กล้องโทรทรรศน์ชนิดหักเหแสง (Refracting Telescope)
จาก Thailand Science and Technology Wikipedia
กล้องโทรทรรศน์ชนิดหักเหแสง (Refracting Telescope)
กล้องโทรทรรศน์ชนิดหักเหแสง ประดิษฐ์ขึ้นใช้ส่องดูดวงดาวบนท้องฟ้าครั้งแรกโดยกาลิเลโอ กาลิเลอิ ในปีพ.ศ.2152 โดยใช้เลนส์นูนเป็นเลนส์วัตถุ และเลนส์เว้าเป็นเลนส์ตา ภาพที่ปรากฎจะเป็นภาพหัวตั้ง แต่มุมมองภาพแคบ อีก 2 ปีต่อมา โจฮันน์ เคปเลอร์ ได้วางหลังการของกล้องโทรทรรศน์แบบหักเหแสงโดยใช้เลนส์นูนเป็นเลนส์ตา ทำให้ภาพที่เห็นเป็นภาพหัวกลับ แต่ไม่เกิดความแตกต่างของขนาดภาพมีมุมมองของภาพกว้างขึ้น การเปลี่ยนแปลงต่อๆ มาจะมุ่งเน้นที่การเพิ่มกำลังขยาย โดยเพิ่มความยาวของกล้องให้มีความยาวมากๆ และใช้เลนส์ตาที่มีขนาดความยาวโฟกัสสั้นๆ วิธีนี้ทำให้กล้องมีปัญหาเรื่องความคลาดสี ต่อมาเมื่อมีความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีของแสงและเลนส์มากขึ้น จึงมีการปรับปรุงรูปแบบเลนส์ โดยปรับเปลี่ยนวัสดุที่ใช้ทำเลนส์ รูปทรงของเลนส์ หรืออาจะนำเลนส์มาใช้ร่วมกันเป็นชุดซึ่งประกอบด้วยเลนส์มากกว่า 1 อัน เพื่อแก้ไขความเพี้ยนของภาพที่เกิดขึ้น ทำให้ภาพมีความคมชัดและกำลังขยายสูง
กำลังขยายของกล้อง = ความยาวโฟกัสเลนส์วัตถุ / ความยาวโฟกัสเลนส์ตา
หลักการของกล้องโทรทรรศน์ชนิดหักเหแสง
เมื่อเลนส์วัตถุรับแสงจากวัตถุที่ระยะไกล จะทำให้เกิดภาพที่ตำแหน่งโฟกัส จากนั้นเลนส์ตาจะขยายภาพที่เกิดจากตำแหน่งโฟกัส อีกครั้งหนึ่ง ในการใช้งานผู้มองผ่านกล้องจะต้องปรับระยะของเลนส์ตาเพื่อให้ภาพที่เกิดจากตำแหน่งโฟกัส อยู่ใกล้กับตำแหน่งโฟกัสของเลนส์ตา ซึ่งจะทำให้มองเห็นภาพชัดที่สุด
ข้อดีของกล้องแบบหักเหแสง
- เป็นกล้องพื้นฐานที่สร้างได้ง่าย ราคาไม่แพง
- มีน้ำหนักเบา เนื่องจากมีเส้นผ่านศูนย์กลางน้อย
ข้อเสียของกล้องแบบหักเหแสง
- เนื่องจากมีเส้นผ่านศูนย์กลางน้อย ทำให้ปริมาณการรับแสงได้น้อย จึงไม่เหมาะในการดูวัตถุไกลๆ เช่น กาแล็กซีและเนบิวล่า
- ใช้เลนส์เป็นตัวหักเหแสง ทำให้เกิดการคลาดสีได้หากใช้เลนส์คุณภาพไม่ดีพอ จึงต้องมีการใช้เลนส์หลายชิ้นประกอบกันทำให้มีราคาสูงขึ้น
- ภาพที่ได้จากกล้องแบบหักเหแสงจะให้ภาพหัวกลับและกลับซ้ายขวา หากต้องการภาพหัวตั้งจะต้องใช้ปริซึมมาประกอบก่อนถึงเลนส์ตา เพื่อช่วยแก้ให้มองเห็นเป็นภาพหัวตั้งตามปกติได้

