การประเมินคุณภาพเอกสาร OA (Open Access
จาก Thailand Science and Technology Wikipedia
บทความทางวิชาการ เอกสาร หรือผลงานต่าง ๆ ที่เป็น OA มีการพิจารณาและควบคุมคุณภาพเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร OA ประเภท Institutional Repository (IR) ที่มีทั้ง Preprint หรือ Postprint และประเภท Open Access Journal (OAJ) โดยมีวิธีการประเมินได้หลายวิธีดังต่อไปนี้
เนื้อหา |
Peer-Reviewed
Peer-Reviewed หมายถึง ให้มีคณะผู้เชี่ยวชาญ สำหรับแต่ละสาขา เป็นผู้พิจารณาตรวจสอบ อ่านบทความ และตัดสินบทความดังกล่าวจะได้รับการยอมรับหรือปฎิเสธการตีพิมพ์ หรือให้กลับไปปรับปรุงแก้ไข ก่อนรับรองให้ลงพิมพ์ในวารสารนั้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพของบทความ และรับประกันว่า ผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่นั้น เป็นผลงานที่ดีและมีคุณภาพ ผ่านการตรวจสอบจากคณะผู้เชี่ยวชาญ (รุจเรขา อัศวิษณุ, 2544)
Citations
Citations หมายถึง จำนวนการถูกนำไปอ้างถึงของแต่ละบทความ และสามารถเชื่อมโยงไปหาบทความอื่น ๆ ที่นำบทความนั้น ๆ ไปอ้างถึงด้วย ดังตัวอย่างต่อไปนี้
Citations เป็นค่าที่แสดงถึงจำนวนการอ้างถึงบทความหรือเอกสาร อาจนำไปใช้ประกอบการพิจารณาถึงคุณภาพของบทความนั้น ๆ ได้ โดยบทความที่มีจำนวนการอ้างถึงมากก็อาจจะเป็นบทความที่มีคุณภาพได้ และจำนวนการอ้างอิงนี้มักจะถูกนำไปใช้ในการคำนวณหน่วยวัดอื่น ๆ ได้ เช่น Journal Impact Factor, H-index และ G-index เป็นต้นและในปัจจุบันพบว่า จำนวนการอ้างถึงของบทความใน OAJ มีแนวโน้ม สูงกว่าวารสารเชิงพาณิชย์ทั่วไป ดังจะเห็นได้จากกราฟต่อไปนี้
ภาพที่ 3 แสดงให้เห็นถึงจำนวนการอ้างถึงของบทความใน OAJ ได้แก่ Journal of Distance Education, International Review of Research in Open and Distance Learning, Online Journal of Distance Learning Administration, Turkish Online Journal of Distance Education และ วารสารเชิงพาณิชย์ ได้แก่ American Journal of Distance Education, Distance Education, International Journal of Distance Education Technologies, Open Learning โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นระหว่างปี พ.ศ. 2546–2551 ว่า OAJ มีแนวโน้มที่จะมีการอ้างถึงสูงกว่าวารสารเชิงพาณิชย์ เนื่องจาก OAJ นั้นสามารถเข้าถึงได้อย่างเสรี และนำบทความไปอ้างถึงได้สะดวกรวดเร็ว
Journal Impact Factor (JIF) หรือ ดัชนีผลกระทบการอ้างอิงวารสาร
Journal Impact Factor (JIF) หรือ ดัชนีผลกระทบการอ้างอิงวารสาร หมายถึง จำนวนครั้งโดยเฉลี่ยที่บทความของวารสารนั้นจะได้รับการอ้างถึงในแต่ละปี คิดค้นขึ้นโดย Dr. Eugene Garfield และ Irving H Sher จากสถาบัน ISI (Institute for Scientific Information) หรือ Thomson Reuters ในปัจจุบัน ดังนั้นค่า Journal Impact Factor จึงเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ช่วยในการเปรียบเทียบและจัดอันดับวารสาร อาจนำมาใช้ประโยชน์สำหรับห้องสมุดในการคัดเลือกและบอกรับวารสาร