำมาเป็นเครื่องสำอาง โดยเห็ดชนิดนี้จะนิยมบริโภคในภาคใต้มากกว่าภาคอื่นๆ และจะขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในทุกภูมิภาคของไทยอยู่แล้วแต่ยังมีปริมาณน้อย อย่างไรก็ตามเราสามารถเพาะเลี้ยงได้ ซึ่ง วว. มีความพร้อมในการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือฝึกอบรมการเพาะเห็ดแครงในเชิงการค้า ให้แก่เกษตรกรหรือผู้ประกอบการ SMEs ที่สนใจ หากผู้ประกอบการสนใจเข้ารับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตครีมบำรุงสูตรนี้จาก วว. เพื่อการจำหน่ายในท้องตลาด เชื่อมั่นได้ว่าจะไม่มีการขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับใช้ในกระบวนการผลิต อีกทั้งยังจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตเห็ดและทำให้เกษตรกรมีทางเลือกในการทำอาชีพเสริมหรือนำมาเป็นอาชีพหลักได้” ดร.ชนะ พรหมทอง กล่าว
นางภัทรา อะหมะดี พีรซะหีด นักวิชาการ ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ กล่าวถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิวจากเห็ดแครงว่า ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ต่างๆที่เกี่ยวกับความงาม ผิวพรรณ ความอ่อนวัย มีมากมายหลายชนิดในท้องตลาด ทั้งผลิตในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาสูงและส่วนมากเป็นสารประกอบเคมี ซึ่งอาจมีเพียงไม่กี่ผลิตภัณฑ์ที่มีผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่วิจัยและพัฒนาโดย วว. นั้นมีผลทดสอบทางด้านวิทยาศาสตร์สนับสนุนว่าสามารถต้านอนุมูลอิสระได้ดี มีการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ อีกทั้งผ่านการประเมินความปลอดภัยว่าไม่ระคายเคืองต่อผิวหนัง (Skin Irritation) ตามวิธีทดสอบหมายเลข 404 : OECD Guideline for Testing of Chemicals (2001) และไม่ก่อความเป็นพิษเฉียบพลันต่อผิวหนัง (Dermal acute toxicity) ตามวิธีทดสอบหมายเลข 402 : OECD Guideline for Testing of Chemicals (1987)
เห็ดแครง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Schizophyllum commune Fr. มีชื่อสามัญว่า Split Gill และมีชื่อท้องถิ่นว่า เห็ดตีนตุ๊กแก เห็ดจิก เห็ดยาง (ภาคใต้) เห็ดแก้น เห็ดตามอม (ภาคเหนือ) เห็ดมะม่วง (ภาคกลาง) หรือเห็ดตีนตุ๊กแก เห็ดแครงเป็นเห็ดขนาดเล็กมีลักษณะคล้ายพัด (fan-shaped) ด้านฐานมีก้านขนาดสั้นๆ ยาวประมาณ 0.1- 0.5 เซนติเมตร หรือไม่มีก้านติดอยู่กับวัสดุที่ขึ้นด้านข้าง ดอกเห็ดมีขนาดความกว้างประมาณ 1-3 เซนติเมตร ผิวด้านบนมีสีขาวปนเทาปกคลุมทั่วไป ลักษณะดอกเหนียวและแข็งแรง เมื่อแห้งด้านใต้ของดอกเห็ดมีครีบมีลักษณะแตกเป็นร่อง สปอร์มีสีใสรูปร่างเป็นทรงกระบอก เนื่องจากเห็ดแครงมีขึ้นอยู่ทั่วไป ในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน ลักษณะดอกเห็ดอาจแตกต่างกันในแต่ละท้องที่
วว. ผลิต “ครีมบำรุงผิวจากเห็ดแครง(Schizoderma beauty cream)” เพื่อจำหน่ายทดลองตลาด ผู้สนใจสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ได้ในงานเปิดโลกทัศน์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 47 ปี วว. “วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต วว. คิดเพื่อคนไทย” ในวันที่ 25-27 มิถุนายน 2553 เวลา 9.00-17.00 น. ณ วว. เทคโนธานี คลองห้า จังหวัดปทุมธานี สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับผลงานวิจัย ได้ที่ Call center วว. โทร. 0 2579 3000 หรือที่โทร. 0 2577 9000 โทรสาร 0 2577 9009 ในวันและเวลาราชการ www.tistr.or.th E-mail:tistr@tistr.or.th

