การเกิดรูโอโซนที่ขั้วโลก

จาก Thailand Science and Technology Wikipedia

ข้ามไปที่: นำทาง, ค้นหา

การเกิดรูโอโซนที่ขั้วโลก

แก๊สโอโซน ในบรรายากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ ทำหน้าที่ปกป้องโลกจากรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ ซึ่งรังสีนี้มีผลทำให้โลกร้อนขึ้น และทำให้เกิดอันตรายกับสิ่งมีชีวิต เช่น ทำให้คนและสัตว์เป็นมะเร็งผิวหนัง ตาเป็นต้อหรือมัวลง และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นสารที่ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิต มีผลทำให้พืชและสัตว์กลายพันธุ์ไปจากเดิม ตลอดจนเกิดการทำลายระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ และทำลายจุลินทรีย์ต่างๆ

ในปี พ.ศ.2517 มาริโอ โมลินา และ เชอร์วูด โรว์แลนด์ พบว่า สารประกอบประเภทคลอโรฟลูออไรคาร์บอนหรือ CFCs สามารถทำลายโอโซนในชั้นบรรายากาศได้ เพราะเมื่อคลอรีน (chlorine) ที่เป็นองค์ประกอบในโมเลกุลของ CFCs ลอยขึ้นไปสู่ชั้นสตราโตสเฟียร์ จะถูกรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์กระตุ้นให้เกิดการแตกตัวทำให้เกิดคลอรีนอีสระ ซึ่งจะไปรวมกับอะตอมของออกซิเจนที่แตกตัวออกมาจากโมเลกุลของโอโซน เกิดเป็นโมเลกุลของคลอรีนโมโนออกไซด์ (CIO) และออกซิเจน ทำให้ปริมาณโอโซนในบรรยากาศลดลง ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการกั้นรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ลดลงด้วย

สาร CFCs มีชื่อทางการค้าว่า "ฟรีออน" ครั้งหนึ่งถือว่าเป็นสารมหัศจรรย์ เพราะไม่ติดไฟ ไม่เป็นพิษ ต่อผู้สูดดม ไม่ระคายเคืองต่อผิวหนัง จึงนำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างกว้างขวาง เช่นใช้เป็นสารทำความเย็นในตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศ ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตโฟม พลาสติก ใช้เป็นสารทำลายในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และใช้เป็นสารขับดันในสเปรย์กระป๋อง เช่นสีพ่น สเปรย์ฆ่าแมลง สเปรย์ฉีดผม และอื่นๆ อีกจำนวนมาก

ในปี ค.ศ.1986 นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการสำรวจโอโซนในซีกโลกใต้ เหนือทวีปแอนตาร์กติก (Antarctica) พบว่าปริมาณโอโซนลดลงเหลือเพียง 88 DU (Dobson Unit) เท่านั้น และพบว่ามีสารประกอบของคลอรีนโมโนออกไซด์ ปริมาณสูงมาก ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า "รูโอโซน" ซึ่งเป็นบริเวณที่มีปริมาณโอโซนในบรรยากาศต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดคือ 220 DU

เครื่องมือส่วนตัว