ใช้ในการคัดเลือกวารสารที่เหมาะสมเพื่อการตีพิมพ์สำหรับนักวิจัย รวมทั้งใช้ประเมินคุณภาพด้านการวิจัยของสถาบันการศึกษา โดยพิจารณาจากคุณภาพของบทความที่ตีพิมพ์โดยบรรดานักวิจัยภายในสถาบันนั้นๆ ได้อีกด้วย (รุจเรขา อัศวิษณุ, 2547) โดย ISI มีบริการ Journal Citation Reports เพื่อรายงานค่า Journal Impact Factor ของวารสารที่อยู่ในฐานข้อมูลของสถาบัน ISI จำนวน 3 ฐานข้อมูล คือ ฐานข้อมูล Science Citation Index (SCI), Social Science Citation Index (SSCI) และ Arts and Humanities Citation Index (A&HCI) นอกจากค่า Journal Impact Factor แล้ว ยังมีค่า Immediacy Index, Cited Half-life และอื่น ๆ ด้วย ดังภาพต่อไปนี้
ค่า Journal Impact Factor จะมีวิธีการคำนวณค่า Journal Impact Factor ดังภาพต่อไปนี้ ซึ่งในตัวอย่างเป็นตัวเลขที่ผู้เขียนเป็นผู้สมมติขึ้นมา
| ภาพที่ 5 การคำนวณค่า Journal Impact Factor ของวารสาร A |
|---|
| ค่า Journal Impact Factor ของวารสาร A
ค่า Journal Impact Factor = จำนวนการอ้างถึงบทความที่ตีพิมพ์ 2 ปีก่อนหน้านั้น/จำนวนบทความที่ตีพิมพ์ใน 2 ปีก่อนหน้านั้น หากจะหาค่า Journal Impact Factor ปี 2010 ของวารสาร A ซึ่งในปี 2010 มีจำนวนการอ้างถึงบทความที่ตีพิมพ์ปี 2008 จำนวน 3,584 ครั้ง ในปี 2010 มีจำนวนการอ้างถึงบทความที่ตีพิมพ์ปี 2009 จำนวน 4,276 ครั้ง รวมจำนวนการอ้างถึงบทความของวารสาร A ในช่วง 2 ปี คือ 7,860 ครั้ง โดยมีจำนวนบทความที่ตีพิมพ์ ปี 2008 ทั้งหมด 645 บทความ และมีจำนวนบทความที่ตีพิมพ์ ปี 2009 ทั้งหมด 783 บทความ รวมจำนวนบทความที่ตีพิมพ์ในช่วง 2 ปี คือ 1428 บทความ ดังนั้น ค่า Journal Impact Factor ปี 2010 ของวารสาร A คือ 7,860/1,428 = 5.5 |
จะเห็นได้ว่า การคำนวณที่ได้จากผลเฉลี่ยของบทความทั้งหมดในวารสาร เป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาถึงคุณภาพของวารสารได้ แต่ไม่สามารถวัดถึงคุณภาพของบทความที่อยู่ในวารสาร เพราะวารสารหนึ่งซึ่งอาจมีเพียงไม่กี่บทความเท่านั้นที่มีจำนวนการอ้างถึงสูง ส่งผลทำให้จำนวนการอ้างถึงทั้งหมดของบทความในวารสารสูงขึ้นไปด้วย
H-index
H-index เป็นดัชนีในการประเมินคุณภาพของผู้เขียนแต่ละคนที่ตีพิมพ์ในวารสารแต่ละชื่อ ซึ่ง H-index ตั้งชื่อตามผู้คิดค้น คือ Professor Jorge E. Hirsch โดยเป็นดัชนีที่เกิดจากการนำข้อจำกัดของ Journal Impact Factor มาประกอบการพิจารณาและนำเสนอดัชนีตัวใหม่ที่เชื่อว่ามีความเที่ยงตรงมากกว่า เพื่อใช้เป็นทางเลือกในการประเมินผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ หรือเป็นตัวชี้วัดที่สามารถบอกได้ถึงคุณภาพของเจ้าของบทความหรือนักวิจัยได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นค่าที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนการอ้างถึงของบทความ (Citation) กับลำดับของบทความที่ถูกอ้างถึง (Article Rank Number) โดยที่จำนวนการอ้างถึงของบทความนั้นจะต้องมีค่ามากกว่า หรือเท่ากับ ลำดับของบทความที่ถูกอ้างถึง (ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย, ม.ป.ป.)
ตัวอย่างการคำนวณหาค่า H-index ค่า H-index ของ Perter Suber ระหว่างปี พ.ศ. 2539 – 2554 จากฐานข้อมูล Scopus ในวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554
จากภาพที่ 6 จะพบว่าบทความในลำดับที่ 2 ของ Peter Suber มีจำนวนการอ้างถึงคือ 6 ครั้ง แต่บทความในลำดับที่ 3 ของ Peter Suber มีจำนวนการอ้างถึงคือ 2 ครั้ง กล่าวคือจำนวนการอ้างถึงมีค่าน้อยกว่าลำดับของบทความ ดังนั้นค่า H-index ของ Peter Suber คือ 2 เนื่องจากเป็นลำดับของบทความที่จำนวนการอ้างถึงยังคงมีค่ามากกว่า ค่า H-index ของ Peter Suber เท่ากับ 2 แสดงว่ามีบทความที่ถูกอ้างถึงหรือได้การยอมรับจำนวน 2 บทความ ซึ่งแต่ละบทความมีจำนวนการอ้างถึงมากกว่า 2 ครั้ง แต่ก็อาจจะมีบทความอีกหลายบทความที่ได้รับการอ้างถึงไม่ถึง 2 ครั้ง เฉพาะในฐานข้อมูลของ Scopus เท่านั้น โดยตัวเลขเหล่านี้สามารถแสดงให้เห็นชัดเจนขึ้นในรูปของกราฟ ดังแสดงในภาพที่ 7
ดังนั้นผู้เขียนบทความหรือนักวิจัยจะมีค่า H-index สูงได้จะต้องมีผลงานหรือบทความจำนวนมากและแต่ละบทความจะต้องได้รับการอ้างถึงสูงด้วย ผู้เขียนบทความหรือนักวิจัยบางคนที่มีผลงานหรือบทความจำนวนมาก อาจมีค่า H-index น้อยได้ เพราะมีบทความที่มีจำนวนการอ้างถึงสูงเพียงไม่กี่บทความ เพราะฉะนั้นค่า H-index จึงเป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่สามารถนำไปพิจารณาถึงคุณภาพของตัวผู้เขียนบทความหรือนักวิจัยได้ (วุฒิพงศ์ เตชะดำรงสิน, ม.ป.ป.) แต่อย่างไรก็ตาม ค่า H-index ในแต่ละฐานอาจจะมีค่าไม่ตรงกัน จะต้องขึ้นอยู่กับจำนวนวารสารที่มีอยู่ในฐานข้อมูล และจำนวนการอ้างถึงของบทความในแต่ละช่วงเวลาด้วย รวมไปถึงการพิจารณาค่า H-index นั้นจะต้องเปรียบเทียบในสาขาวิชาเดียวกันหรือใกล้เคียงกันด้วย เนื่องจากบางสาขาวิชาอาจจะมีการทำวิจัยและการนำไปใช้มาก เช่น วิทยาศาสตร์ เป็นต้น แต่บางสาขาวิชาอาจจะมีการทำวิจัยและการนำไปใช้น้อย เช่น มนุษยศาสตร์ ศิลปศาสตร์ เป็นต้น ทำให้ส่งผลกระทบถึงค่า H-index ที่จะได้ด้วย (ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย, ม.ป.ป.)
G-index
G-index ถูกคิดค้นและนำเสนอโดย Leo Egghe ในปี พ.ศ. 2549 เป็นค่าดัชนีในการวัดคุณภาพของบทความและผลงานวิจัยที่ให้ค่าน้ำหนักกับบทความที่มีการอ้างถึงสูงสุด โดยข้อมูลที่นำมาหาค่า G-index ประกอบไปด้วยจำนวนการอ้างถึงของบทความและลำดับของบทความที่มีการอ้างอิงสูงสุด เช่นเดียวกับ H-index (วุฒิพงศ์ เตชะดำรงสิน, ม.ป.ป.) โดย H-index จะเป็นค่าความสัมพันธ์แค่จำนวนการอ้างถึงบทความและลำดับของบทความเท่านั้น แต่ G-index จะคิดไปถึงค่าความสัมพันธ์ของผลรวมสะสมจำนวนการอ้างถึงของบทความ และตัวเลขยกกำลังลำดับของบทความด้วย กล่าวคือจะเป็นตัวเลขลำดับของบทความ ณ จุดที่ผลบวกสะสมจำนวนการอ้างอิงของบทความยังมีค่ามากกว่าตัวเลขที่ได้จากการยกกำลังลำดับของบทความ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ตารางที่ 1 แสดงการคิดค่า G-index ของนักเขียน 1 คน ซึ่งผู้เขียนเป็นผู้สมมติตัวเลขขึ้นมา
จากตารางที่ 1 จะพบว่าค่า G-index คือ 14 เนื่องจากเป็นลำดับของบทความที่ตัวเลขในผลรวมสะสมจำนวนการอ้างอิงของ 14 บทความแรกซึ่งเท่ากับ 220 ยังมีค่ามากกว่าเลขยกกำลังของบทความลำดับที่ 14 ซึ่งเท่ากับ 196 จากภาพหากคำนวณหาค่า H-index แล้วจะมีค่าคือ 9 ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า G-index นั้นได้คิดคำนวณจากค่าผลรวมสะสมของจำนวนการอ้างอิงด้วย แสดงให้เห็นว่าให้ความสำคัญของบทความที่มีจำนวนการอ้างอิงสูงมากกว่า H-index ที่ดูแต่จำนวนการอ้างอิงต่อบทความเท่านั้น ทำให้น้ำหนักจำนวนการอ้างอิงสูงของบางบทความจึงมีผลไปถึงค่า G-index ด้วย
Article Level Metrics
Article Level Metrics เป็นตัวที่ใช้วัดถึงคุณภาพของบทความแต่ละบทความ ซึ่งคำว่า Article Level Metrics นี้คิดค้นขึ้นมาโดย Public Library of Science หรือ PLoS ในปี ค.ศ. 2009 เป็นโครงการที่ต้องการจัดให้มีตัววัดที่จะสามารถนำมาพิจารณาถึงคุณค่าหรือคุณภาพของบทความได้ ประกอบไปด้วยวิธีดังต่อไปนี้
สถิติการเรียกดูบทความ (Article usage statistics)
เป็นการแสดงจำนวนการเรียกดูบทความของแต่ละบทความทั้งหมดในทุกรูปแบบที่อยู่ใน PLoS โดยบทความหนึ่ง จะมีอยู่ 3 รูปแบบ คือ HTML Page views (จำนวนที่ผู้ใช้เรียกดูบทความในรูปแบบของหน้า HTML), PDF downloads (จำนวนที่ผู้ใช้ดาวน์โหลดบทความที่อยู่ในรูปแบบของ PDF File) และ XML downloads (จำนวนที่ผู้ใช้ดาวน์โหลดบทความที่อยู่ในรูปแบบของ XML หรือไฟล์ต้นฉบับ ที่สามารถนำไปแปลงให้อยู่ในรูปแบบของ HTML หรือ PDF File ก็ได้)
ภาพที่ 8 จะเห็นได้ว่าการเรียกดูบทความเรื่อง Why Most Published Research Findings Are False ของ John P. A. Ioannidis ตั้งแต่ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2548 ถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 มีจำนวน 353,713 ครั้ง โดยมีเรียกดูในรูปแบบของ HTML Page views จำนวน 285,162 ครั้ง PDF downloads จำนวน 66,904 ครั้งและ XML downloads จำนวน 1,647 ครั้ง รวมถึงกราฟแสดงจำนวนการเรียกดูบทความในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งสามารถเลือกดูได้ในแต่ละเดือน
ดังภาพที่ 9
การอ้างถึงจากวรรณกรรมวิชาการ (Citations from the scholarly literature)
เป็นการแสดงจำนวนบทความที่พิจารณาถูกนำไปอ้างถึงในงานวิจัยหรือบทความที่อยู่ในฐานข้อมูล ซึ่งฐานข้อมูล PLoS จะแสดงจำนวนการอ้างถึงบทความนี้ในฐานข้อมูล Scopus, PubMed Central และ CrossRef อีกทั้งยังสามารถเชื่อมโยงไปหางานวิจัยหรือบทความในฐานข้อมูลอื่น ๆ และใน Google Scholar ที่นำบทความเหล่านั้นไปอ้างถึงได้อีกด้วย ดังภาพประกอบต่อไปนี้
จากภาพที่ 10 เป็นจำนวนการอ้างถึงของบทความเรื่อง Why Most Published Research Findings Are False ของ John P. A. Ioannidis ซึ่งเป็นจำนวนการอ้างถึงของบทความจากฐานข้อมูล CrossRef จำนวน 157 ครั้ง ฐานข้อมูล PubMed Central จำนวน 94 ครั้ง และฐานข้อมูล Scopus จำนวน 451 ครั้ง ซึ่งภาพต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของงานวิจัยหรือบทความที่มีการอ้างถึงบทความเรื่องนี้ในฐานข้อมูล Scopus จำนวน 451 ผลงาน
การบุ๊คมาร์กในเครือข่ายออนไลน์ (Social bookmarks)
แสดงถึงจำนวนที่บทความถูกจัดเก็บเป็นบทความที่น่าสนใจไว้ ในเว็บไซต์ของ CiteULike และ Connotea ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ให้สมาชิกของเว็บไซต์สามารถจัดเก็บบทความที่ตนเองสนใจไว้ โดย PLoS ยังสร้างการเชื่อมโยงให้สามารถไปยังเว็บไซต์ของ CiteULike และ Connotea ได้ ทำให้ทราบว่ามีใครบ้างที่จัดเก็บบทความนั้นไว้ และช่วยให้สามารถค้นหาบทความอื่นที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับบทความนั้นได้ จากการดูที่บทความอื่น ๆ ของบุคคลต่าง ๆ เหล่านั้น หรือค้นหาจากหัวเรื่องของบทความ
ภาพที่ 12 แสดงว่าบทความเรื่อง Why Most Published Research Findings Are False มีจำนวนถูกจัดเก็บเป็นบทความที่น่าสนใจใน Social Bookmarks ของ CiteULike คือ 232 และ Connotea คือ 18
จากภาพที่ 13 เมื่อเข้าไปยังเว็บไซต์ของ CiteULike ก็จะพบว่ามีผู้ใช้ของ CiteULike ที่จัดเก็บบทความนี้เป็นบทความที่น่าสนใจไว้อยู่จำนวน 232 คน เช่น ผู้ใช้ที่มีชื่อว่า fgb, jasonn, oceanblue เป็นต้น โดยสามารถกดเลือกไปดูบทความอื่น ๆ ของผู้ใช้คนดังกล่าวได้อีกด้วย ซึ่งอาจจะมีเนื้อหาหรือเรื่องราวที่มีความใกล้เคียงกันกับบทความเรื่อง Why Most Published Research Findings Are False
วิธีการ Bookmarks บทความของ PLoS ทำได้โดยการเลือก Add to ไปยัง Social Bookmarks เช่น CiteULike และ Connotea เป็นต้น นอกจากนั้นสามารถแบ่งปันบทความนี้ผ่านทาง Social Network เช่น Facebook และ Twitter ได้อีกด้วย ทำให้ผู้อื่นได้ลองอ่านบทความนี้ผ่านการแนะนำโดยคนที่รู้จัก ดังภาพต่อไปนี้ ซึ่งเป็นส่วนทางด้านขวาของหน้าจอที่จะรวมการเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายทางสังคมต่าง ๆ
ความคิดเห็น (Comments)
แสดงถึงจำนวนและรายละเอียดของความคิดเห็นที่มีต่อบทความนั้นของบุคคลต่าง ๆ โดยผู้ที่จะสามารถแสดงความคิดเห็นต่อบทความนั้นได้ต้องเป็นสมาชิกของ PLoS ก่อน ซึ่งจะมีหลักเกณฑ์หรือข้อกำหนดในการแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ เช่น ไม่ใช้คำที่ไม่สุภาพ หรือจะต้องแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของบทความ เป็นต้น ความคิดเห็นต่าง ๆ เหล่านี้ อาจมีผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้ใช้ในการเลือกใช้บทความ หรือมีผลกระทบต่อคุณค่าของบทความนั้น ๆ ได้อีกด้วย โดยวิธีการแสดงความคิดเห็นทำได้โดยการเลือกที่ “Make a new comment on this article” ดังภาพต่อไปนี้
หมายเหตุ (Notes)
แสดงถึงจำนวนและข้อมูลเพิ่มเติมที่บุคคลต่าง ๆ กล่าวถึงบางส่วนในบทความ โดยหากจะเพิ่ม Notes จะต้องเป็นสมาชิกของ PLoS ก่อนเช่นเดียวกับการแสดงความคิดเห็น (Comments) และทำได้โดยการเลือกข้อความที่ต้องการ Notes จากนั้นจะมีช่องให้ใส่ข้อความลงไป ดังภาพต่อไปนี้
เว็บไซต์ส่วนตัว (Blog posts)
แสดงถึงจำนวน Blog ที่มีการอ้างถึงหรือกล่าวถึงบทความนั้น ซึ่ง Blog นั้นได้มีการสร้างการเชื่อมโยงมายังบทความฉบับเต็มที่อยู่ใน PLoS ได้ โดยได้รวบรวมข้อมูลมาจาก Web Blog 4 แห่ง ได้แก่ Postgenomic, Researchblogging.org, Nature Blogs และ Bloglines รวมถึงสามารถค้นพบบทความอื่น ๆ ที่อาจมีเนื้อหาเกี่ยวข้องหรือใกล้เคียงกับเรื่องที่สนใจได้ใน Web Blog แห่งนั้น นอกจากนั้นแล้ว ยังสร้างการเชื่อมโยงไปยัง Google Blogs เพื่อค้นหาบทความที่อยู่ใน Web Blog อื่น ๆ ที่ได้มีการอ้างถึงและกล่าวถึงบทความนั้นได้อีกด้วย
จากภาพที่ 17 แสดงถึงจำนวน Blog ที่มีการอ้างถึงหรือกล่าวถึงบทความเรื่อง Why Most Published Research Findings Are False ของ John P. A. Ioannidis จาก Web Blog ของ Postgenomic มีจำนวน 17 Blog และ Research Blogging มีจำนวน 3 Blog รวมถึงสามารถค้นหา Blog อื่น ๆ ได้จาก Google Blogs, Bloglines และ Nature
ภาพที่ 18 เป็น Blog ของ Laika ที่มีชื่อว่า Laika's Medliblog ใน Research Blogging ที่ได้มีการอ้างถึงบทความเรื่อง Why Most Published Research Findings Are False ของ John P. A. Ioannidis ในการเขียนบทความเรื่อง Much Ado About ADHD-Research: Is there a Misrepresentation of ADHD in Scientific Journals? ใน Blog ของเธอ
ความนิยม (Ratings)
เป็นการให้คะแนนบทความ โดยการให้ดาวเป็น 5 ระดับ หากอยู่ในระดับดีจะอยู่ที่ 5 ดาว และน้อยลงไปตามลำดับ ซึ่งจะแบ่งเกณฑ์การให้คะแนนเป็น 3 เกณฑ์ ได้แก่ Insigth (ความเข้าใจ), Reliability (ความน่าเชื่อถือ) และ Style (รูปแบบในการนำเสนอบทความ) ผู้ที่เป็นสมาชิกของ PLoS เท่านั้นที่มีสิทธิในการให้คะแนน
Article Level Metrics นั้นถูกใช้กับบทความทั้งหมดที่อยู่ใน PLoS ทั้งเอกสาร OA ที่เป็น IR และ OAJ เพื่อให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถนำไปเป็นข้อมูลเบื้องต้นประกอบการตัดสินใจในการเลือกใช้บทความเหล่านี้ได้ และมีการใช้วิธีการคล้ายกันนี้กับบทความในฐานข้อมูลหรือวารสารอื่น ๆ อีกด้วย เช่น The Pan African Medical Journal (Pamj) เป็นต้น จากที่ได้กล่าวถึงวิธีการต่าง ๆ ในการประเมินคุณภาพของผลงานทางวิชาการที่เป็น OA ไม่ว่าจะเป็นการ Peer Review, Citations, Journal Impact Factor, H-index, G-index และ Article Level Metrics จะเห็นได้ว่าไม่อาจประเมินคุณภาพของผลงานทางวิชาการได้จากวิธีการเพียงวิธีเดียว เพราะแต่ละวิธีก็จะมีจุดประสงค์ วิธีการ และข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งอาจนำวิธีต่าง ๆ เหล่านี้มาใช้ร่วมกัน เพื่อใช้ในการตัดสินใจและประเมินคุณภาพของผลงานทางวิชาการก็เป็นได้ให้สอดคล้องและเหมาะสมกับความต้องการของแต่ละบุคคลหรือแต่ละองค์กร รวมถึงยังมีวิธีอื่น ๆ อีกที่สามารถนำมาประเมินคุณภาพผลงานทางวิชาการได้ เช่น Immediacy Index, Cited Half-life และ Eigenfactor เป็นต้น
เจ้าของบทความ
สุขฤทัย สีแสด
บทความหลัก
การประเมินคุณภาพผลงานทางวิชาการ
อ้างอิง
- มัณทะณี คำโพธิ์. (2553). การพัฒนาฐานข้อมูลวิเคราะห์คุณภาพงานวิจัยเพื่อส่งเสริมคุณภาพงานวิจัยของคณาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
- รังสิมา เพ็ชรเม็ดใหญ่. (2552). วิวัฒนาการของการประเมินคุณภาพวารสารวิชาการ. จาก www.nstda.or.th
- รุจเรขา อัศวิษณุ. (2547). ค่า Impact Factor – ความสำาคัญที่มีต่อบทความวิจัยระดับนานาชาติ.จาก http://stang.sc.mahidol.ac.th
- รุจเรขา อัศวิษณุ. (2544). Peer review. จาก http://stang.sc.mahidol.ac.th
- วุฒิพงศ์ เตชะดำรงสิน. (2547). การประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย (10). จาก http://www.trf.or.th
- ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย. (ม.ป.ป.). Frequently asked questions. จาก http://www.kmutt.ac.th/jif/public_html/FAQ.html
- Amin, M. (2003). Impact factors: use and abuse. [Electronic version]. MEDICINA (Buenos Aires), 63, 347-354.
- Article-level metrics information. (2011). Retrieved from http://www.plosone.org
- Garfield, E. (2003). The meaning of the impact factor. [Electronic version]. International Journal of Clinical and Health Psychology, 3, 410-411.
- Guidelines for notes, comments, and corrections. (2011). Retrieved from http://www.plosone.org
- Poynder, R. (2008). Open access: the question of quality. Retrieved from http://poynder.blogspot.com
- Publishing. (2011). Retrieved from http://en.wikipedia.org
- Sevinc, A. (2004). Manipulating impact factor: an unethical issue or an Editor’s choice?. [Electronic version]. Swiss Medical Weekly, 134, 363-369.
- Usage Data Help. (2011). Retrieved from http://www.plosone.org
- Zawacki-Richter, O., Anderson, T.,& Tuncay, N. (2010). The growing impact of open access Distance education journals: a bibliometric analysis. [Electronic version]. The Journal of Distance Education, 24(3).

